จากดอนเมือง->สู่สนามบินนาริตะ เจแปน

ออกจากดอนเมืองเวลา 22.45 ถึงญี่ปุ่น ถึงเวลา เวลา 08.00
ถึงญี่ปุ่นก็เช้าพอดีถ่ายภาพท้องฟ้ายามเช้ามาฝาก แสบตากันเลยทีเดียว


ลงจากเครื่องปุ๊บก็ดูสนามบินบ้านเขาไปด้วย


แล้วตรงก็มาถึงช่วงที่ทำให้ลุ้นกันไปเลยทีเดียวการผ่านตรม. ต้องบอกเลยอ่านในพันทิปมาก็เยอะ ความกลัวว่าจะไม่ได้เที่ยวญี่ปุ่นก็
บังเกิดในหัว แต่ด้วยการเตรียมตัวมาค่อยข้าง ย้ำว่าค่อนข้างแน่น 555+ เลยทำให้ผ่านไปได้ด้วยดี ข้าวหน้าปลาไหลรอฉันอยู่ อิอิ
หลังจากผ่านด่านตรม.มาได้ ก็ตรงดิ่งไปเอาบัตร ETC CARD (บัตรผ่านทางด่วนที่ญี่ปุ่น) ที่ชั้น 3 F ของสนามบิน
โดยใช้ลิฟท์ออกจากลิฟท์ให้เลี้ยวขวาแล้วสังเกตป้ายก็จะเจอ Post office ตำแหน่งอยู่ตามลูกศรสีแดงตามภาพเลยจร้า

หน้าตา ETC CARD (บัตรผ่านทางด่วนที่ญี่ปุ่น) สำหรับคนที่เช่ารถขับเที่ยวในญี่ปุ่นถือว่าคุ้มค่ามากๆค่ะ
(ส่วนเพื่อนคนไหนสนใจวิธีการได้มาของเจ้าบัตรนี้คอมเม้นกันมาได้ค่ะ เดี๋ยวเราจะทำกระทู้แยกและแปะลิงค์ให้ค่ะ)

พอเอาบัตร ETC CARD เรียบร้อยแล้ว ก็ดิ่งลงมาชั้น 1 F โดยใช้ลิฟท์ตัวเดิมที่ขึ้นไปเอาบัตร ETC CARD นั้นแหละกดไปที่
ชั้น1 เพื่อทำการเช่ารถสำหรับเที่ยวชิบะ ในทริป 5 วันนี้



สังเกตจะมีเคาเตอร์ที่เป็นภาษาอังกฤษคำว่า Car Rental เราเลือกใช้บริการเช่ารถของ NISSAN
อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่เราเลือกจากงบที่มีอยู่ 555+ และคิดว่ารถนิสสันของญี่ปุ่นการขับขี่ก็ต้องเหมือนรถนิสสันบ้านเรา
โดยเลือกคันที่เป็นไฮบริดเพราะประหยัดน้ำมันไปในตัว แฮ่ๆ
(ส่วนเพื่อนคนไหนอยากทราบขั้นตอนการเช่ารถที่ญี่ปุ่นก็คอมเม้นกันเข้ามาได้เราก็จะจัดทำกระทู้แยกมาอีกจร้า)
ระหว่างที่รอการเช่ารถ ก็เกิดความกระหายน้ำเลยสอดส่องสายตาไปรอบๆ เจอร้านขายน้ำ ชื่อร้าน MEIJI PARLOR
สั่ง Caramel Latte มาแก้ว1 350 yen (120 บาท) พอประทังความหิวโหยได้บ้าง 555 รสชาติก็ปกติไม่ว้าวอะไร


พอจัดการเคลียร์เรื่องเอกสาร และชำระเงินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเช่ารถก็พาไปดูรถที่เราจะใช้ขับที่ชิบะกัน

รถที่เราเช่าประมาณนี้

เขาสอนการใส่เจ้า ETC CARD แล้วก็สอนการใส่ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ร้านอาหารเพื่อหาตำแหน่งที่พัก หรือ ตำแหน่งที่เราจะ
ไปเที่ยวกับเจ้าเครื่อง GPS นำทาง

สอนเสร็จก็เป็นขั้นตอนการตรวจเช็คสภาพรถก่อนไปใช้ว่ามีรอบตำหนิเสียหายอะไรหรือเปล่า

เช็คกันละเอียดยิบ ถึงขั้นเพ็งดูเลยทีเดียว เพราะคืนรถห้ามมีรอยถลอกไม่งั้นมีอันต้องเสียเงินเพิ่ม Budget พี่มีเท่านี้จริงๆ 555 เช็คกันเสร็จเรียบร้อยก็ยกของขึ้นรถออกเที่ยวได้
และสิ่งที่จะขาดไม่ได้สำคัญมากๆ คือ ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศนั้นเอง พกติดตัวตลอดเหมือนใบขับขี่บ้านเรา เจ้าใบอนุญาตนี้มีอายุเพียงปีเดียวเท่านั้น หมดอายุก็ต้องไปต่อใหม่ หากเพื่อนคนไหนจะเช่ารถขับเองที่ต่างประเทศก็เช็ควันหมดอายุของใบอนุญาตนิดนึงนะจ้ะ จะได้ไปเที่ยวอย่างสนุกไร้กังวล

ออกเดินทางเที่ยวได้ สิ่งแรกที่สังเกตคือถนนที่ญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เรียบไม่มีขรุขระแบบบ้านเราเลย หลุมแทบจะมีน้อยมาก
มีความนิ่มของถนนดังเหมือนเอาหน้าไปสัมผัสเองเลยทีเดียว ฮ่าๆ แต่อย่าจริงๆก็อย่าเอาหน้าไปสัมผัสกับถนนเลยดีกว่า ไม่ดีแน่คะ 555

วันที่ 1
อากาศวันแรกค่อนข้างครึมฟ้าครึมฝนมีความขุ่นมัวอยู่สูงเลย เป็นอะไรผิดหวังอ่า แต่มาญี่ปุ่นแล้วเลือดนักสู้บูโดเข้าสิงแล้วไปเที่ยวกันอย่างไม่เกรงฟ้าฝนที่แรกเป็นที่ วัดนาริตะซัง ชินโชจิ Naritasan Shinshoji Temple พอถึงวัดเอารถไปจอด
ราคาที่จอดรถ 800 yen (267 บาท) จอดได้ทั้งวัน แต่เราไม่อยู่นานถึง 1 วันเลยคิดว่าไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ แอบขี้งก อิอิ

พอถึงวัดปุ๊บฝนตกปั๊บ หาซื้อผมใสๆคันละ 400 (137 บาท) กันแทบไม่ทัน 555+ ก็เดินชมความสวยงามรอบวัดแล้วเข้าไปไหว้พระด้านในต่อ
คนมากราบไหว้กันอย่างหนาแน่นแม้ฝนตกลงมาก็ไม่หวั่น เพราะศรัทธาล้วนๆ

ระหว่างทางขึ้นวัดก็มีความงามของบรรยากาศให้ชมกันเพลินๆ2 ข้างทางขึ้นบันได

คนมารับควันธูปเพื่อขอความโชคดี เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกันอย่างหนาแน่น เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เข้าไปด้วย 555


เราจะเข้าไปข้างในกัน

แค่ประตูก็อลังการแล้ว

พอเดินออกมาจะมีร้านขายเครื่องรางอยู่ข้างๆเลย มีให้เลือกซื้อกันตามราคาป้ายเลยจร้า


เดินชมวัดกันเสร็จท้อก็เริ่มร้อง หิวโหยระดับ 10 กันเลยทีเดียว วางแผนกันว่าจะไปกินข้าวหน้าปลาไหลที่ขึ้นชื่อของร้าน ร้านคาวาโตโยะ บนถนน Narita Omotesando แต่ระหว่างเดินลืมถ่ายรูปกันโคมแดงเห็นเขาฮิตถ่ายที่วัดอาซากุซะก็เลยจัดสักรูป และสังเกตว่าใต้โคมมีมังกรแกะสลักสวยๆด้วยเก็บภาพมาได้

ในที่สุดก็ถึงร้านข้าวหน้าปลาไหล 100 ปี คาวาโตโยะ มีการโชว์แร่ปลาไหลสดๆหน้าร้าน แต่ความกลัวไม่มีโต๊ะมากกว่า เลยรีบเข้าร้านด้วยความหิวและกลัวจะไม่ได้กิน 555

ฝากลิงค์ของทางร้าน
http://www.unagi-kawatoyo.com/webshop/http://www.unagi-kawatoyo.com/webshop/

สั่งอาหารเรียบร้อยแล้วมานั่งรอด้านใน คนเยอะมากถึงมากที่สุด ถ้าไม่ผิดรู้สึกจะมีชั้น 2 ด้วยมั่ง คาดว่าเต็มเหมือนกัน
ระหว่างนั่งรอก็มีรายการทีวีของญี่ปุ่นมาถ่ายทำ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องรสชาติของข้าวหน้าปลาไหลไปอีก 555 พวกเรา
ก็ได้แต่รอและกินน้ำชากันไปก่อน
ข้าวหน้าปลาไหลมื้อนี้หมดไปราว 2,500 yen ต่อจาน (854 บาท)
แพงแต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความอร่อย

กินเสร็จก็ออกมาเดินเล่นเพื่อย่อยอาหารแล้วหาของหวานกินกันต่อ และเดินชมวิวรอบๆไปด้วย

Credit Picture:
https://tabelog.com/chiba/A1204/A120401/12001150/dtlrvwlst/3401110/

ร้าน 成田ゆめ牧場 薬師堂前店 ไอศกรีมอร่อยดีมีความเข้มข้นของนมวัว ฟินอีกตามเคย ราคาก็อยู่ที่ 380 yen (130 บาท)

Credit Picture:
https://tabelog.com/chiba/A1204/A120401/12029550/

เดินมาอีกสักพักก็เจอร้านขนมปัง ชื่อ Shimoda Koseido น่าสนใจเลยเข้าไป ที่สะดุดตาก็คือ ชูครีม แต่ถ่ายรูปไม่ทัน เหลือ 2 ชิ้น
สุดท้ายหิวกินหมดเลย 555 ไปแวะซื้อกันที่ร้านนี้ได้ แต่รูปที่ถ่ายมาได้ไม่ใช่ชูครีมเป็นขนมปังนะ

หลังจากเดินหาของกินจนพุงกลางก็ต้องไปที่เที่ยวต่อไปกันแล้วระหว่างเดินกลับไปที่จอดนั้นก็เห็นบ้านของคนญี่ปุ่นดูเรียบง่ายและ
เข้ากับธรรมชาติจนต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาเก็บภาพกับบรรยากาศฝนตกปรอยๆ

แต่ก็ออกแนวบ้านไทยในชนบทอยู่น้า จากนั้นก็ออกเดินทางเที่ยวสถานที่ ที่ 2 ต่อไป คือ วัด Kasamori Kannon ก่อนจะถึงวัดก็เสพบรรยากาศข้างทาง

มาถึงที่จอดรถสำหรับวัด Kasamori Kannon แล้วจ้า ที่จอดรถอยู่ข้างหน้าทางขึ้นไปวัดเลยจอดปุ๊บขึ้นบันไดไปได้เลยไม่ยุ่งยาก

>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 1
https://travelchoicethailand.blogspot.com/2016/11/day-1.html
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 2
https://travelchoicethailand.blogspot.com/2016/11/day-2.html
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 3
https://travelchoicethailand.blogspot.com/2017/01/day-3.html
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 4, 5
https://travelchoicethailand.blogspot.com/2017/04/day-45.html
[CR] เสพไอดิน กลิ่นทะเล ที่ชิบะ ญี่ปุ่น Day 1
ออกจากดอนเมืองเวลา 22.45 ถึงญี่ปุ่น ถึงเวลา เวลา 08.00
ถึงญี่ปุ่นก็เช้าพอดีถ่ายภาพท้องฟ้ายามเช้ามาฝาก แสบตากันเลยทีเดียว
ลงจากเครื่องปุ๊บก็ดูสนามบินบ้านเขาไปด้วย
แล้วตรงก็มาถึงช่วงที่ทำให้ลุ้นกันไปเลยทีเดียวการผ่านตรม. ต้องบอกเลยอ่านในพันทิปมาก็เยอะ ความกลัวว่าจะไม่ได้เที่ยวญี่ปุ่นก็
บังเกิดในหัว แต่ด้วยการเตรียมตัวมาค่อยข้าง ย้ำว่าค่อนข้างแน่น 555+ เลยทำให้ผ่านไปได้ด้วยดี ข้าวหน้าปลาไหลรอฉันอยู่ อิอิ
หลังจากผ่านด่านตรม.มาได้ ก็ตรงดิ่งไปเอาบัตร ETC CARD (บัตรผ่านทางด่วนที่ญี่ปุ่น) ที่ชั้น 3 F ของสนามบิน
โดยใช้ลิฟท์ออกจากลิฟท์ให้เลี้ยวขวาแล้วสังเกตป้ายก็จะเจอ Post office ตำแหน่งอยู่ตามลูกศรสีแดงตามภาพเลยจร้า
หน้าตา ETC CARD (บัตรผ่านทางด่วนที่ญี่ปุ่น) สำหรับคนที่เช่ารถขับเที่ยวในญี่ปุ่นถือว่าคุ้มค่ามากๆค่ะ
(ส่วนเพื่อนคนไหนสนใจวิธีการได้มาของเจ้าบัตรนี้คอมเม้นกันมาได้ค่ะ เดี๋ยวเราจะทำกระทู้แยกและแปะลิงค์ให้ค่ะ)
พอเอาบัตร ETC CARD เรียบร้อยแล้ว ก็ดิ่งลงมาชั้น 1 F โดยใช้ลิฟท์ตัวเดิมที่ขึ้นไปเอาบัตร ETC CARD นั้นแหละกดไปที่
ชั้น1 เพื่อทำการเช่ารถสำหรับเที่ยวชิบะ ในทริป 5 วันนี้
สังเกตจะมีเคาเตอร์ที่เป็นภาษาอังกฤษคำว่า Car Rental เราเลือกใช้บริการเช่ารถของ NISSAN
อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่เราเลือกจากงบที่มีอยู่ 555+ และคิดว่ารถนิสสันของญี่ปุ่นการขับขี่ก็ต้องเหมือนรถนิสสันบ้านเรา
โดยเลือกคันที่เป็นไฮบริดเพราะประหยัดน้ำมันไปในตัว แฮ่ๆ
(ส่วนเพื่อนคนไหนอยากทราบขั้นตอนการเช่ารถที่ญี่ปุ่นก็คอมเม้นกันเข้ามาได้เราก็จะจัดทำกระทู้แยกมาอีกจร้า)
ระหว่างที่รอการเช่ารถ ก็เกิดความกระหายน้ำเลยสอดส่องสายตาไปรอบๆ เจอร้านขายน้ำ ชื่อร้าน MEIJI PARLOR
สั่ง Caramel Latte มาแก้ว1 350 yen (120 บาท) พอประทังความหิวโหยได้บ้าง 555 รสชาติก็ปกติไม่ว้าวอะไร
พอจัดการเคลียร์เรื่องเอกสาร และชำระเงินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเช่ารถก็พาไปดูรถที่เราจะใช้ขับที่ชิบะกัน
รถที่เราเช่าประมาณนี้
เขาสอนการใส่เจ้า ETC CARD แล้วก็สอนการใส่ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ร้านอาหารเพื่อหาตำแหน่งที่พัก หรือ ตำแหน่งที่เราจะ
ไปเที่ยวกับเจ้าเครื่อง GPS นำทาง
สอนเสร็จก็เป็นขั้นตอนการตรวจเช็คสภาพรถก่อนไปใช้ว่ามีรอบตำหนิเสียหายอะไรหรือเปล่า
เช็คกันละเอียดยิบ ถึงขั้นเพ็งดูเลยทีเดียว เพราะคืนรถห้ามมีรอยถลอกไม่งั้นมีอันต้องเสียเงินเพิ่ม Budget พี่มีเท่านี้จริงๆ 555 เช็คกันเสร็จเรียบร้อยก็ยกของขึ้นรถออกเที่ยวได้
และสิ่งที่จะขาดไม่ได้สำคัญมากๆ คือ ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศนั้นเอง พกติดตัวตลอดเหมือนใบขับขี่บ้านเรา เจ้าใบอนุญาตนี้มีอายุเพียงปีเดียวเท่านั้น หมดอายุก็ต้องไปต่อใหม่ หากเพื่อนคนไหนจะเช่ารถขับเองที่ต่างประเทศก็เช็ควันหมดอายุของใบอนุญาตนิดนึงนะจ้ะ จะได้ไปเที่ยวอย่างสนุกไร้กังวล
ออกเดินทางเที่ยวได้ สิ่งแรกที่สังเกตคือถนนที่ญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เรียบไม่มีขรุขระแบบบ้านเราเลย หลุมแทบจะมีน้อยมาก
มีความนิ่มของถนนดังเหมือนเอาหน้าไปสัมผัสเองเลยทีเดียว ฮ่าๆ แต่อย่าจริงๆก็อย่าเอาหน้าไปสัมผัสกับถนนเลยดีกว่า ไม่ดีแน่คะ 555
วันที่ 1
อากาศวันแรกค่อนข้างครึมฟ้าครึมฝนมีความขุ่นมัวอยู่สูงเลย เป็นอะไรผิดหวังอ่า แต่มาญี่ปุ่นแล้วเลือดนักสู้บูโดเข้าสิงแล้วไปเที่ยวกันอย่างไม่เกรงฟ้าฝนที่แรกเป็นที่ วัดนาริตะซัง ชินโชจิ Naritasan Shinshoji Temple พอถึงวัดเอารถไปจอด
ราคาที่จอดรถ 800 yen (267 บาท) จอดได้ทั้งวัน แต่เราไม่อยู่นานถึง 1 วันเลยคิดว่าไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ แอบขี้งก อิอิ
พอถึงวัดปุ๊บฝนตกปั๊บ หาซื้อผมใสๆคันละ 400 (137 บาท) กันแทบไม่ทัน 555+ ก็เดินชมความสวยงามรอบวัดแล้วเข้าไปไหว้พระด้านในต่อ
ระหว่างทางขึ้นวัดก็มีความงามของบรรยากาศให้ชมกันเพลินๆ2 ข้างทางขึ้นบันได
คนมารับควันธูปเพื่อขอความโชคดี เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกันอย่างหนาแน่น เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เข้าไปด้วย 555
เราจะเข้าไปข้างในกัน
แค่ประตูก็อลังการแล้ว
พอเดินออกมาจะมีร้านขายเครื่องรางอยู่ข้างๆเลย มีให้เลือกซื้อกันตามราคาป้ายเลยจร้า
เดินชมวัดกันเสร็จท้อก็เริ่มร้อง หิวโหยระดับ 10 กันเลยทีเดียว วางแผนกันว่าจะไปกินข้าวหน้าปลาไหลที่ขึ้นชื่อของร้าน ร้านคาวาโตโยะ บนถนน Narita Omotesando แต่ระหว่างเดินลืมถ่ายรูปกันโคมแดงเห็นเขาฮิตถ่ายที่วัดอาซากุซะก็เลยจัดสักรูป และสังเกตว่าใต้โคมมีมังกรแกะสลักสวยๆด้วยเก็บภาพมาได้
ในที่สุดก็ถึงร้านข้าวหน้าปลาไหล 100 ปี คาวาโตโยะ มีการโชว์แร่ปลาไหลสดๆหน้าร้าน แต่ความกลัวไม่มีโต๊ะมากกว่า เลยรีบเข้าร้านด้วยความหิวและกลัวจะไม่ได้กิน 555
ฝากลิงค์ของทางร้าน
http://www.unagi-kawatoyo.com/webshop/http://www.unagi-kawatoyo.com/webshop/
สั่งอาหารเรียบร้อยแล้วมานั่งรอด้านใน คนเยอะมากถึงมากที่สุด ถ้าไม่ผิดรู้สึกจะมีชั้น 2 ด้วยมั่ง คาดว่าเต็มเหมือนกัน
ระหว่างนั่งรอก็มีรายการทีวีของญี่ปุ่นมาถ่ายทำ เพิ่มความมั่นใจในเรื่องรสชาติของข้าวหน้าปลาไหลไปอีก 555 พวกเรา
ก็ได้แต่รอและกินน้ำชากันไปก่อน
ข้าวหน้าปลาไหลมื้อนี้หมดไปราว 2,500 yen ต่อจาน (854 บาท)
แพงแต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความอร่อย
กินเสร็จก็ออกมาเดินเล่นเพื่อย่อยอาหารแล้วหาของหวานกินกันต่อ และเดินชมวิวรอบๆไปด้วย
Credit Picture: https://tabelog.com/chiba/A1204/A120401/12001150/dtlrvwlst/3401110/
ร้าน 成田ゆめ牧場 薬師堂前店 ไอศกรีมอร่อยดีมีความเข้มข้นของนมวัว ฟินอีกตามเคย ราคาก็อยู่ที่ 380 yen (130 บาท)
Credit Picture: https://tabelog.com/chiba/A1204/A120401/12029550/
เดินมาอีกสักพักก็เจอร้านขนมปัง ชื่อ Shimoda Koseido น่าสนใจเลยเข้าไป ที่สะดุดตาก็คือ ชูครีม แต่ถ่ายรูปไม่ทัน เหลือ 2 ชิ้น
สุดท้ายหิวกินหมดเลย 555 ไปแวะซื้อกันที่ร้านนี้ได้ แต่รูปที่ถ่ายมาได้ไม่ใช่ชูครีมเป็นขนมปังนะ
หลังจากเดินหาของกินจนพุงกลางก็ต้องไปที่เที่ยวต่อไปกันแล้วระหว่างเดินกลับไปที่จอดนั้นก็เห็นบ้านของคนญี่ปุ่นดูเรียบง่ายและ
เข้ากับธรรมชาติจนต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาเก็บภาพกับบรรยากาศฝนตกปรอยๆ
แต่ก็ออกแนวบ้านไทยในชนบทอยู่น้า จากนั้นก็ออกเดินทางเที่ยวสถานที่ ที่ 2 ต่อไป คือ วัด Kasamori Kannon ก่อนจะถึงวัดก็เสพบรรยากาศข้างทาง
มาถึงที่จอดรถสำหรับวัด Kasamori Kannon แล้วจ้า ที่จอดรถอยู่ข้างหน้าทางขึ้นไปวัดเลยจอดปุ๊บขึ้นบันไดไปได้เลยไม่ยุ่งยาก
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 1 https://travelchoicethailand.blogspot.com/2016/11/day-1.html
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 2 https://travelchoicethailand.blogspot.com/2016/11/day-2.html
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 3 https://travelchoicethailand.blogspot.com/2017/01/day-3.html
>>> แนะนำอ่านต่อได้ที่ >>> วันที่ 4, 5 https://travelchoicethailand.blogspot.com/2017/04/day-45.html