ถ้าความรัก มันคือ ความทุกข์ แต่ทำไมคนถึงอยากจะมันหล่ะ

ถ้าความรัก มันคือ ความทุกข์ แต่ทำไมคนถึงอยากจะมันหล่ะ

เชื่อได้ว่า ตอนนี้ คงจะมีคนอยู่จำนวนนึง เริ่มจะมอง เเละ เข้าใจมากขึ้นว่า จริงๆแล้ว การมีความรัก หรือ คบหากับใครสักคน มันอาจจะไม่ได้ เป็นความสุข อย่างที่ใครๆเข้าใจกัน

แรกเริ่มเดิมที เวลาพอใจใครสักคนหนึ่ง ก็คงจะเป็นธรรมดา ของปุถุชน ก็จะต้องพยายามพูดคุย เอาใจเขา เพื่อให้อีกฝ่าย มารัก มาชอบ และ คบหาต่อๆไป ซึ่งแน่นอน ก็ไม่พ้นเรื่องของการ ซื้อของเอาใจ พาไปกินเที่ยว พูดคุยป้อยอ จนทำให้รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วพอมีถึงจุดๆนึง ก็จะเริ่มพัฒนา สถานะ มาเป็นคนรู้ใจ หรือ ที่เขาเรียกว่า ฟงแฟนนั่นเอง

ซึ่งในช่วงแรกๆ จะสังเกตได้เลยว่า อะไรก็ดีหมด เพราะมีคนคอยตามใจ ไปไหนไปด้วย ชอบอะไรก็ชอบด้วย อยากจะเจอกันตลอดเวลา อยากจะคุยด้วยทุกวินาที แต่นั่นมันคือ ความจริงหรอ ... แล้วไหนจะเรื่องหลอกให้รัก หลอกให้หลง และ ขอหลับนอนด้วย ทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานอีกหล่ะ (ฟันแล้วทิ้ง) ซึ่งผู้ชายมันไม่ได้อยากจะหาภาระอะไรผูกมัด หรอกนะ แบบอยากสนุก เมามันกามารณ์บนกายหญิงมากกว่า ขณะที่ผู้หญิงเอง บางคนหลงคิดว่า การหลับนอน คือ การแสดงความรัก แล้วก็คิดไปว่าผู้ชายมันรักจริง คงอยากมีลูกด้วย แต่จริงๆมันไม่ใช่ มันคือ ความใคร่ ผลสุดท้ายกว่าจะรุ้ตัว ก็ผ่านผู้ชายไปแล้วหลายคน เเละเริ่มรู้สึกตัวเองไม่มีค่าอะไรเหลืออีกแล้ว แล้วพวกที่คิดว่า ป้องกันอ่ะ คงไม่เป็นไร หารู้ไม่ว่า ไอการหมกมุ่น กับโลกีย์นั้น ทำให้ต้องเป็นทุกข์ระทมต่อมา คือ ไม่มีใครชอบพวกที่ผ่านใครมาแล้วหรอก

ส่วนสาเหตุที่คนสนใจเพศตรงข้าม ส่วนนึงก็เพราะฮอร์โมนนั่นแหล่ะ ซึ่งนี่มันเป็นเเรงขับ ให้เผ่าพันธุ์ มนุษย์อยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ ซึ่งคนที่ไม่ครองสติ ให้อยู่เหนื่อยสิ่งเหล่านี้ ก็จะตกเป็นทาสมัน

สุดท้ายพอคบหามาถึงจุดๆนึง คนก็จะเริ่มแสดงตัวตน ของตนเองออกมา เริ่มจะงี่เง่า พูดจากระทบใจมากขึ้น เริ่มจะรู้สึกชีวิตขาดอิสระ ไม่มีเวลาให้ตัวเอง เนื่องจากจะต้องไปทุ่มเท เอาใจอีกฝ่ายนั่นเอง ซึ่งบางคนก็พร้อมจะยินดี ทีจะเอาใจอีกฝ่าย ต่อไปเรื่อยๆ ก็แบบยังรู้สึกรักเขา ยอมได้ ทนได้ แล้วก็มีบางคนพอเจอคนที่ดีกว่า รวยกว่า เอาใจกว่า เขาก็พร้อมสลัดทิ้งไป โดยไม่ใยดีอะไร ทั้งที่ก่อนหน้า บอกว่า มันคือ รักแท้ ชีวิตขาดเธอไม่ได้แท้ๆ

ทีนี้พอมาถึงจุดๆนึง ก็จะเริ่มแต่งงานกัน เมื่อคิดว่าสถานะทางการเงินพร้อมแล้ว (แต่จริงๆมันไม่ได้พร้อมอะไรเลย) ต้องวิ่งวุ่นเชิญเเขก นัดเพื่อนเก่าๆมา บ้างก็ต้องไปหา คนจากบริษัท ที่ทำอยู่ มาร่วมงาน เพื่อจะได้มีค่าซอง มาลดต้นทุนการจัดงานเยอะๆ ยิ่งถ้าต้องไปกู้มาจัดงานแต่ง หรือ ขอเงินจากผู้ใหญ่ รวยๆให้มาช่วย อีกฝ่ายที่แต่งด้วย ก็เริ่มจะกังวลถึงอนาคต ว่ามันจะไปรอดไหม แบบกลัวตัวเองจะอดตาย ไม่มีจะกิน

แล้วพอมามีลูก ก็ต้องวุ่นวายซื้อเสื้อผ้า ซื้อนม ผ้าอ้อม ซึ่งราคาแพงทั้งนั้น แล้วเด็กยิ่งโต ก็ใช้เงินเยอะด้วย ทีนี้พอสามีแสนดี เริ่มแสดงธาตุแท้ แบบไม่ช่วยดูลูกเลย แถมยังต้องเป็นที่ระบาย ความใคร่ ให้ผัวเวลามันอยากอีก เพราะคิดว่า ถ้าทำแบบนี้ จะได้ไม่นอกใจ หรือ ซื้อบริการอะไร แล้วด้วยความที่คนเป็นภรรยา เหนื่อยกับการดูลูก นานๆเข้าก็เริ่มจะหงุดหงิด เหนื่อย โวยวายใส่สามี ซึ่งถ้าหากผู้ชาย มันไม่ทน มันก็หย่าไปมีเมียใหม่อีก หรือ ไม่ก็หากผู้ชาย ไปแต่งกับผู้หญิงที่ไม่ดี แบบหลงรูปสวย ไม่ล้างจานชาม ผู้ชายก็ต้องล้าง ซักเสื้อผ้าให้ทุกอย่าง เพื่อชดเชย สิ่งที่ภรรยา ไม่ได้ทำ แต่พอผู้ชายตกอับ ก็ตีจากหนีหายทิ้งลูก ทิ้งผัวไปอีก ก็มีให้เห็นเยอะแยะ

ขณะที่คนทีมีลูก ก็ต้องเหนื่อยหารายได้ เยอะๆ เพื่อให้คนที่แต่งงานด้วย และ ลูก ยังมีกินใช้ ซึ่งแต่ละอย่างก็ไม่ใช่น้อยๆเลย ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเน็ต ค่าโทรศัพท์ (ดาต้า) ค่าเข้าสังคม ประชุมผู้ปกครอง ค่าเทอม (อีกยี่สิบกว่าปี หรือ อาจจะมากกว่านั้น) เลยทำให้ไม่มีเวลาให้ตัวเอง เผลอๆอาจจะต้องเหนื่อยไปตลอดชีวิตที่เหลือ

สุดท้ายไปๆมาๆ ก็ต้องอยู่คนเดียว อยู่กับตัวเองอยู่ดี ไม่ว่าจะโสดหรือไม่โสด ไอที่เห็นแต่งงาน อยากมีใคร เพราะกังวลว่า เจ็บป่วย จะไม่มีคนดูแล หรือ แก่ไปจะไม่มีใครดู แต่สุดท้าย ก็ต้องอยู่คนเดียวอยู่ดี ลองไปดูหลายๆคนสิ สภาพเป็นยังไงบ้าง ขนาดพวกแก่รวยๆ ลูกหลานเต็มบ้าน ยังต้องเหงาอยู่คนเดียว ทนเจ็บป่วยเลย เพราะลูกหลานแต่งงานออกไปกันหมด ไม่ก็พอสมบัติหมด ก็ไม่มาหาอีกแล้ว

ถ้ากระทู้นี้ มีประโยชน์ ช่วยๆกัน ปักหมุด จะได้เตือนสติหลายๆคนใครสนใจคุยชีวิตตามจริง แบบนี้ ก็เข้ามา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่