เกริ่นก่อน คือ จขกท เข้าใจว่า ชโรดิงเจอร์ พยายามจะไฟว์กับหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิก เรื่องการระบุตำแหน่งที่แน่นอนระหว่าง อิเลคตรอนและพลังงาน พร้อมๆกันไม่ได้ ชโรดิงเจอร์จึงได้เสนอทฤษฏีทางความคิดและเป็นที่รู้จักกันเรื่องของ แมวของชโรดิงเจอร์ (ไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก คร่าวๆคือการทดลองทางความคิดนี้ แมวอาจเป็นหรือตาย 50/50 ซึ่งขึ้นอยู่กับการแตกตัวของสารกัมตรังสีที่มีโอกาส 50/50 ที่จะจุดชนวนระเบิด) โดยถ้าทุกอย่างอยู่ในกล่องปิดและไม่มีทางรู้เลยว่าแมวจะเป็นหรือตายจนกระทั่งเปิดออกมาดู โดยการทดลองนี้ให้บทสรุปว่า ในระหว่างที่ระบบมันยังดำเนินต่อไปเป็นระบบปิด ไม่มีการรบกวนใดๆเกิดขึ้น ช่วงเวลานั้น แมวจะอยู่ในสภาวะคลื่นซ้อนที่เป็นได้ทั้งเป็นและตาย quantum superposition จนกระทั่งเราเปิดออกไปดู ซึ่งจะเป็นการไปรบกวนคลื่นทับซ้อนให้เหลือแค่คลื่นเดียวคือ เป็นหรือตาย เท่านั้น และด้วยบทสรุปแบบนี้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่า แมวจะเป็นยังไรระหว่างที่ยังไม่เปิดกล่อง บ้างก็บอกว่า เป็นแมวผีดิบ
อย่างไรก็ตามทั้งหมดข้างบนเป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ที่ผมสงสัยคือ ตอนนั้นน่ะมันไม่มีกล้องบันทึก และถ้าการสนทนาวันนั้นมีคนบอกว่า ถ้าใช้กล้องบันทึกไว้เฉยๆแต่ยังไม่มีใครไปเปิดดูอะไร จนกระทั้งเราไปเปิดออกในอีก 1 ชมต่อมาพร้อมดูสิ่งที่บันทึกไปในชั่วโมงที่แล้ว ถามว่า สิ่งที่เห็นมันจะแตกต่างกับที่บันทึกเหรอ แน่นอนว่าไม่แตกต่างครับ ผมจึงเชื่อว่า แนวความเชื่อนี้ไม่น่าจะจริง...สิ่งที่เกิดขึ้นในกล่องก็แค่ความน่าจะเป็นธรรมดา ไม่มีคลื่นซ้อนใดๆทั้งสิ้น
ไม่มีเรื่องโลกคู่ขนาน......ไม่ทราบว่าผู้รู้คิดยังไงกันบ้างครับ
แมวของชโรดิงเจอร์ ที่น่าจะทดลองจริง?
อย่างไรก็ตามทั้งหมดข้างบนเป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ที่ผมสงสัยคือ ตอนนั้นน่ะมันไม่มีกล้องบันทึก และถ้าการสนทนาวันนั้นมีคนบอกว่า ถ้าใช้กล้องบันทึกไว้เฉยๆแต่ยังไม่มีใครไปเปิดดูอะไร จนกระทั้งเราไปเปิดออกในอีก 1 ชมต่อมาพร้อมดูสิ่งที่บันทึกไปในชั่วโมงที่แล้ว ถามว่า สิ่งที่เห็นมันจะแตกต่างกับที่บันทึกเหรอ แน่นอนว่าไม่แตกต่างครับ ผมจึงเชื่อว่า แนวความเชื่อนี้ไม่น่าจะจริง...สิ่งที่เกิดขึ้นในกล่องก็แค่ความน่าจะเป็นธรรมดา ไม่มีคลื่นซ้อนใดๆทั้งสิ้น
ไม่มีเรื่องโลกคู่ขนาน......ไม่ทราบว่าผู้รู้คิดยังไงกันบ้างครับ