
Shortywander FB Page:
http://www.facebook.com/shortywander
เราตัดสินใจจัดทริปนี้ขึ้นในเวลาตี1ก่อนนับออกจากกรุงเทพในตอนเช้า แค่อยากหาที่ๆคนไม่ค่อยไป ไม่มีการแพลนล่วงหน้าใดๆ ขอแค่มีที่พักก่อนพอ ทริป 1 คืน 2 วัน ที่ขอชิวอย่างเดียว เน้นคุณภาพ ไม่เน้นสถานที่ บัดเจทกลางๆ แต่ได้เห็นสิ่งที่ไม่ได้คิดจะเจอ ได้พักใน Farmstay ที่เรารู้สึกว่ามันเจ๋งจริงๆกับราคาที่มีเงินเหลือกลับบ้าน

ทริปนี้เราเน้นชิวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราเริ่มออกจากบ้านประมาณ 10 โมง เอาพอตื่นสบาย จากกรุงเทพมาลพบุรีใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ กับระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร เราจะผ่านแถวอยุธยาด้วย ถ้าใครออกเช้าๆ เข้าไปเดินเล่นในตัวเมืองอยุธยาก่อน ก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ
หลังจากหาอะไรกินเล่นๆระหว่างทาง เราก็ตรงเข้าตัวเมืองลพบุรีเลย กะจะมาดูปรางค์สามยอด ปกติมาดูดอกทานตะวันกับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตลอด มาลองเข้าตัวเมืองเล่นๆกันบ้างดีกว่า
ที่จอดรถ: ใครนำรถส่วนตัวมา สามารถหาจอดได้ตามริมถนนเลย ตรงใกล้ๆทางรถไฟจะมีเป็นที่จอดรถให้เช่นกันค่ะ ซึ่งต้องเสียเงินประมาณ 15 บาทนะ
การเดินทาง: แนะนำว่าถ้าไม่มีรถประจำตัว นั่งรถตู้มาที่นี่ เวิร์คที่สุดค่ะ รถตู้จะมาจอดตรงข้ามปรางค์เลย เหมือนเป็นจุกศูนย์รวมเรียกรถ ใครจะกลับกรุงเทพฯก็มาที่นี่ เดินเที่ยวได้ง่ายๆ
รถไฟ น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่อาจจะใช้เวลาเดินทางที่ยาวนานกว่ามาก ไม่แน่ใจว่าสถานีลงตรงไหนแต่ไม่น่าไกลจากตัวเมืองมากนะ


เราเพิ่งรู้ว่าลพบุรีเป็นเมืองเก่ามาก เพิ่งมารู้ตอนเห็นว่ามีปรางค์นี่แหละ เป็นจังหวัดที่มีประวัติยาวนานมากๆ ลพบุรีเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณต่างๆ โดยแต่ก่อนเรียกละโว้ ตอนนี้ก็ยังเป็นเมืองที่สำคัญมากๆอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของทหารบกค่ะ ถ้าเราไปเราจะเห็นที่นี่มีค่ายทหารใหญ่มากเลย
จากในรูปคือวัดนครโกษาอยู่ใกล้ทางรถไฟค่ะ

ปรางค์สามยอดอยู่ในใจกลางเมืองเลยค่ะ ใกล้ๆกับทางรถไฟ เหมือนเป็นแลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ของที่นี่เลยนะ แถมยังเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าลิงน้อยเป็นร้อยๆตัว พระปรางค์ยังค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ ซึ่งพระปรางค์นี้ถูกสร้างขึ้นประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งศิลปะของเค้าจะได้มาจากสมัยอยุธยากันเลยนะ
เราสามารถเดินเข้าไปชมด้านในของตัวปรางค์เองได้เลยค่ะ
ค่าเข้า: คนไทย 10 บาท ฝรั่งราคา 50 บาท เค้ามีบัตรรวมค่าเข้าชมโบราณสถานทั้งหมดของลพบุรีด้วยนะ แค่ 30บาทเอง ใครอยากจะเก็บตกสถานที่สำคัญต่างๆรอบเมืองก็สามารถซื้อบัตรนี้ได้เช่นกัน ฝรั่งจะอยู่ที่ 150 บาท
ระยะเวลาการชม: 30 นาที-หนึ่งชั่วโมง หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเลเวลการทนแดดทนฝนด้วยนะจ๊ะ

ข้างในพระปรางค์สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ ยังค่อนข้างสมบูรณ์ลยังมีพระพุทธรูปให้เห็นอยู่บ้าง
รอบๆ พระปรางค์เราจะเห็นตัวเมืองได้ทั้ง 4 ทิศ ใกล้จะมีศาลพระกาฬสามารถขึ้นไปกราบไหว้ได้ที่วงเวียนค่ะ แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมา มีโรงแรมและตึกรามต่างๆล้อมรอบ โดยก็กลายเป็นที่อยู่ของเหล่าลิงไปแล้วเช่นกัน

เราตัดสินใจตรงดิ่งไปที่ Farmstay ของเราหลังจากเหนื่อยแดดกันมาเต็มที่แล้ว วัลลภา ฟาร์มสเตย์อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20-25 นาที อยู่ในตำบลโคกกระเทียม เป็นถนนเลียบคลองสวยดีค่ะ กลับรถตรงสี่แยก ไม่นานก็ถึงวัลลภาฟาร์มแล้ว

เหตุผลที่เราเลือกที่นี่ คือเราอยากหาที่พักที่เป็นธรรมชาติสุดๆและใกล้ทุ่ง เอาแบบให้ใกล้เคียงเชียงใหม่ เชียงรายไปเลย และที่นี่คือที่ๆเรามองว่าใกล้เคียงที่สุดในจังหวัดนี้แล้วค่ะ
ที่นี่มีบริการรับส่งจากสถานีรถไฟและสถานีรถตู้ ซึ่งเท่าที่เข้าใจน่าจะฟรีนะคะ ลองโทรเบอร์นี้ดูได้ค่ะ 089-793-3999, 082-717-5633
Check-in time: 14.30-20.30
Check-out time: 6.00-11.30
What is Farm Stay? แล้วฟาร์มสเตย์มันหมายความว่าอะไร?
Farm Stay คือที่พัก แนวเดียวกับ Home Stayเนี่ยแหละ เป็นบ้านหรือตึกที่ทำเป็นที่พัก แต่ที่เจ๋งคือเป็นบ้านที่เป็นฟาร์มโดยแท้จริง มีสัตว์ มีทุ่ง มีอาหาร ที่ขี่จักรยาน มีการปลูกพืชผักอีกด้วย

เราได้เจอเจ้าของฟาร์มคือ พี่ตั๊กและพี่โด้ผู้ที่ได้ลงมือริเริ่มทำฟาร์มนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง และยังบริหารทุกอย่างในฟาร์ม เริ่มตั้งแต่การเชคอินพวกเราเข้าห้องและได้แนะนำสถานต่างๆและกิจกรรมคร่าวๆในฟาร์มให้เราได้รู้ เราได้ห้องใกล้ทุ่งเลยค่ะ เดินแปปไม่ถึง10ก้าว ต้องจ่ายค่ามัดจำ 200 ก่อนเนอะ แล้วเราจะได้เงินหลังเช็คเอ้าท์ค่ะ พี่ทั้งสองมีความเป็นกันเองมากๆและเป็นมิตรมากๆค่ะ
ช่วงที่เราไป พี่เค้าได้ลองมาเปลี่ยนจากปลูกข้าวเป็นปลูกต้นทานตะวันแทน ซึ่งช่วงที่เราไปยังไม่ใช้หน้าดูทานตะวัน เราเลยอดเห็นดอกทานตะวันบานสวยๆเลย ถ้าใครอยากไปดูทานตะวันที่ลพบุรี ไปช่วงพฤศจิกา-กุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่พี่ตุ๊กได้บอกไว้ว่าจะเปลี่ยนเป็นการทำนาเหมือนเดิมแทน คราวหน้าใครมามีโอกาศได้เห็นนาสวยๆแน่นอนค่ะ

นอกจากนั้นยังมีน้องหมาน่ารักเดินตามพวกเราตลอด ทั้ง 3 ตัว เป็นตัวสร้างความบันเทิงของที่นี่เลย เดินๆไปก็ระวังห่านกันด้วยนะคะ เดินไปเดินมาตลอด 555 เราออกมากันตอนเย็นๆค่ะ ทนความร้อนไม่ไหว ร้อนมากๆ กะจะออกมาขี่ม้ากันซะหน่อย แต่ถ่ายดูคนอื่นขี่ไปก่อนเนอะๆ ไปหาอะไรทานก่อน

ห้องที่ดีที่สุดจะหันหน้าเข้าหาทุ่งค่ะ ห้องของเราอยู่ข้างกันสิบก้าวก็ถึงทุ่งแล้วว

ห้องของพวกเราเองค่ะ ค่อนข้างโอเคเลย มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ตู้เย็นจะเป็นตู้เย็นส่วนร่วมใช้กับแขกคนอื่นหน้าห้อง
การขี่ม้า เป็นที่ขึ้นชื่อของที่นี่ มีการทำอาชาบำบัดสำหรับเด็กออทิสติกอีกด้วย มีคนเดินทางมาขี่ม้าอยู่เรื่อยๆเลยค่ะ
ค่าบริการสำหรับขี่ม้า อยู่ที่ประมาณ 200กว่าบาทถ้าจำไม่ผิด แต่ก็ขึ้นอยู่ระยะเวลาที่ขี่ด้วยนะ ม้าที่นี่ทุกตัวดูภูมิฐานแต่มีความเป็นมิตรมากๆทุกตัว เราเดินไปหาที่คอกม้านี่ยื่นหน้ามาให้เล่นด้วยตลอดหรือหิวก็ไม่รู้เนี่ย

ที่นี่มีบริการอาหารนะคะ สามารถสั่งอาหารได้เลย สามารถทานที่ห้องอาหารได้เลยค่ะ วันที่เราไปเราไม่ได้ร่วมทานอาหารด้วย แต่เห็นพี่ตุ๊กและพี่โด้นั่งทานอาหารกับแขกท่านอื่น ดูอบอุ่นดีค่ะ ไม่ได้ทิ้งแขกทานข้าวกันเฉยๆแต่มาร่วมกันพูดคุยกับแขกด้วย อาหารเช้าจะมีราคาอยู่ที่ 100 ต่อคน

อยากลองหาอะไรทานเล่นๆแถวนั้นค่ะ เผื่อมีอะไรอร่อยๆเลยขับรถกันไป สรุปว่าฝนตกหนักมากก และหาอะไรกินไม่ได้ สุดท้ายมาจบที่บะหมี่หมูแดงนี่แหละ อร่อยมากๆ จัดไปซะสองและให้อย่างเยอะ ใครสนใจมาลองกันได้ ออกจากวัลลภาฟาร์ม เลี้ยวขวาตรงไปเรื่อยๆเลย เดี่ยวจะเจอเป็นเหมือนตลาดของตำบล มีเทสโก้โลตัส จะอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องไปยูเทิร์นหลังจากผ่านค่ายทหารไปค่ะ จำพิกัดเป๊ะๆไม่ได้ แต่ชื่อ ราชาบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง ลองดูกันนะคะ จำป้ายนี้ไว้

ถนนเรียบคลองสามารถปั่นจักรยานออกไปได้ ถนนยาวเลยค่ะ

กลับมาฝนหายตกแต่มืดซะแล้ว เราเลยตัดสินใจเดินเล่นกันแทน พระอาทิตย์กำลังตกสวยงามมากค่ะ สามารถขี่จักรยานรอบๆฟาร์ม บริเวณคลอง หรือจะขี่ไปชมพระอาทิตย์ตกที่ภูเขาใกล้ๆระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรจากฟาร์มก็ได้ค่ะและยังมี trail ให้ไปได้ด้วยนะ แต่ตอนนั้นเย็นมากแล้วเราเลยอดไปกัน เช่าจักรยานฟรีไม่เสียตังนะคะ บรรยากาศดีมากจริงๆ แต่ตอนเย็นยุงเยอะมากก อย่าลืมขอยากันยุงกันด้วยนะคะ ซักพักเริ่มทนไม่ไหว จนต้องหนีเข้าห้อง 555

ศาลาตรงนี้สวยมากก
[CR] ลพบุรี เมืองลิงที่มีมากกว่าแค่ทางผ่านและทานตะวัน
Shortywander FB Page: http://www.facebook.com/shortywander
เราตัดสินใจจัดทริปนี้ขึ้นในเวลาตี1ก่อนนับออกจากกรุงเทพในตอนเช้า แค่อยากหาที่ๆคนไม่ค่อยไป ไม่มีการแพลนล่วงหน้าใดๆ ขอแค่มีที่พักก่อนพอ ทริป 1 คืน 2 วัน ที่ขอชิวอย่างเดียว เน้นคุณภาพ ไม่เน้นสถานที่ บัดเจทกลางๆ แต่ได้เห็นสิ่งที่ไม่ได้คิดจะเจอ ได้พักใน Farmstay ที่เรารู้สึกว่ามันเจ๋งจริงๆกับราคาที่มีเงินเหลือกลับบ้าน
หลังจากหาอะไรกินเล่นๆระหว่างทาง เราก็ตรงเข้าตัวเมืองลพบุรีเลย กะจะมาดูปรางค์สามยอด ปกติมาดูดอกทานตะวันกับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตลอด มาลองเข้าตัวเมืองเล่นๆกันบ้างดีกว่า
ที่จอดรถ: ใครนำรถส่วนตัวมา สามารถหาจอดได้ตามริมถนนเลย ตรงใกล้ๆทางรถไฟจะมีเป็นที่จอดรถให้เช่นกันค่ะ ซึ่งต้องเสียเงินประมาณ 15 บาทนะ
การเดินทาง: แนะนำว่าถ้าไม่มีรถประจำตัว นั่งรถตู้มาที่นี่ เวิร์คที่สุดค่ะ รถตู้จะมาจอดตรงข้ามปรางค์เลย เหมือนเป็นจุกศูนย์รวมเรียกรถ ใครจะกลับกรุงเทพฯก็มาที่นี่ เดินเที่ยวได้ง่ายๆ
รถไฟ น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่อาจจะใช้เวลาเดินทางที่ยาวนานกว่ามาก ไม่แน่ใจว่าสถานีลงตรงไหนแต่ไม่น่าไกลจากตัวเมืองมากนะ
เราเพิ่งรู้ว่าลพบุรีเป็นเมืองเก่ามาก เพิ่งมารู้ตอนเห็นว่ามีปรางค์นี่แหละ เป็นจังหวัดที่มีประวัติยาวนานมากๆ ลพบุรีเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณต่างๆ โดยแต่ก่อนเรียกละโว้ ตอนนี้ก็ยังเป็นเมืองที่สำคัญมากๆอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของทหารบกค่ะ ถ้าเราไปเราจะเห็นที่นี่มีค่ายทหารใหญ่มากเลย
จากในรูปคือวัดนครโกษาอยู่ใกล้ทางรถไฟค่ะ
ปรางค์สามยอดอยู่ในใจกลางเมืองเลยค่ะ ใกล้ๆกับทางรถไฟ เหมือนเป็นแลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ของที่นี่เลยนะ แถมยังเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าลิงน้อยเป็นร้อยๆตัว พระปรางค์ยังค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ ซึ่งพระปรางค์นี้ถูกสร้างขึ้นประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งศิลปะของเค้าจะได้มาจากสมัยอยุธยากันเลยนะ
เราสามารถเดินเข้าไปชมด้านในของตัวปรางค์เองได้เลยค่ะ
ค่าเข้า: คนไทย 10 บาท ฝรั่งราคา 50 บาท เค้ามีบัตรรวมค่าเข้าชมโบราณสถานทั้งหมดของลพบุรีด้วยนะ แค่ 30บาทเอง ใครอยากจะเก็บตกสถานที่สำคัญต่างๆรอบเมืองก็สามารถซื้อบัตรนี้ได้เช่นกัน ฝรั่งจะอยู่ที่ 150 บาท
ระยะเวลาการชม: 30 นาที-หนึ่งชั่วโมง หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเลเวลการทนแดดทนฝนด้วยนะจ๊ะ
รอบๆ พระปรางค์เราจะเห็นตัวเมืองได้ทั้ง 4 ทิศ ใกล้จะมีศาลพระกาฬสามารถขึ้นไปกราบไหว้ได้ที่วงเวียนค่ะ แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมา มีโรงแรมและตึกรามต่างๆล้อมรอบ โดยก็กลายเป็นที่อยู่ของเหล่าลิงไปแล้วเช่นกัน
เราตัดสินใจตรงดิ่งไปที่ Farmstay ของเราหลังจากเหนื่อยแดดกันมาเต็มที่แล้ว วัลลภา ฟาร์มสเตย์อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20-25 นาที อยู่ในตำบลโคกกระเทียม เป็นถนนเลียบคลองสวยดีค่ะ กลับรถตรงสี่แยก ไม่นานก็ถึงวัลลภาฟาร์มแล้ว
เหตุผลที่เราเลือกที่นี่ คือเราอยากหาที่พักที่เป็นธรรมชาติสุดๆและใกล้ทุ่ง เอาแบบให้ใกล้เคียงเชียงใหม่ เชียงรายไปเลย และที่นี่คือที่ๆเรามองว่าใกล้เคียงที่สุดในจังหวัดนี้แล้วค่ะ
ที่นี่มีบริการรับส่งจากสถานีรถไฟและสถานีรถตู้ ซึ่งเท่าที่เข้าใจน่าจะฟรีนะคะ ลองโทรเบอร์นี้ดูได้ค่ะ 089-793-3999, 082-717-5633
Check-in time: 14.30-20.30
Check-out time: 6.00-11.30
What is Farm Stay? แล้วฟาร์มสเตย์มันหมายความว่าอะไร?
Farm Stay คือที่พัก แนวเดียวกับ Home Stayเนี่ยแหละ เป็นบ้านหรือตึกที่ทำเป็นที่พัก แต่ที่เจ๋งคือเป็นบ้านที่เป็นฟาร์มโดยแท้จริง มีสัตว์ มีทุ่ง มีอาหาร ที่ขี่จักรยาน มีการปลูกพืชผักอีกด้วย
เราได้เจอเจ้าของฟาร์มคือ พี่ตั๊กและพี่โด้ผู้ที่ได้ลงมือริเริ่มทำฟาร์มนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง และยังบริหารทุกอย่างในฟาร์ม เริ่มตั้งแต่การเชคอินพวกเราเข้าห้องและได้แนะนำสถานต่างๆและกิจกรรมคร่าวๆในฟาร์มให้เราได้รู้ เราได้ห้องใกล้ทุ่งเลยค่ะ เดินแปปไม่ถึง10ก้าว ต้องจ่ายค่ามัดจำ 200 ก่อนเนอะ แล้วเราจะได้เงินหลังเช็คเอ้าท์ค่ะ พี่ทั้งสองมีความเป็นกันเองมากๆและเป็นมิตรมากๆค่ะ
ช่วงที่เราไป พี่เค้าได้ลองมาเปลี่ยนจากปลูกข้าวเป็นปลูกต้นทานตะวันแทน ซึ่งช่วงที่เราไปยังไม่ใช้หน้าดูทานตะวัน เราเลยอดเห็นดอกทานตะวันบานสวยๆเลย ถ้าใครอยากไปดูทานตะวันที่ลพบุรี ไปช่วงพฤศจิกา-กุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่พี่ตุ๊กได้บอกไว้ว่าจะเปลี่ยนเป็นการทำนาเหมือนเดิมแทน คราวหน้าใครมามีโอกาศได้เห็นนาสวยๆแน่นอนค่ะ
นอกจากนั้นยังมีน้องหมาน่ารักเดินตามพวกเราตลอด ทั้ง 3 ตัว เป็นตัวสร้างความบันเทิงของที่นี่เลย เดินๆไปก็ระวังห่านกันด้วยนะคะ เดินไปเดินมาตลอด 555 เราออกมากันตอนเย็นๆค่ะ ทนความร้อนไม่ไหว ร้อนมากๆ กะจะออกมาขี่ม้ากันซะหน่อย แต่ถ่ายดูคนอื่นขี่ไปก่อนเนอะๆ ไปหาอะไรทานก่อน
ห้องที่ดีที่สุดจะหันหน้าเข้าหาทุ่งค่ะ ห้องของเราอยู่ข้างกันสิบก้าวก็ถึงทุ่งแล้วว
ห้องของพวกเราเองค่ะ ค่อนข้างโอเคเลย มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ตู้เย็นจะเป็นตู้เย็นส่วนร่วมใช้กับแขกคนอื่นหน้าห้อง
การขี่ม้า เป็นที่ขึ้นชื่อของที่นี่ มีการทำอาชาบำบัดสำหรับเด็กออทิสติกอีกด้วย มีคนเดินทางมาขี่ม้าอยู่เรื่อยๆเลยค่ะ
ค่าบริการสำหรับขี่ม้า อยู่ที่ประมาณ 200กว่าบาทถ้าจำไม่ผิด แต่ก็ขึ้นอยู่ระยะเวลาที่ขี่ด้วยนะ ม้าที่นี่ทุกตัวดูภูมิฐานแต่มีความเป็นมิตรมากๆทุกตัว เราเดินไปหาที่คอกม้านี่ยื่นหน้ามาให้เล่นด้วยตลอดหรือหิวก็ไม่รู้เนี่ย
ที่นี่มีบริการอาหารนะคะ สามารถสั่งอาหารได้เลย สามารถทานที่ห้องอาหารได้เลยค่ะ วันที่เราไปเราไม่ได้ร่วมทานอาหารด้วย แต่เห็นพี่ตุ๊กและพี่โด้นั่งทานอาหารกับแขกท่านอื่น ดูอบอุ่นดีค่ะ ไม่ได้ทิ้งแขกทานข้าวกันเฉยๆแต่มาร่วมกันพูดคุยกับแขกด้วย อาหารเช้าจะมีราคาอยู่ที่ 100 ต่อคน
อยากลองหาอะไรทานเล่นๆแถวนั้นค่ะ เผื่อมีอะไรอร่อยๆเลยขับรถกันไป สรุปว่าฝนตกหนักมากก และหาอะไรกินไม่ได้ สุดท้ายมาจบที่บะหมี่หมูแดงนี่แหละ อร่อยมากๆ จัดไปซะสองและให้อย่างเยอะ ใครสนใจมาลองกันได้ ออกจากวัลลภาฟาร์ม เลี้ยวขวาตรงไปเรื่อยๆเลย เดี่ยวจะเจอเป็นเหมือนตลาดของตำบล มีเทสโก้โลตัส จะอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องไปยูเทิร์นหลังจากผ่านค่ายทหารไปค่ะ จำพิกัดเป๊ะๆไม่ได้ แต่ชื่อ ราชาบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง ลองดูกันนะคะ จำป้ายนี้ไว้
ถนนเรียบคลองสามารถปั่นจักรยานออกไปได้ ถนนยาวเลยค่ะ
กลับมาฝนหายตกแต่มืดซะแล้ว เราเลยตัดสินใจเดินเล่นกันแทน พระอาทิตย์กำลังตกสวยงามมากค่ะ สามารถขี่จักรยานรอบๆฟาร์ม บริเวณคลอง หรือจะขี่ไปชมพระอาทิตย์ตกที่ภูเขาใกล้ๆระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรจากฟาร์มก็ได้ค่ะและยังมี trail ให้ไปได้ด้วยนะ แต่ตอนนั้นเย็นมากแล้วเราเลยอดไปกัน เช่าจักรยานฟรีไม่เสียตังนะคะ บรรยากาศดีมากจริงๆ แต่ตอนเย็นยุงเยอะมากก อย่าลืมขอยากันยุงกันด้วยนะคะ ซักพักเริ่มทนไม่ไหว จนต้องหนีเข้าห้อง 555
ศาลาตรงนี้สวยมากก
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น