ลุ้นข่าวดีไปกับพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวที่รออนุมัติบรรจุเป็นข้าราชการจำนวนหมื่นกว่าคนครั้งนี้ค่ะ...
ให้กำลังใจนางฟ้าชุดขาวทุกคนนะคะ..





"วิษณุ"นัดถก3ฝ่าย15พ.ค.นี้แก้ปมพยาบาลประท้วง แง้มข่าวดีพอมีทางออกแปลงอัตราว่างที่มีอยู่มาใช้ก่อนแล้วค่อยขออนุมัติใหม่ภายหลัง ชี้สธ.เก็บตำแหน่งเอาไว้จนเกิดปัญหา ขณะที่เครือข่ายพยาบาลล่าชื่ออ้อนวอนนายกฯเห็นใจทบทวนมติบรรจุเป็นขรก.เสียที ชี้กำลังเกิดสมองไหลทำงานหนักวันละ16ชม.แถมเงินเดือนน้อย แต่กลับมาสิ้นหวังอีก ยอมจ่ายทุนหนีไปอยู่รพ.เอกชนดีกว่า
ความคืบหน้ากรณีที่เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาเคลื่อนไหวประท้วงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ไม่พิจารณาอนุมัติบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10,992 อัตรา โดยขู่ที่จะลาออกพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 30 ตุลาคมนั้น
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาหารือถึงปัญหาดังกล่าว เหตุที่ไม่มีการบรรจุเพราะมีอัตราว่างกว่า 1 หมื่นอัตรา อาจไม่ใช่อัตราพยาบาลทั้งหมด แต่สามารถแปลงมาใช้ก่อนได้ โดยให้บรรจุตำแหน่งที่ว่างให้หมดก่อนแล้วมาขออนุมัติใหม่
ที่แท้สธ.เก็บตำแหน่งเอาไว้
"แต่ปรากฏว่าตำแหน่งที่ว่างหมื่นกว่าตำแหน่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเก็บเอาไว้บรรจุให้คนอื่นแล้วมาขอเพิ่มอีก 1 หมื่นอัตรา ซึ่งในระบบราชการถือว่าไม่ถูกต้อง เกณฑ์การบรรจุดังกล่าวใช้กับทุกกระทรวง ยกตัวอย่างบางกระทรวงขอมา 200 อัตรา แต่มีว่างอยู่อีก 700 อัตรา ทำไมไม่บรรจุ 700 อัตราตรงนั้นก่อน แต่ถ้าอ้างว่ามีปัญหาติดเรื่องใดก็ขอให้บอกมาเพื่อจะแก้ไขให้" นายวิษณุ กล่าว
ทางออกแปลงอัตรามาใช้ก่อน
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ดังนั้นทางออกก็คือ ตำแหน่งที่มีอยู่ให้แปลงมาใช้ก่อนไม่มีปัญหาอะไร แล้ววันหลังจะบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชกรหรืออะไรก็มาขอใหม่ได้ เวลานี้ตำแหน่งไปกองอยู่โดยไม่ได้ทำอะไร ส่วนที่มีข่าวว่าพยาบาลจะขู่ลาออกเราก็จะพูดกับทางกระทรวงสธ.ให้ไปพูดต่อ และตนเชื่อว่าเมื่อพูดคุยแล้วจะสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้
บอกพยาบาลอย่าเพิ่งลาออก
"เหมือนวันนี้จะตั้งคนเป็นซี 10 แล้วเอาตำแหน่งซี 3 มาแปลงก็ทำได้ หรือเอาซี 11 มาย่อยเป็นซี 3 จำนวน 5 อัตรายังได้ โดยต้องมาขออนุมัติก่อนเพราะระเบียบมีอยู่ ถ้ามีการลาออกจริงจะกระทบระบบหรือไม่นั้นตอนนี้พยาบาลยังไม่ออกก็ขอให้รอก่อน" นายวิษณุ กล่าว
ปลัดสธ.ขอเพิ่มตำแหน่งใหม่
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตอนนี้ก็ต้องไปดูตัวเลขของพยาบาลวิชาชีพที่ ครม.มีมติไม่อนุมัติข้าราชการตั้งใหม่จำนวน 10,000 กว่าอัตรานั้น โดยทาง สธ.จะเร่งนำจำนวนตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพนั้นมาบรรจุให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และหลังจากนั้นหากทางสธ.เห็นว่ามีความจำเป็นและต้องการเพิ่มตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพในระะบบของเราอยู่ ก็จะขอให้เพิ่มอัตราข้าราชตั้งใหม่ไปยังครม.อีกครั้งแม้ทางครม.จะไม่ให้เห็นชอบในการขอเพิ่มอัตราข้าราชการ แต่ทางสธ.ก็จะขอ
พยาบาลล่าชื่อจี้บิ๊กตู่ทบทวนมติ
ขณะที่ น.ส.รุ่งทิวา พนมแก พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.ร้อยเอ็ด และผู้ประสานงานเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ประจำภาคอีสาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกรเตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นใจให้เปลี่ยนแปลงมติ ครม.เพราะตำแหน่งที่ขอเป็นอัตราที่ไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับจำนวนพยาบาลและประชาชนที่เข้ารับบริการ เนื่องจากภาระงานของพยาบาลทุกวันนี้ถือว่ามากมายจริงๆ
โอดทำงานหนักวันละ16ชั่วโมง
น.ส.รุ่งทิวา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ระบุว่า ไทยมีสัดส่วนพยาบาลสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 1.4 คน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งประเทศ คือ เป็นพยาบาลภาครัฐและเอกชน คิดสัดส่วนที่พยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น รพ.เอกชน แต่จริงๆ ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในรพ.รัฐ ซึ่งปัจจุบันเราดูแลคนไข้จำนวนมากสัดส่วนพยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 600 คน หลายคนไม่เข้าใจในวิชาชีพเรา พวกเราทำงานหนักมากใน 1 วัน เราทำงานกันถึง 16 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ โดยแต่ละเดือนทำงานวันละ 16 ชั่วโมงถึง 20 - 25 วัน นอกนั้นก็ทำงานตามปกติ จะมีวันหยุดได้เดือนละ 2 วัน
สิ้นหวัง!ยอมจ่ายทุนไปอยู่เอกชน
น.ส.รุ่งทิวา กล่าวด้วยว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 65 บาท แต่หากเป็นช่วงทำโอทีเฉลี่ยชั่วโมงละ 75 บาท อย่างเงินเดือนแรกเข้าที่เป็นลูกจ้างก็อยู่ประมาณ 13,000 บาท ขณะที่เป็นข้าราชการจะได้ 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม สำหรับส่วนตัวแล้วทำมา 4 ปี เริ่มต้นได้เพียง 11,680 บาทต่อเดือน กระทั่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 13,150 บาทต่อเดือน หากทำโอทีมากๆ ก็จะได้เพิ่มเฉลี่ย 10,000 - 12,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ทราบดีว่าการทำงานใน รพ.รัฐจะได้รับค่าตอบแทนหรือรายได้ไม่มากเท่าเอกชน แต่เรามีความหวัง อย่างนักเรียนทุนเมื่อมาทำงานต้องใช้ทุน 4 ปี ก็มีความหวังว่าจะบรรจุเป็นข้าราชการ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา น้องๆ หลายคนดูแล้วไม่มีความหวัง ก็ยอมจ่ายค่าทุนก่อนจะใช้ทุนครบ 4 ปีด้วยซ้ำ อย่างค่าเรียน 120,000 บาท หากใช้หนี้ทุนต้องคูณ 2 เป็นไปตามสัญญา โดยเฉลี่ยต้องจ่ายคืนประมาณ 240,000 บาท หลายคนก็ยอม เพราะจบมาใหม่ๆ ไปทำงาน รพ.เอกชน แค่ 1 - 2 ปี ก็ได้เงินคืนแล้ว
โต้เอาคนไข้มาเป็นตัวประกัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการลาออกวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากไม่ได้รับตำแหน่ง ทำให้หลายคนมองว่าเอาคนไข้เป็นตัวประกัน น.ส.รุ่งทิวา กล่าวว่า เป็นเรื่องขวัญกำลังใจให้แก่พวกเรา ซึ่งพวกตนต้องการความมั่นคงในวิชาชีพ ต้องการเป็นข้าราชการภายใต้แผ่นดินไทย ซึ่งการลาออกก็เป็นสิทธิของน้องๆ ที่ทำได้ อย่าลืมว่า อยู่ รพ.รัฐ เงินก็น้อยอยู่แล้ว แค่ต้องการขวัญและกำลังใจในความก้าวหน้าของวิชาชีพเท่านั้น
จุดพลุแยกสธ.ออกจากระบบกพ.
ด้าน นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย) และกรรมการฝ่ายยุทธศาสตร์ชมรม ผอ.รพ.สต. (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากปัญหาการบรรจุพยาบาล หลายวิชาชีพเริ่มมีการปลุกแนวคิดอยากออกจาก ก.พ.อีกครั้ง ซึ่งจากการหารือร่วมกันระหว่างนักสาธารณสุขและชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เห็นว่า การแยกตัวจาก สธ.ไปสู่สำนักงานส่งเสริมสุขภาพประชาชนแห่งชาติ (สสปช.) ซึ่งทางเครือข่ายและกลุ่มต่างๆ ใน รพ.สต.เสนอให้มีการตั้งขึ้น เป็นแนวทางที่ดีที่สุดตอนนี้ เพราะการอยู่ สธ.ไป จะยิ่งถูกลดบทบาทไปจนสูญพันธุ์ไปในที่สุด
"รังสิมา"หนุนบรรจุเป็นขรก.
ส่วน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตพยาบาล กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อยากให้รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในวิชาชีพพยาบาล เพราะตนเคยทำงานด้านนี้มาก่อน ทั้งนี้อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพเฉพาะทางที่ต้องอยู่กับคน ไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ ที่สำคัญประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องมีพยาบาลให้เพียงพอ และหากถึงในช่วงดังกล่าว รัฐบาลจะมีแนวทางรับมืออย่างไรบ้าง และอยากให้หาแนวทางในการเยียวยาพยาบาลที่ไม่ได้รับการบรรจุด้วย รวมทั้งสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พยาบาลควรได้รับอย่างเท่าเทียม อาทิ ค่ารักษาพยาบาล ที่พักอาศัย สิทธิด้านครอบครัว เนื่องจากเป็นอาชีพเฉพาะทาง และค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้จบปริญญาตรี โดยมีการเริ่มต้นเพียง 13,000 บาทเท่านั้น
ห่วงสมองไหลไปอยู่เอกชนหมด
"ดิฉันเป็นห่วงพยาบาลที่อาจจะเกิดสภาวะสมองไหลไปสู่โรงพยาบาลเอกชน หากไม่มีการบรรจุเนื่องจากโรงพยาบาลเอกชน ต้องการพยาบาลของรัฐอยู่แล้ว เพราะมีประสบการณ์ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลเอกชน ยังมีสวัสดิการและเงินเดือนที่สูงกว่าหลายเท่า รัฐบาลจึงควรกำหนดแผนที่ชัดเจนในการบรรจุพยาบาลวิชาชีพ เข้าสู่ราชการเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานว่าจะไม่ตกงาน และได้เป็นข้าราชการ นอกจากนี้ปัจจุบันต่างประเทศมีความต้องการพยาบาลของไทยซึ่งหากรัฐบาลไม่มีตำแหน่งว่างในการบรรจุก็ให้ส่งพยาบาลไปทำงานต่างประเทศ จะทำให้มีเงินเข้าประเทศ และพยาบาลเองจะได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นด้วย" น.ส.รังสิมา กล่าว
http://m.naewna.com/view/highlight/270200
((มาลาริน)) ^_^ ยุคลุงตู่ ปัญหามีทางออกเสมอ.... นางฟ้าชุดขาวลุ้นข่าวดีค่ะ แง้มทางออกแปลงอัตราว่างมาใช้ก่อน
ให้กำลังใจนางฟ้าชุดขาวทุกคนนะคะ..
"วิษณุ"นัดถก3ฝ่าย15พ.ค.นี้แก้ปมพยาบาลประท้วง แง้มข่าวดีพอมีทางออกแปลงอัตราว่างที่มีอยู่มาใช้ก่อนแล้วค่อยขออนุมัติใหม่ภายหลัง ชี้สธ.เก็บตำแหน่งเอาไว้จนเกิดปัญหา ขณะที่เครือข่ายพยาบาลล่าชื่ออ้อนวอนนายกฯเห็นใจทบทวนมติบรรจุเป็นขรก.เสียที ชี้กำลังเกิดสมองไหลทำงานหนักวันละ16ชม.แถมเงินเดือนน้อย แต่กลับมาสิ้นหวังอีก ยอมจ่ายทุนหนีไปอยู่รพ.เอกชนดีกว่า
ความคืบหน้ากรณีที่เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาเคลื่อนไหวประท้วงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ไม่พิจารณาอนุมัติบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10,992 อัตรา โดยขู่ที่จะลาออกพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 30 ตุลาคมนั้น
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาหารือถึงปัญหาดังกล่าว เหตุที่ไม่มีการบรรจุเพราะมีอัตราว่างกว่า 1 หมื่นอัตรา อาจไม่ใช่อัตราพยาบาลทั้งหมด แต่สามารถแปลงมาใช้ก่อนได้ โดยให้บรรจุตำแหน่งที่ว่างให้หมดก่อนแล้วมาขออนุมัติใหม่
ที่แท้สธ.เก็บตำแหน่งเอาไว้
"แต่ปรากฏว่าตำแหน่งที่ว่างหมื่นกว่าตำแหน่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเก็บเอาไว้บรรจุให้คนอื่นแล้วมาขอเพิ่มอีก 1 หมื่นอัตรา ซึ่งในระบบราชการถือว่าไม่ถูกต้อง เกณฑ์การบรรจุดังกล่าวใช้กับทุกกระทรวง ยกตัวอย่างบางกระทรวงขอมา 200 อัตรา แต่มีว่างอยู่อีก 700 อัตรา ทำไมไม่บรรจุ 700 อัตราตรงนั้นก่อน แต่ถ้าอ้างว่ามีปัญหาติดเรื่องใดก็ขอให้บอกมาเพื่อจะแก้ไขให้" นายวิษณุ กล่าว
ทางออกแปลงอัตรามาใช้ก่อน
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ดังนั้นทางออกก็คือ ตำแหน่งที่มีอยู่ให้แปลงมาใช้ก่อนไม่มีปัญหาอะไร แล้ววันหลังจะบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชกรหรืออะไรก็มาขอใหม่ได้ เวลานี้ตำแหน่งไปกองอยู่โดยไม่ได้ทำอะไร ส่วนที่มีข่าวว่าพยาบาลจะขู่ลาออกเราก็จะพูดกับทางกระทรวงสธ.ให้ไปพูดต่อ และตนเชื่อว่าเมื่อพูดคุยแล้วจะสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้
บอกพยาบาลอย่าเพิ่งลาออก
"เหมือนวันนี้จะตั้งคนเป็นซี 10 แล้วเอาตำแหน่งซี 3 มาแปลงก็ทำได้ หรือเอาซี 11 มาย่อยเป็นซี 3 จำนวน 5 อัตรายังได้ โดยต้องมาขออนุมัติก่อนเพราะระเบียบมีอยู่ ถ้ามีการลาออกจริงจะกระทบระบบหรือไม่นั้นตอนนี้พยาบาลยังไม่ออกก็ขอให้รอก่อน" นายวิษณุ กล่าว
ปลัดสธ.ขอเพิ่มตำแหน่งใหม่
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตอนนี้ก็ต้องไปดูตัวเลขของพยาบาลวิชาชีพที่ ครม.มีมติไม่อนุมัติข้าราชการตั้งใหม่จำนวน 10,000 กว่าอัตรานั้น โดยทาง สธ.จะเร่งนำจำนวนตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพนั้นมาบรรจุให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และหลังจากนั้นหากทางสธ.เห็นว่ามีความจำเป็นและต้องการเพิ่มตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพในระะบบของเราอยู่ ก็จะขอให้เพิ่มอัตราข้าราชตั้งใหม่ไปยังครม.อีกครั้งแม้ทางครม.จะไม่ให้เห็นชอบในการขอเพิ่มอัตราข้าราชการ แต่ทางสธ.ก็จะขอ
พยาบาลล่าชื่อจี้บิ๊กตู่ทบทวนมติ
ขณะที่ น.ส.รุ่งทิวา พนมแก พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.ร้อยเอ็ด และผู้ประสานงานเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ประจำภาคอีสาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกรเตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นใจให้เปลี่ยนแปลงมติ ครม.เพราะตำแหน่งที่ขอเป็นอัตราที่ไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับจำนวนพยาบาลและประชาชนที่เข้ารับบริการ เนื่องจากภาระงานของพยาบาลทุกวันนี้ถือว่ามากมายจริงๆ
โอดทำงานหนักวันละ16ชั่วโมง
น.ส.รุ่งทิวา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ระบุว่า ไทยมีสัดส่วนพยาบาลสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 1.4 คน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งประเทศ คือ เป็นพยาบาลภาครัฐและเอกชน คิดสัดส่วนที่พยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น รพ.เอกชน แต่จริงๆ ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในรพ.รัฐ ซึ่งปัจจุบันเราดูแลคนไข้จำนวนมากสัดส่วนพยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 600 คน หลายคนไม่เข้าใจในวิชาชีพเรา พวกเราทำงานหนักมากใน 1 วัน เราทำงานกันถึง 16 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ โดยแต่ละเดือนทำงานวันละ 16 ชั่วโมงถึง 20 - 25 วัน นอกนั้นก็ทำงานตามปกติ จะมีวันหยุดได้เดือนละ 2 วัน
สิ้นหวัง!ยอมจ่ายทุนไปอยู่เอกชน
น.ส.รุ่งทิวา กล่าวด้วยว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 65 บาท แต่หากเป็นช่วงทำโอทีเฉลี่ยชั่วโมงละ 75 บาท อย่างเงินเดือนแรกเข้าที่เป็นลูกจ้างก็อยู่ประมาณ 13,000 บาท ขณะที่เป็นข้าราชการจะได้ 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม สำหรับส่วนตัวแล้วทำมา 4 ปี เริ่มต้นได้เพียง 11,680 บาทต่อเดือน กระทั่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 13,150 บาทต่อเดือน หากทำโอทีมากๆ ก็จะได้เพิ่มเฉลี่ย 10,000 - 12,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ทราบดีว่าการทำงานใน รพ.รัฐจะได้รับค่าตอบแทนหรือรายได้ไม่มากเท่าเอกชน แต่เรามีความหวัง อย่างนักเรียนทุนเมื่อมาทำงานต้องใช้ทุน 4 ปี ก็มีความหวังว่าจะบรรจุเป็นข้าราชการ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา น้องๆ หลายคนดูแล้วไม่มีความหวัง ก็ยอมจ่ายค่าทุนก่อนจะใช้ทุนครบ 4 ปีด้วยซ้ำ อย่างค่าเรียน 120,000 บาท หากใช้หนี้ทุนต้องคูณ 2 เป็นไปตามสัญญา โดยเฉลี่ยต้องจ่ายคืนประมาณ 240,000 บาท หลายคนก็ยอม เพราะจบมาใหม่ๆ ไปทำงาน รพ.เอกชน แค่ 1 - 2 ปี ก็ได้เงินคืนแล้ว
โต้เอาคนไข้มาเป็นตัวประกัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการลาออกวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากไม่ได้รับตำแหน่ง ทำให้หลายคนมองว่าเอาคนไข้เป็นตัวประกัน น.ส.รุ่งทิวา กล่าวว่า เป็นเรื่องขวัญกำลังใจให้แก่พวกเรา ซึ่งพวกตนต้องการความมั่นคงในวิชาชีพ ต้องการเป็นข้าราชการภายใต้แผ่นดินไทย ซึ่งการลาออกก็เป็นสิทธิของน้องๆ ที่ทำได้ อย่าลืมว่า อยู่ รพ.รัฐ เงินก็น้อยอยู่แล้ว แค่ต้องการขวัญและกำลังใจในความก้าวหน้าของวิชาชีพเท่านั้น
จุดพลุแยกสธ.ออกจากระบบกพ.
ด้าน นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย) และกรรมการฝ่ายยุทธศาสตร์ชมรม ผอ.รพ.สต. (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากปัญหาการบรรจุพยาบาล หลายวิชาชีพเริ่มมีการปลุกแนวคิดอยากออกจาก ก.พ.อีกครั้ง ซึ่งจากการหารือร่วมกันระหว่างนักสาธารณสุขและชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เห็นว่า การแยกตัวจาก สธ.ไปสู่สำนักงานส่งเสริมสุขภาพประชาชนแห่งชาติ (สสปช.) ซึ่งทางเครือข่ายและกลุ่มต่างๆ ใน รพ.สต.เสนอให้มีการตั้งขึ้น เป็นแนวทางที่ดีที่สุดตอนนี้ เพราะการอยู่ สธ.ไป จะยิ่งถูกลดบทบาทไปจนสูญพันธุ์ไปในที่สุด
"รังสิมา"หนุนบรรจุเป็นขรก.
ส่วน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตพยาบาล กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อยากให้รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในวิชาชีพพยาบาล เพราะตนเคยทำงานด้านนี้มาก่อน ทั้งนี้อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพเฉพาะทางที่ต้องอยู่กับคน ไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ ที่สำคัญประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องมีพยาบาลให้เพียงพอ และหากถึงในช่วงดังกล่าว รัฐบาลจะมีแนวทางรับมืออย่างไรบ้าง และอยากให้หาแนวทางในการเยียวยาพยาบาลที่ไม่ได้รับการบรรจุด้วย รวมทั้งสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พยาบาลควรได้รับอย่างเท่าเทียม อาทิ ค่ารักษาพยาบาล ที่พักอาศัย สิทธิด้านครอบครัว เนื่องจากเป็นอาชีพเฉพาะทาง และค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้จบปริญญาตรี โดยมีการเริ่มต้นเพียง 13,000 บาทเท่านั้น
ห่วงสมองไหลไปอยู่เอกชนหมด
"ดิฉันเป็นห่วงพยาบาลที่อาจจะเกิดสภาวะสมองไหลไปสู่โรงพยาบาลเอกชน หากไม่มีการบรรจุเนื่องจากโรงพยาบาลเอกชน ต้องการพยาบาลของรัฐอยู่แล้ว เพราะมีประสบการณ์ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลเอกชน ยังมีสวัสดิการและเงินเดือนที่สูงกว่าหลายเท่า รัฐบาลจึงควรกำหนดแผนที่ชัดเจนในการบรรจุพยาบาลวิชาชีพ เข้าสู่ราชการเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานว่าจะไม่ตกงาน และได้เป็นข้าราชการ นอกจากนี้ปัจจุบันต่างประเทศมีความต้องการพยาบาลของไทยซึ่งหากรัฐบาลไม่มีตำแหน่งว่างในการบรรจุก็ให้ส่งพยาบาลไปทำงานต่างประเทศ จะทำให้มีเงินเข้าประเทศ และพยาบาลเองจะได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นด้วย" น.ส.รังสิมา กล่าว
http://m.naewna.com/view/highlight/270200