"ปม" ทีไม่เคยคิดว่าเป็นปม

ผู้หญิงสวัสดีค่ะ ไอดีนี้สมัครไว้นานแล้ว พึ่งได้กลับเข้ามาใช้(เหมือนหัดเล่นใหม่)
อาจจะแท็กห้องผิดหรือลงอะไรผิดไป ยังไงต้องขออภัยไว้ก่อนนะคะ

ความตั้งใจคืออยากระบายความรู้สึก แต่เราตั้งได้แค่กระทู้ถาม/ตอบ
ถ้าผิดประเด็นยังไงต้องขอโทษด้วยนะคะ

...ส่วนของเนื้อหาอาจจะเยอะหน่อยนะคะ
เพียงแค่อยากบอกเล่าชีวิตตัวเองให้ใครสักคนฟัง
พอให้ได้ลดความกดดันและความเครียดลง
เพราะบางครั้งก็ไม่รู้จะพูดกับใคร

...คือเรื่องนี้เป็นเรื่องของเราเองค่ะ ตอนนี้เราอยู่ในช่วงวัยทำงานแล้ว
ต้นเรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่เรายังเด็กค่ะ พ่อแม่เราแต่งงานกันเพราะพลาดมีพี่ชายเรา
พอมีเราได้ไม่นานพี่ชายเราก็เสียค่ะ ตอนนั้นพี่ชายน่าจะประมาณ 2 ขวบ
ส่วนเราน่าจะหัดเดิน หลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็หย่ากัน
พ่อตัดสินใจพาเรากลับมาอยู่ที่บ้าน ให้ปู่ ย่า และ อาๆเลี้ยงค่ะ

ระหว่างนั้นเราก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป เรียนโรงเรียนในหมู่บ้าน เล่นซนไปวันๆ
แม่แทบไม่เคยมาหาเราเลยค่ะ เจอกันนับครั้งได้
ส่วนคุณพ่อก็กลับเข้าไปทำงานที่ กทมฯ คอยส่งค่าใช้จ่ายมาให้
กลับมาหาเวลามีวันหยุดยาวๆ (ความทรงจำในส่วนนี้มีน้อยมากๆค่ะ จำไม่ค่อยได้ว่าได้ไปไหนกับพ่อบ้างไหม)
หลังจากนั้นเราอยู่สักประมาณ ป.5 พ่อบอกว่าจะแต่งงานกับคนใหม่
ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรค่ะ แต่แม่เลี้ยงเค้าก็ดีกับเราทุกอย่าง
ขอให้เราได้เข้ามาเรียนมัธยมในโรงเรียนประจำจังหวัด
ให้ได้มีอนาคตที่ดีขึ้น(แต่คุณพ่อก็ยังไม่ได้ย้ายกลับมานะคะ)

ช่วงมัธยมของใครหลายๆคนคงสดใส
แต่ของเราคงดูเทาๆมากกว่าค่ะ ยาย(แม่ของ แม่เลี้ยง) ท่านเป็น ภารโรง ของโรงเรียนค่ะ
ตลอดม.1-ม.6 เวลาเลิกเรียนก็ต้องคอยทำความสะอาดช่วยท่าน
เก็บขยะจัดห้องสอบ เราไม่ได้รังเกียจหรืออายอะไรนะคะ
แค่ในบางครั้งก็รู้สึกอยากไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ หลังเลิกเรียนบ้าง
ช่วงม.ปลายพ่อย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน กฎเกณฑ์เริ่มเยอะมากขึ้น
เราเองก็เริ่มดื้อ เริ่มมีวงดนตรี ซ้อมเสร็จค่ำ เริ่มมีแฟน
เริ่มไม่ค่อยไปช่วยงานยาย

พ่อเรียกให้เราไปคุยด้วย จำได้ว่าท่านตำหนิค่อนข้างแรง
บอกว่าเรารังเกียจงาน เราอายเลยไม่ทำ และท่านไม่ฟังเราอธิบายอะไรเลย
ท่านพูดเสร็จ ล้วก็เดินออกไปทันที เราเครียดมาก
เป็นแบบนี้หลายครั้ง จนมีครั้งนึงที่เราเครียดจนมีอาการเกร็งไปทั้งตัว
หายใจไม่ออกจนแม่เลี้ยง ท่านเดินผ่านมาเห็นแล้วเรียกคนเข้ามาช่วย
ช่วงนั้นเครียดมากค่ะ ปิดประตูร้องไห้บ่อยขึ้น เริ่มไม่อยากอยู่บ้าน
และเริ่มรู้สึกแล้วว่าเราไม่ปกติ
จึงตัดสินใจว่าต้องสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดให้ได้ แล้วเราก็ทำได้ค่ะ

เราลืมบอกว่าแม่เลี้ยงกับพ่อเรามีลูกด้วยกัน 2 คนค่ะ
เรากับน้องไม่มีอะไร รักกันดูแลกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ
อายุห่างกับน้องคนแรกประมาณ 10 ปี
น้องคนที่ 2 นี้แหละค่ะ ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตครอบครัวเรา
ทำให้คุณพ่ออ่อนโยนขึ้น เรากับพ่อคุยกันมากขึ้น
เรื่องมันก็เริ่มดีขึ้นนะคะ จนเราเรียนใกล้จะจบปี 4 ค่ะ

แม่เราเริ่มติดต่อกลับมา เริ่มมาหา ยิ่งพอเราจบมหาวิทยาลัย
ท่านมาหาเราบ่อยขึ้นมากๆค่ะ แรกเราก็ดีใจนะคะ
แต่พอนานไปเริ่มรู้สึกอึดอัด เริ่มพูดว่า "อย่าลืมนะว่าเรามีแม่แค่คนเดียว"
"ทำไมหนูไม่สนใจแม่เลย" "พ่อเรามีน้องอีก 2 คน แม่ไม่มีใคร แก่ไปแม่จะมาอยู่กับเรานะ"
หลังจากนั้น ญาติๆทางฝั่งแม่ก็เริ่มทักหาเราค่ะ เริ่มว่าเราไม่สนใจญาติฝั่งแม่
เราอึดอัดมาก เริ่มรู้สึกปิดตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เริ่มแอนตี้ ไม่อยากเจอ ไม่อยากคุย

ทุกคนบอกเราให้ลืมภาพเก่าๆ แต่สำหรับเรามันกลับชัดขึ้นเรื่อยๆค่ะ
ภาพวันแม่ วันพ่อ หรือไม่ว่าจะวันอะไร คนที่ไปก็ยังคงมีแค่อาและย่า
ภาพที่เอาแต่นั่งน้อยใจเวลาที่หลานอีกคนได้เสื้อผ้าใหม่ๆ แต่เราไม่ได้
ภาพชีวิตมัธยมที่ดิ้นรนและเต็มไปด้วยความกดดัน มันชัดขึ้นยิ่งกว่าทุกครั้งค่ะ

เราไม่ได้โกรธท่านนะคะ เพียงแค่ไม่เข้าใจ มีคำถามมากมายที่ถามท่านไม่ได้
มันเป็นความรู้สึกอึดอัดในใจ เคยคิดว่าถ้าท่านหายไปเลยก็คงจะดี
ท่านเป็นคนใช้เงินเยอะมากค่ะ เคยมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ
เค้าให้ใช้/สัปดาห์เยอะมาก พอเลิกกันแม่เรากลับไม่เหลือเงินเลย
มีครั้งนึงที่ท่านบอกเราว่าจะไปทำงานที่เกาหลี
เราก็ดีใจนะคะ ท่านจะได้มีเงิน แต่พอกลับมา
ท่านบอกว่าเอาไปฉีดโบท็อกซ์แล้ว
ท่านเป็นแบบนี้มานาน เราเองก็ไม่รู้จะพูดยังไง

เราเริ่มคิดว่าแล้วจากนี้จะทำยังไง ถ้าท่านแก่ตัวไปจะดูแลท่านยังไง
เพราะเราเองก็อยากดูแลฝั่งของพ่อ เพราะท่านคือคนที่ดูแลเรามาตลอด
แต่จะทำยังไงกับแม่ดี จะให้ท่านอยู่ด้วยกันก็ไม่ได้
มันเริ่มกลายเป็นปัญหาที่คิดไม่ตก
ปมที่อยู่ภายในใจก็ไม่เคยหายไปไหน ทุกครั้งที่คิดก็น้ำตาไหลทุกครั้ง
อึดอัดมากค่ะ บอกใครเค้าก็จะพูดกลับมาเสมอว่ายังไงก็แม่เรา
จนไม่คิดจะบอกใครแล้ว
เคยไปพบจิตแพทย์นะคะ เค้าก็บอกให้เราคิดแบบนั้น แบบนี้
สุดท้ายมันก็ทำไม่ได้จริงๆค่ะ

ถึงตรงนี้ต้องขอบคุณคนที่อ่านกันมาจนจบนะคะ อาจจะไม่มีสาระอะไร
แต่แค่ได้ระบายเราก็สบายใจขึ้นแล้วค่ะ

สุดท้ายนี้
"เราเคยคิดเสมอว่าการหย่าร้างของพ่อแม่นั้น ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดอะไรให้
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เรื่องต่างๆพวกนี้เริ่มวนกลับมาทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว"
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่