คำชี้แจง
เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น กรุณาอย่าหลงเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริง
ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่ปีรูปร่างค่อนข้างผอมบางเพราะอยู่กับความอดอยากหิวโหยเนิ่นนาน รอนแรมจากแดนไกลโดยคาดหวังว่าจะพบกับสิ่งดีกว่า แต่ชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ได้สะดวกราบรื่นอย่างที่คิด ฉันไม่ได้พบความสุขสบายหรูหราในภาพฝัน เวลานี้ฉันพบชายแก่สูงวัยรูปร่างอ้วนท้วนเป็นกองเนื้อโชยลมหายใจอัปลักษณ์จากข้างใน ใครบ้างจะคิดว่าชายผู้นี้ด้านหนึ่งเคยเห็นเขาออกสื่อออกทีวีมีหน้ามีตา ยศหนักศักดิ์ใหญ่เปี่ยมบารมีแวดล้อมบริวาร แต่อีกด้านเป็นคนตัณหาวิปริต
ฉันตัวสั่นสะท้านเมื่อถูกนายตำรวจคนหนึ่งดันหลังเข้าไปในห้องค่อนข้างมืดในโรงแรมหรู เพราะเป็นคนต่างด้าวฉันจึงไม่มีบัตรประจำตัวอะไร นั่นทำให้ถูกควบคุมตัวตั้งข้อหาได้ง่ายดาย แต่พวกตำรวจไม่ได้นำพวกเรา ใช่พวกเรา.....ฉันยังไม่ได้บอกว่ายังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมกันอีกหลายคน พวกตำรวจไม่ได้นำพวกเราไปโรงพัก แต่นำมาในห้องพักของโรงแรมกับการข่มขู่บังคับหนักหน่วง จนต้องยินยอมถูกแยกย้ายกันไปตามห้องต่างๆของห้องพัก
ตำรวจพวกนี้คงต้องเป็นตำรวจนอกรีตนอกแถว คนมีอำนาจในมือถ้าใช้อำนาจในทางผิดเลวร้ายกว่าโจรหลายเท่า ฉันรู้สึกว่าคนพวกนี้มีจำนวนมากขึ้นทุกที แต่พวกเราไม่มีทางเลือกเพราะพวกมันถือกฎหมายในมือ ขณะผ่านทางเดินของโรงแรมพวกตำรวจนอกรีตพยายามใช้หนังสือหรือเอกสารปิดบังใบหน้าของตัวเอง ปิดบังพฤติกรรมชั่วของตัวเอง
น่าสมเพชเหลือเกินกับคนพวกนี้ พวกมันส่งพวกเราไปเป็นเหยื่อราคะของผู้ทรงอำนาจอิทธิพลล้นฟ้า เพราะเคยเห็นพวกตำรวจยังพูดจานอบน้อมทราบจะทรุดตัวลงไปกราบแทบเท้า ถ้าทำได้พวกมันคงแลบเลียรองเท้าด้วยลิ้นสองแฉกจนรองเท้าผู้ยิ่งใหญ่สะอาดเอี่ยมไปแล้ว คนอย่างพวกมันยอมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้มากับการตอบแทนมหาศาลเพื่อปกป้องความเลวร้ายของตัวเอง
“ไม่ต้องกลัวนะหนู”
ชายร่างอ้วนใหญ่นั่งริมเตียงนอนในห้องพูดกับฉันด้วยคำพูดเหมือนสุภาพแต่ดูแสแสร้งไร้ความจริงใจเพราะสายตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายอย่างชัดเจน ท่าทางเหมือนผีปีศาจอ้วนเตรียมตะปบเหยื่อตัวน้อยกินเป็นอาหาร เขามีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวพันกายเอาไว้ ผ้าสีขาวที่ไม่อาจปกปิดสีดำมืดคละคลุ้งในหัวใจได้ ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนตัวสั่น
“ถ้าตามใจป๋าดีๆ ป๋ามีรางวัลให้มากมาย” ว่าพลางเขาล้วงเอาเงินปึกหนึ่งออกมาจากใต้หมอนเหมือนเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เลิกคิ้วมองเหมือนเป็นเชิงบอกว่าสนใจไหม เงินพวกนั้นฉันรู้สึกว่าเป็นเงินสกปรกโสโครกไม่มีวันได้มาด้วยความขาวสะอาดแน่นอน ถึงจะไม่สนใจข่าวสารบ้านเมืองมากนักแต่ข่าวเน่าเหม็นของพวกนักการเมืองไม่ว่าระดับบนหรือระดับล่างมักมีข่าวอื้อฉาวให้ได้ยินอยู่เสมอ ฉันถอยหลังกรูดขณะเขาวางเงินไว้บนโต๊ะลุกขึ้นเดินตรงมา ราวการคุกคามของปีศาจร้ายเงาทะมึน
“ยังไงหนูก็ไปไหนไม่รอดหรอก น้ำหน้าอย่างพวกเธอจะไปไหนรอดถ้าไม่มีคนดูแล”
ฉันหลับตาขณะใบหน้าและลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของบุหรี่และเหล้าอบอวล มือสกปรกเริ่มลวนลามอย่างไม่ออมแรง
“ไปต่างถิ่นต้องอดทนนะลูก เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
เสียงของแม่บอกในวันที่ฉันก้าวเดินออกจากบ้าน วูบนั้นฉันคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเหลือเกิน แต่ฉันไม่มีทางเลือกเพราะเป็นผู้ถูกเลือกกลุ่มแรกในการสำรวจดินแดนใหม่
”ใช่แล้ว....ฉันต้องอดทนกับความหิวโหย รอจังหวะเหมาะสม ประสบการณ์สอนให้ฉันเรียนรู้ว่าทุกอย่างจะมีจังหวะ โอกาส และเวลา ของมันเอง
ฉันแยกศีรษะออกเป็นสองซีก พุ่งลิ้นยาวเหยียดออกมาปักเข้าไปในปากของชายร่างอ้วน ไม่ใช่กลัวว่าเขาจะร้องเสียงดังจนคนได้ยินเพราะห้องแบบนี้เก็บเสียงมิดชิด แต่ฉันต้องการความสะใจมากกว่ากับเสียงสำลักเลือดขลุกขลักในคำคอและอาการสั่นเร่าระริกไหวไปทั้งตัว ฉันไม่สงสัยเลยว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน
แต่ไม่..เขาจะไม่ตายง่ายๆ เพราะเนื้อคนตายจะไม่อร่อยเท่าที่ควร เลือดจะไม่หวานชุ่มคอ ปลายลิ้นของฉันขยายแยกออก ปล่อยสารเคมีบางอย่างทำให้เหยื่อทนทานต่ออาการเจ็บปวดได้โดยไม่ขาดใจตาย
นั่นล่ะที่ฉันต้องการ รยางค์เล็กๆของฉันสองเส้นแยกออกจากปลายลิ้นชอนไชขึ้นไปหาสมองนุ่มเนียนแล้วดูดกินอย่างหิวโหยด้วยปากและเขี้ยวคมกริบอีกชุดที่โผล่ออกมาจากปลายลิ้น สายตาจ้องมองไปยังนัยน์ตาของเหยื่อผู้ค่อยกระตุกทรุดลงทีละน้อย ทุกอาการจากการทรมานคือความหฤหรรษ์เพิ่มอรรถรสแห่งรสชาติ
ฉันมองเห็นความเจ็บปวดความหวาดกลัวความตกใจเหลือพรรณนาในสายตาของอาหารชิ้นใหญ่ แต่ไม่มีทางว่าจะสงสารเมื่อนึกถึงความเลวร้ายของเขา พลังอันน้อยนิดของมนุษย์ไม่มีทางขัดขืนพลังของพวกเราได้ รู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อถูกกิน......
อร่อย...ฉันนึกภาพใบหน้าของตัวเองไม่ออกเลยว่ามีแววปลาบปลื้มขนาดไหนขณะกัดกินเหยื่ออย่างเต็มกำลังแห่งความหิวโหย ที่ยืนตัวสั่นในตอนแรกไม่ใช่เพราะความกลัว เป็นความหิวต่างหากเมื่อเห็นเหยื่อโอชะอยู่ข้างหน้า ถัดจากสมองอ่อนนุ่มยังมีตับ ตับอ่อน และม้าม อันแสนหวาน แน่นอนว่าฉันจะค่อยละเลียดลิ้มชิมรสอย่างกำซาบซ่านทุกคำของเนื้อทุกหยาดหยดของเลือดไม่เร่งร้อน ในขณะหัวใจของเหยื่อยังเต้นระริกไหวยาวนานขณะรับรู้ว่าตัวเองถูกกินทีละน้อย
“อร่อยไหม ตำรวจพวกนั้น”
ฉันถามเพื่อนรักร่วมเส้นทางอีกสองคนขณะเดินอยู่ริมถนนยามราตรี พวกเธอยิ้มพลางทำท่าเช็ดปากด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ
“อร่อยสุดๆ” เพื่อนรักคนหนึ่งตอบด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ใจ “หวานฉ่ำ ชุ่มคอ เลือดเนื้อสดๆแบบนี้ ตับอ่อนของตำรวจคนหนึ่ง ฉันดึงออกมายังเต้นระริกดิ้นแทบหลุดจากมือ สุดยอด ตอนฉันแหวกซี่โครงมันออกกินปอด มันยังตาค้างมองเลย พวกมนุษย์ยิ่งชั่วยิ่งอร่อย มีคนชั่วๆ มากมายบนโลก เผ่าพันธุ์ของพวกเรามีทางอยู่รอดแน่ๆ”
"วันนี้พวกเรากินอาหารง่ายๆไปก่อน วันต่อไปเมื่อพวกแรงแกร่งขึ้น ค่อยกินอาหารชั้นสูง" เพื่อนอีกคนพูดด้วยเสียงหัวเราะ ฉันนึกถึงผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเรียงรายเข้ามาในเมนูเด็ด จะอร่อยแค่ไหนนะถ้าได้กินหัวหน้าพรรคการเมืองเลวๆ สักคน รัฐมนตรีชั่วๆ สักชิ้นหรือสูงกว่านั้น.....
เสียงจักรยานยนต์หลายคันดังใกล้เข้ามา พวกเด็กแว้นนั่นเอง พวกมันขับผ่านไปก่อนพากันเลี้ยวกลับวนมาหาพวกเราอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงสามคนพากันเดินบนถนนสายเปลี่ยวยามดึกดื่น
“จะไปไหนกันจ๊ะน้องสาว”
เสียงร้องทักทายปนเสียงร้องฮาเฮท่ามกลางเสียงแผดก้องของเครื่องยนต์กระหึ่มรายรอบ เราสามคนมองหน้ากันแล้วแอบยิ้ม
อาหารเช้าของพวกเรามาแล้ว คราวนี้จานใหญ่เสียด้วย
ก่อนกินอาหารชั้นสูง กินอาหารธรรมดาไปก่อนก็ไม่เสียหลายอะไร
เหยื่อ
เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น กรุณาอย่าหลงเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริง
ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่ปีรูปร่างค่อนข้างผอมบางเพราะอยู่กับความอดอยากหิวโหยเนิ่นนาน รอนแรมจากแดนไกลโดยคาดหวังว่าจะพบกับสิ่งดีกว่า แต่ชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ได้สะดวกราบรื่นอย่างที่คิด ฉันไม่ได้พบความสุขสบายหรูหราในภาพฝัน เวลานี้ฉันพบชายแก่สูงวัยรูปร่างอ้วนท้วนเป็นกองเนื้อโชยลมหายใจอัปลักษณ์จากข้างใน ใครบ้างจะคิดว่าชายผู้นี้ด้านหนึ่งเคยเห็นเขาออกสื่อออกทีวีมีหน้ามีตา ยศหนักศักดิ์ใหญ่เปี่ยมบารมีแวดล้อมบริวาร แต่อีกด้านเป็นคนตัณหาวิปริต
ฉันตัวสั่นสะท้านเมื่อถูกนายตำรวจคนหนึ่งดันหลังเข้าไปในห้องค่อนข้างมืดในโรงแรมหรู เพราะเป็นคนต่างด้าวฉันจึงไม่มีบัตรประจำตัวอะไร นั่นทำให้ถูกควบคุมตัวตั้งข้อหาได้ง่ายดาย แต่พวกตำรวจไม่ได้นำพวกเรา ใช่พวกเรา.....ฉันยังไม่ได้บอกว่ายังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมกันอีกหลายคน พวกตำรวจไม่ได้นำพวกเราไปโรงพัก แต่นำมาในห้องพักของโรงแรมกับการข่มขู่บังคับหนักหน่วง จนต้องยินยอมถูกแยกย้ายกันไปตามห้องต่างๆของห้องพัก
ตำรวจพวกนี้คงต้องเป็นตำรวจนอกรีตนอกแถว คนมีอำนาจในมือถ้าใช้อำนาจในทางผิดเลวร้ายกว่าโจรหลายเท่า ฉันรู้สึกว่าคนพวกนี้มีจำนวนมากขึ้นทุกที แต่พวกเราไม่มีทางเลือกเพราะพวกมันถือกฎหมายในมือ ขณะผ่านทางเดินของโรงแรมพวกตำรวจนอกรีตพยายามใช้หนังสือหรือเอกสารปิดบังใบหน้าของตัวเอง ปิดบังพฤติกรรมชั่วของตัวเอง
น่าสมเพชเหลือเกินกับคนพวกนี้ พวกมันส่งพวกเราไปเป็นเหยื่อราคะของผู้ทรงอำนาจอิทธิพลล้นฟ้า เพราะเคยเห็นพวกตำรวจยังพูดจานอบน้อมทราบจะทรุดตัวลงไปกราบแทบเท้า ถ้าทำได้พวกมันคงแลบเลียรองเท้าด้วยลิ้นสองแฉกจนรองเท้าผู้ยิ่งใหญ่สะอาดเอี่ยมไปแล้ว คนอย่างพวกมันยอมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้มากับการตอบแทนมหาศาลเพื่อปกป้องความเลวร้ายของตัวเอง
“ไม่ต้องกลัวนะหนู”
ชายร่างอ้วนใหญ่นั่งริมเตียงนอนในห้องพูดกับฉันด้วยคำพูดเหมือนสุภาพแต่ดูแสแสร้งไร้ความจริงใจเพราะสายตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายอย่างชัดเจน ท่าทางเหมือนผีปีศาจอ้วนเตรียมตะปบเหยื่อตัวน้อยกินเป็นอาหาร เขามีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวพันกายเอาไว้ ผ้าสีขาวที่ไม่อาจปกปิดสีดำมืดคละคลุ้งในหัวใจได้ ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนตัวสั่น
“ถ้าตามใจป๋าดีๆ ป๋ามีรางวัลให้มากมาย” ว่าพลางเขาล้วงเอาเงินปึกหนึ่งออกมาจากใต้หมอนเหมือนเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เลิกคิ้วมองเหมือนเป็นเชิงบอกว่าสนใจไหม เงินพวกนั้นฉันรู้สึกว่าเป็นเงินสกปรกโสโครกไม่มีวันได้มาด้วยความขาวสะอาดแน่นอน ถึงจะไม่สนใจข่าวสารบ้านเมืองมากนักแต่ข่าวเน่าเหม็นของพวกนักการเมืองไม่ว่าระดับบนหรือระดับล่างมักมีข่าวอื้อฉาวให้ได้ยินอยู่เสมอ ฉันถอยหลังกรูดขณะเขาวางเงินไว้บนโต๊ะลุกขึ้นเดินตรงมา ราวการคุกคามของปีศาจร้ายเงาทะมึน
“ยังไงหนูก็ไปไหนไม่รอดหรอก น้ำหน้าอย่างพวกเธอจะไปไหนรอดถ้าไม่มีคนดูแล”
ฉันหลับตาขณะใบหน้าและลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของบุหรี่และเหล้าอบอวล มือสกปรกเริ่มลวนลามอย่างไม่ออมแรง
“ไปต่างถิ่นต้องอดทนนะลูก เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
เสียงของแม่บอกในวันที่ฉันก้าวเดินออกจากบ้าน วูบนั้นฉันคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเหลือเกิน แต่ฉันไม่มีทางเลือกเพราะเป็นผู้ถูกเลือกกลุ่มแรกในการสำรวจดินแดนใหม่
”ใช่แล้ว....ฉันต้องอดทนกับความหิวโหย รอจังหวะเหมาะสม ประสบการณ์สอนให้ฉันเรียนรู้ว่าทุกอย่างจะมีจังหวะ โอกาส และเวลา ของมันเอง
ฉันแยกศีรษะออกเป็นสองซีก พุ่งลิ้นยาวเหยียดออกมาปักเข้าไปในปากของชายร่างอ้วน ไม่ใช่กลัวว่าเขาจะร้องเสียงดังจนคนได้ยินเพราะห้องแบบนี้เก็บเสียงมิดชิด แต่ฉันต้องการความสะใจมากกว่ากับเสียงสำลักเลือดขลุกขลักในคำคอและอาการสั่นเร่าระริกไหวไปทั้งตัว ฉันไม่สงสัยเลยว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน
แต่ไม่..เขาจะไม่ตายง่ายๆ เพราะเนื้อคนตายจะไม่อร่อยเท่าที่ควร เลือดจะไม่หวานชุ่มคอ ปลายลิ้นของฉันขยายแยกออก ปล่อยสารเคมีบางอย่างทำให้เหยื่อทนทานต่ออาการเจ็บปวดได้โดยไม่ขาดใจตาย
นั่นล่ะที่ฉันต้องการ รยางค์เล็กๆของฉันสองเส้นแยกออกจากปลายลิ้นชอนไชขึ้นไปหาสมองนุ่มเนียนแล้วดูดกินอย่างหิวโหยด้วยปากและเขี้ยวคมกริบอีกชุดที่โผล่ออกมาจากปลายลิ้น สายตาจ้องมองไปยังนัยน์ตาของเหยื่อผู้ค่อยกระตุกทรุดลงทีละน้อย ทุกอาการจากการทรมานคือความหฤหรรษ์เพิ่มอรรถรสแห่งรสชาติ
ฉันมองเห็นความเจ็บปวดความหวาดกลัวความตกใจเหลือพรรณนาในสายตาของอาหารชิ้นใหญ่ แต่ไม่มีทางว่าจะสงสารเมื่อนึกถึงความเลวร้ายของเขา พลังอันน้อยนิดของมนุษย์ไม่มีทางขัดขืนพลังของพวกเราได้ รู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อถูกกิน......
อร่อย...ฉันนึกภาพใบหน้าของตัวเองไม่ออกเลยว่ามีแววปลาบปลื้มขนาดไหนขณะกัดกินเหยื่ออย่างเต็มกำลังแห่งความหิวโหย ที่ยืนตัวสั่นในตอนแรกไม่ใช่เพราะความกลัว เป็นความหิวต่างหากเมื่อเห็นเหยื่อโอชะอยู่ข้างหน้า ถัดจากสมองอ่อนนุ่มยังมีตับ ตับอ่อน และม้าม อันแสนหวาน แน่นอนว่าฉันจะค่อยละเลียดลิ้มชิมรสอย่างกำซาบซ่านทุกคำของเนื้อทุกหยาดหยดของเลือดไม่เร่งร้อน ในขณะหัวใจของเหยื่อยังเต้นระริกไหวยาวนานขณะรับรู้ว่าตัวเองถูกกินทีละน้อย
“อร่อยไหม ตำรวจพวกนั้น”
ฉันถามเพื่อนรักร่วมเส้นทางอีกสองคนขณะเดินอยู่ริมถนนยามราตรี พวกเธอยิ้มพลางทำท่าเช็ดปากด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ
“อร่อยสุดๆ” เพื่อนรักคนหนึ่งตอบด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ใจ “หวานฉ่ำ ชุ่มคอ เลือดเนื้อสดๆแบบนี้ ตับอ่อนของตำรวจคนหนึ่ง ฉันดึงออกมายังเต้นระริกดิ้นแทบหลุดจากมือ สุดยอด ตอนฉันแหวกซี่โครงมันออกกินปอด มันยังตาค้างมองเลย พวกมนุษย์ยิ่งชั่วยิ่งอร่อย มีคนชั่วๆ มากมายบนโลก เผ่าพันธุ์ของพวกเรามีทางอยู่รอดแน่ๆ”
"วันนี้พวกเรากินอาหารง่ายๆไปก่อน วันต่อไปเมื่อพวกแรงแกร่งขึ้น ค่อยกินอาหารชั้นสูง" เพื่อนอีกคนพูดด้วยเสียงหัวเราะ ฉันนึกถึงผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเรียงรายเข้ามาในเมนูเด็ด จะอร่อยแค่ไหนนะถ้าได้กินหัวหน้าพรรคการเมืองเลวๆ สักคน รัฐมนตรีชั่วๆ สักชิ้นหรือสูงกว่านั้น.....
เสียงจักรยานยนต์หลายคันดังใกล้เข้ามา พวกเด็กแว้นนั่นเอง พวกมันขับผ่านไปก่อนพากันเลี้ยวกลับวนมาหาพวกเราอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงสามคนพากันเดินบนถนนสายเปลี่ยวยามดึกดื่น
“จะไปไหนกันจ๊ะน้องสาว”
เสียงร้องทักทายปนเสียงร้องฮาเฮท่ามกลางเสียงแผดก้องของเครื่องยนต์กระหึ่มรายรอบ เราสามคนมองหน้ากันแล้วแอบยิ้ม
อาหารเช้าของพวกเรามาแล้ว คราวนี้จานใหญ่เสียด้วย
ก่อนกินอาหารชั้นสูง กินอาหารธรรมดาไปก่อนก็ไม่เสียหลายอะไร