\_ Oops! _/ เปิดผลสอบสัมปทานดิวตี้ฟรี สปท. เสนอ “บิ๊กตู่” ปลดบอร์ด AOT-ยกเลิกสัญญาคิง เพาเวอร์ฯ

เปิดผลสอบสัมปทานดิวตี้ฟรี สปท. เสนอ “บิ๊กตู่” ปลดบอร์ด AOT-ยกเลิกสัญญาคิง เพาเวอร์ฯ






   สืบเนื่องมาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สรุปผลการศึกษาโครงการของรัฐที่เสียเปรียบเอกชน เรื่อง “การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้เกิดคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรให้แพร่หลายมากขึ้น” พร้อมข้อเสนอแนะ 5 ข้อ ส่งให้ประธาน สปท. นำเสนอต่อพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาสั่งการ

   ช่วงบ่ายของวันที่ 25 เมษายน 2560 หลังการประชุมคระณัฐมนตรี (ครม.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี โดยมีสปท., สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กระทรวงการคลัง, กระทรวงคมนาคม, กรมศุลกากร, กรมสรรพากร และคณะผู้บริหารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.

   ระหว่างการประชุม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ประชุม ได้อ่านข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ 5 ข้อให้ที่ประชุมรับทราบ ดังนี้

1. ควรปลดผู้อำนวยการ ทอท. คนปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งควรปรับเปลี่ยนคณะกรรมการ ทอท. เพื่อให้ผู้บริหารชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าบริหารงาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ขณะเดียวกัน เพื่อการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่ถูกปกปิดมาโดยตลอดเวลา

2. ควรทำการยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ เพราะไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

3.ควรบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งของ ทอท. กรมศุลกากร และกรมสรรพากร เพื่อ ทอท. จะได้รับส่วนแบ่งอย่างครบถ้วนรัฐโดยกรมสรรพากรจะได้มีข้อมูลที่จะเรียกเก็บภาษีอากรอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรจะได้ใช้ข้อมูล เพื่อควบคุมป้องกันการลักลอบจำหน่ายสินค้าหนีภาษี

4. ควรพิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 103/7 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ป้องกันการทุจริตและเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เอกชน และการปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ราชการและรายได้ของรัฐ

5. ควรกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดเก็บรายได้ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส เปิดเผย เป็นธรรม ไม่ให้ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ

   ประเด็นที่ 1 เรื่องการทำสัญญาอนุญาตให้ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูมิภาค ตามสัญญา ที่ ทสภ.1-07/2547 มีอายุสัญญาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 และมีการขยายอายุสัญญา 2 ครั้ง รวม 4 ปี สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563 การแก้ไขเพิ่มเติม 2 ครั้งหลังอาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ) โดยไม่ได้ดำเนินกระบวนการตามแบบและวิธีการที่กฎหมายกำหนด

   เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ทอท. เกี่ยวกับโครงการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ว่าโครงการดังกล่าวมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท แต่มีการจัดทำรายงานและผลการศึกษามูลค่าโครงการให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการไม่ปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ โดยมีการจัดทำและอนุมัติให้ความเห็นชอบรายงานและผลการศึกษาการคิดคำนวณ และไม่ปฏิบัติตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยให้ใช้มูลค่าสินค้าคงคลังที่จัดเก็บไว้ในสต็อก 3.5-4 เดือน มาคำนวณหามูลค่าโครงการลงทุน แต่ใช้สินค้าคงคลังที่เก็บในสต็อกเพียง 1 เดือน มาใช้คำนวณหามูลค่าโครงการ

   นอกจากนี้ ในการคำนวณมูลค่าโครงการลงทุนใช้สมมติฐานการดำเนินงานเพียง 5 ปี และใช้พื้นที่ประกอบกิจการ 5,000 ตารางเมตร ทั้งที่ตามสัญญาจริงกำหนดระยะเวลาในจำหน่ายสินค้าปลอดอากร 10 ปี ใช้พื้นที่จริงกว่า 11,820 ตารางเมตร รวมทั้งไม่ได้นำมูลค่าการลงทุนในท่าอากาศยาน 3 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ มาร่วมคำนวณด้วย ทำให้คิดคำนวณมูลค่าโครงการได้ 813.83 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริง

   ประเด็นที่ 2 เรื่องการทำสัญญาอนุญาตให้บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด บริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามสัญญาที่ ทสภ.1-01/2548 มีอายุสัญญา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และมีการขยายอายุสัญญา 2 ครั้ง รวม 4 ปี สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563 การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ) โดยไม่ได้ดำเนินกระบวนการตามแบบและวิธีการที่กฎหมายกำหนด

   เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ทอท. เกี่ยวกับโครงการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ว่าโครงการดังกล่าวมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท แต่มีการจัดทำรายงานและผลการศึกษามูลค่าโครงการให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นข้อมูล ไม่ปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ โดยมีการจัดทำและอนุมัติให้ความเห็นชอบรายงานและผลกรศึกษาการคิดคำนวณทั้งในส่วนของมูลค่าที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ค่าก่อสร้าง ค่าตกแต่งอาคาร ค่าระบบต่างๆ ภายในพื้นที่ และค่าสำรองสินค้า ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่ปฏิบัติตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำหนด โดยเฉพาะในเรื่องของการคำนวณมูลค่าอาคาร ต้องคิดคำนวณจากมูลค่าที่แท้จริง โดยไม่หักค่าเสื่อมราคาของอาคาร แต่ปรากฏว่ามีการนำค่าเสื่อมราคาของอาคารมาคำนวณนับรวมด้วย ทำให้โครงการนี้มีมูลค่า 846.62 ล้านบาท

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่