**เรื่องที่จะเล่ามันเกี่ยวกับมุมมองที่ผมมองนะครับ ไม่ได้บอกว่าผมถูก แต่ผมคิดว่ามันควรจะเป็น (แย้งได้ครับ)
ผมจะมาเล่าเชิงระบายเกี่ยวกับเพื่อนนะครับ เผื่อว่าใครกำลังทำแบบนี้อยู่ จะได้เข้าใจเพื่อนคนนั้นมากขึ้น
ผมกับเพื่อนคนนี้เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน แต่อย่างว่าแหละถ้าไม่นัดกันก็ไม่เจอ
ผมเลือกเรียนคณะของสายศิลป์ ส่วนเพื่อนผมเรียนคณะสายวิทย์ที่ผู้ชายเยอะๆ นั่นแหละ (อยากเรียนรึเปล่าไม่รู้)
1. ไม่รู้ว่าเพราะเพื่อน หรือสังคมผู้ชายมันพาเพื่อนผมไป (ปกติมันเป็นคนขี้เกียจอยู่แล้ว)
มันก็ติดเกมครับ ถ้าไม่ได้ทำไรก็เล่นในโทรศัพท์นั่นแหละ
เวลาติด F มันก็ซึมอยู่นะครับ แต่มันก็บอกว่า F เกินครึ่งเรื่องธรรมดาโว้ย
ผมก็คิดแหละ แล้วจำเป็นต้อง F ไหมเนี่ย หรือเรียนพอผ่านหรอ จบมาอยากมีอนาคตที่ดีไหม
ตอนใบเกรดส่งไปบ้านอะพ่อแม่เห็นจะคิดยังไง
(ก็ทราบแหละว่าบางทีเกรดไม่ได้จำเป็น แต่ถ้า**เกรดเราดีอย่างน้อยมันการันตีว่าเราผ่านมาได้ดีนะครับ
ซึ่งในการทำงานถ้าเราใช้ program พิเศษได้ยิ่งได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และ program บางอย่างต้องฝึกเอง)
ยิ่ง F กันเยอะผมยิ่งคิดว่านี่แหละโอกาส ได้ A ง่ายแน่ถ้าเราตั้งใจและไม่พลาด
2. เวลาผมอ่านหนังสือกับมัน มันก็จะชอบพูดว่า
ถ้ามาเรียนวิชานี้นะไม่รอดแน่ ถ้ากูเรียนวิชาแบบก็ดีสิ จะพูดประมาณว่าวิชากูยากกว่าโว้ย
ตอนแรกผมก็บอกนะ ก็กูไม่ได้อยากเป็นนี่นี่หว่า หลังๆ มาก็ได้แต่ยิ้มขำๆ
ก็สงสัยนะ ว่าสรุปเราอยากทำอาชีพคนละอาชีพกันไม่ใช่หรอ
ที่อยากจะบอกน้องๆ เลยนะครับอย่าเอาสิ่งที่เราชอบไปเปรียบเทียบกับใครครับ
มันเปรียบเทียบไม่ได้ ทุกหน้าที่สำคัญกันคนละอย่าง และจำเป็นต้องมีทุกหน้าที่ครับ
แล้วการที่เอาคณะตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมันดูบ่งบอกความคิดของคนที่พยายามกดคนอื่นให้ต่ำลง
ความฝันใครความฝันมันครับ
เวลาเรียนก็ถามตัวเองบ้าง ว่านี่ใช่คณะที่ใช่ไหมทำไมเรียนแล้วเกรด หรืออะไรมันแย่ไปหมด
ให้สอบทานตัวเองเลยครับ ว่าอยากทำอาชีพนี่ไหม เวลาเรียนทุกข์ไหม ถ้ายังอยากทำก็ขอให้สู้ครับ
เอาความผิดพลาดมาแก้ไข ไม่ใช่จะปล่อยให้มันคอยมาทับเราทุกเทอมๆ ไม่ใช่ว่าปี 3-4 จะซิ่ว จะท้อก็ยากแล้วนะครับ
ผู้ชายก็ลดความสนุกลงบ้างนะครับ ผมไม่ทราบหรอกบรรยากาศในห้องเรียนเพื่อนเป็นยังไง
หริอเรียนกันยังไงให้ได้ F กันขนาดนั้น (ยิ่งได้คะแนนน้อยแปลว่ายิ่งต้องพยายามไม่ใช่หรอ) Mean ต่ำยังพอเข้าใจได้
การสอบเข้าเคยตั้งปณิธานไว้ยังไง อย่าลืมคิดถึงมันบ่อยๆ นะครับ
อย่าให้เวลามองกลับไปตอนนั้น แล้วรุ้สึกอายเลยครับ มหาลัยมันสั้นแต่มันมีผลระยะยาวครับ
ขออภัยพิมพ์ในโทรศัพท์
อย่าเอาความฝันตัวเองไปเปรียบเทียบความฝันเพื่อนเลยครับ
ผมจะมาเล่าเชิงระบายเกี่ยวกับเพื่อนนะครับ เผื่อว่าใครกำลังทำแบบนี้อยู่ จะได้เข้าใจเพื่อนคนนั้นมากขึ้น
ผมกับเพื่อนคนนี้เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน แต่อย่างว่าแหละถ้าไม่นัดกันก็ไม่เจอ
ผมเลือกเรียนคณะของสายศิลป์ ส่วนเพื่อนผมเรียนคณะสายวิทย์ที่ผู้ชายเยอะๆ นั่นแหละ (อยากเรียนรึเปล่าไม่รู้)
1. ไม่รู้ว่าเพราะเพื่อน หรือสังคมผู้ชายมันพาเพื่อนผมไป (ปกติมันเป็นคนขี้เกียจอยู่แล้ว)
มันก็ติดเกมครับ ถ้าไม่ได้ทำไรก็เล่นในโทรศัพท์นั่นแหละ
เวลาติด F มันก็ซึมอยู่นะครับ แต่มันก็บอกว่า F เกินครึ่งเรื่องธรรมดาโว้ย
ผมก็คิดแหละ แล้วจำเป็นต้อง F ไหมเนี่ย หรือเรียนพอผ่านหรอ จบมาอยากมีอนาคตที่ดีไหม
ตอนใบเกรดส่งไปบ้านอะพ่อแม่เห็นจะคิดยังไง
(ก็ทราบแหละว่าบางทีเกรดไม่ได้จำเป็น แต่ถ้า**เกรดเราดีอย่างน้อยมันการันตีว่าเราผ่านมาได้ดีนะครับ
ซึ่งในการทำงานถ้าเราใช้ program พิเศษได้ยิ่งได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และ program บางอย่างต้องฝึกเอง)
ยิ่ง F กันเยอะผมยิ่งคิดว่านี่แหละโอกาส ได้ A ง่ายแน่ถ้าเราตั้งใจและไม่พลาด
2. เวลาผมอ่านหนังสือกับมัน มันก็จะชอบพูดว่า
ถ้ามาเรียนวิชานี้นะไม่รอดแน่ ถ้ากูเรียนวิชาแบบก็ดีสิ จะพูดประมาณว่าวิชากูยากกว่าโว้ย
ตอนแรกผมก็บอกนะ ก็กูไม่ได้อยากเป็นนี่นี่หว่า หลังๆ มาก็ได้แต่ยิ้มขำๆ
ก็สงสัยนะ ว่าสรุปเราอยากทำอาชีพคนละอาชีพกันไม่ใช่หรอ
ที่อยากจะบอกน้องๆ เลยนะครับอย่าเอาสิ่งที่เราชอบไปเปรียบเทียบกับใครครับ
มันเปรียบเทียบไม่ได้ ทุกหน้าที่สำคัญกันคนละอย่าง และจำเป็นต้องมีทุกหน้าที่ครับ
แล้วการที่เอาคณะตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมันดูบ่งบอกความคิดของคนที่พยายามกดคนอื่นให้ต่ำลง
ความฝันใครความฝันมันครับ
เวลาเรียนก็ถามตัวเองบ้าง ว่านี่ใช่คณะที่ใช่ไหมทำไมเรียนแล้วเกรด หรืออะไรมันแย่ไปหมด
ให้สอบทานตัวเองเลยครับ ว่าอยากทำอาชีพนี่ไหม เวลาเรียนทุกข์ไหม ถ้ายังอยากทำก็ขอให้สู้ครับ
เอาความผิดพลาดมาแก้ไข ไม่ใช่จะปล่อยให้มันคอยมาทับเราทุกเทอมๆ ไม่ใช่ว่าปี 3-4 จะซิ่ว จะท้อก็ยากแล้วนะครับ
ผู้ชายก็ลดความสนุกลงบ้างนะครับ ผมไม่ทราบหรอกบรรยากาศในห้องเรียนเพื่อนเป็นยังไง
หริอเรียนกันยังไงให้ได้ F กันขนาดนั้น (ยิ่งได้คะแนนน้อยแปลว่ายิ่งต้องพยายามไม่ใช่หรอ) Mean ต่ำยังพอเข้าใจได้
การสอบเข้าเคยตั้งปณิธานไว้ยังไง อย่าลืมคิดถึงมันบ่อยๆ นะครับ
อย่าให้เวลามองกลับไปตอนนั้น แล้วรุ้สึกอายเลยครับ มหาลัยมันสั้นแต่มันมีผลระยะยาวครับ
ขออภัยพิมพ์ในโทรศัพท์