หลายปีผ่ผานมา กับคำว่า [ซึมเศร้า] วันนี้เราจะไม่คิดถึงเธออีกแล้ว

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เราขอแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆ ที่กำลังอยู่ในมุมเทาๆ นะคะ
หวังใจว่า อาจจะเป็นประโยชน์กับบางคนบ้างไม่มากก็น้อยค่ะ ยิ้ม

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่เข้ามาเรียนใน กทม. และอยู่คนเดียวค่ะ
เอาล่ะ มาเข้าเรื่องเลยนะคะ ..

ย้อนไปเมื่อสี่ห้าปีก่อน เราเป็นพนักงานบริษัทเอกชนธรรมดาคนหนึ่ง
การทำงานดูไปได้สวย มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน
และแน่นอนว่า หน้าที่อันยิ่งใหญ่ ย่อมมากับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

อาจเพราะนิสัยส่วนตัว ประกอบกับเป็นพวกอยากทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
เปิดโหมดบ้างานเต็มที่ ทุ่มเทกับงานตรงหน้าจนลืมตัวเองไปเลย ...
รู้ตัวอีกที ก็ดูเหมือนจะเกินเยียวยา

เราเริ่มมีอาการนอนกระตุก นอนร้องไห้ มือไม้สั่น
นอนไม่หลับ ฝันร้าย และตื่นทุกชั่วโมง
มีอาการนี้อยู่ระยะหนึ่ง จนเพื่อนรักขอร้องให้ไปพบจิตแพทย์
เพราะอาการเหมือนคนเป็นโรคเครียด ...

จุดเริ่มต้นมันอยู่ตรงนี้ หลังจากที่ไปคุยกับคุณหมอ เราก็รักษาตามอาการไป
สิ่งที่หมอแนะนำคือ ไม่เครียด ออกกำลังกาย ไม่ดื้อ ไม่ซน เราก็ทำได้มาพักใหญ่
สดใส ลั๊นลา ... แต่ความจริงนั่นน่ะหรือคะ .. มันเป็นเพียงชั่วคราว

เรายังคงจมกับงาน การพบกับทีมงานที่ทำงานด้วยยากขึ้น
ยิ่งทวีความกดดันในตัวเราเองด้วย ... ณ จุดๆ นั้น หากคนที่เข้าใจ ก็จะเข้าใจนะคะ ว่ามันปล่อยหรือวาง ช่างยากนัก

เราทุ่มกับงาน นอนน้อย ขับรถไม่ค่อยได้ มือไม้สั่น นอนไม่ค่อยหลับ
ทานยาปรึกษาหมออย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
อาการเริ่มหนึกขึ้นเรื่อยๆ เครียดกับงาน แล้วมาลงที่ข้อมือตัวเอง
แขนทั้งสองข้าง เป็นที่รองรับอารมณ์ จากความกดดันของเรา
เรากรีดตัวเองให้เจ็บทั้งสองแขน เพียงรู้สึกสะใจ และหวังใจว่ามันจะระบายอารมณ์ได้

เราคิดอยากตายด้วยหลายวิธี ...
คิดจะกระโดดหน้าต่างที่ทำงานชั้นสาม
คิดอยากกระโดดออกจากหน้าต่างคอนโด ชั้นรองสุดท้าย
คิดจะขับรถตกทางด่วน
คิดสารพัดอย่าง .....

แต่จิตสำนึกเบื้องลึกเราอาจจะยังดีอยู่ ... เราห่วงคนข้างหลัง

เราก็ยังรักครอบครัว รักแฟน รักเพื่อน รักทุกคนนะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเลยรักษาตัวเอง ทานยาไม่ขาด
ยังพบจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาอยู่ไม่ขาด แต่อาการช่วงหลังไม่ดีขึ้นเลย

ความเครียดที่มี แปลงเป็นความซึมเศร้า และเราจมอยู่กับมัน ...
เครียดซ้ำ ซ้ำ เบลอ ซ้ำ ซ้ำ วนอยู่วังวนของการพยายามตาย อยู่นานปี
จากไม่ยอมหลับ เป็นอาการไม่ยอมตื่น ขังตัวเองหลายๆ ครั้ง หลับทีละเยอะๆ
เหมือนอาการที่ร่างกายต่อต้านการออกไปทำงานอย่างหนักหน่วง
แถมยังใช้เวลาขับรถไปทำงานนานกว่าเดิมมาก อยากเอารถไป แต่ก็อยากหลับตลอดเวลา
ต้องแวะจอดรถเพื่อหลับทุกๆ สามโล ห้าโล และหลับทีละนานๆ ในแต่ละจุด เพราะสมองเราไม่ไหว ไม่ยอมไป ไม่โอเค

ช่วงหลังเราทำงานไม่ค่อยไหว เพราะเบลอ เหนื่อย พอทำอะไรไม่ได้ก็เครียด
ผิดหวังในตัวเอง โกรธตัวเอง วนไปวนมาซ้ำๆ ร้องไห้แบบไม่ต้องสั่ง เพราะน้ำตามันคลอเบ้าตลอดเวลา
อารมณ์แปรปรวน และโมโหร้ายในหลายหน
บางวันโมโหมากก็ลุกออกจากโต๊ะทำงานแล้วขับรถหนีไปไกลๆ ไม่กลับบ้าน นั่งโง่ๆ อยู่ริมทะเล

อาการเราแย่พอควร แต่ก็ยังโกหกที่บ้านบ่อยๆ ว่าโอเคดี
แล้วสุดท้ายก็ปิดที่บ้านไม่ได้ ก็เค้าเลี้ยงเรามาทั้งชีวิตนี่นะคะ

ในช่วงแรกที่เราป่วยเรามีคนรักนะคะ ..
แต่ด้วยอาการของเรา มันก็ทำให้เราห่างกันไปด้วย
จากคนน้ำหนัก 55 น้ำหนักเราดีดขึ้นมาเป็น 95 ในเวลาสามสี่ปี
จากคนที่สดใส กลายเป็นคนเหงาๆ เซื่องๆ เศร้าๆ ร้องไห้แบบไร้สติ
... ไม่มีใครจะทน ได้ ?? มันเลยทวีความเสียใจเราไปได้อีกเท่าตัวเลย ณ ช่วงเวลานั้น

แล้วสุดท้ายคนที่กอดเราเสมอ คือคนในครอบครัวค่ะ
เราตัดสินใจเคลียร์งาน ลางาน กลับไปพักผ่อนอยู่พักใหญ่
ยังไม่กล้าลาออก แม้จะอยากลาออกมากก็ตาม เพราะช่วงนั้น เป็นช่วงที่ใครๆ ก็โดนเชิญออก
แต่เรากลับเป็นคนที่ถูกเชิญอยู่
ฐานะทางบ้านเราก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่เป็นใจเราเองที่ไม่อยากรบกวนทางบ้าน (แม้เราจะรู้ว่าเค้าเต็มใจให้เรารบกวนก็ตาม)

เชื่อไหมคะ ว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย ในระยะเวลา หลายสัปดาห์ หลายเดือน ที่เราขอพัก
นอนโง่ๆ วาดรูป ระบายสี ทำงานฝีมือ กิน นอน เที่ยว เล่น ไม่วอแวกับงานเลย
อาการเราเหมือนไม่ดีขึ้น และมีบางครั้งที่แย่ลง

เราต้องมาพบจิตแพทย์สม่ำเสมอ จึงทำให้เราต้องเข้า กทม. อยู่บ้าง
และทุกครั้งที่มาเราบ้านหมุน และร่วงบนรถเมล์หลายครั้ง ...

เราแย่มากในช่วงหลัง ๆ ที่เรามาหาหมอแล้วยังมีอาการบ้านหมุนแถมมาอีก
เราก็ยังพบจิตแพทย์ตามปรกติ แกก็วิเคราะห์ไว้ด้วยสองเหตุ
คือ 1. เกิดจากทางกาย 2. เกิดจากทางใจ

เราถูกส่งไปพบคุณหมอ หู คอ จมูก ...

คุยกับคุณหมอไม่กี่คำ สัมภาษณ์ และอ่านประวัติความซึมและความเศร้า
หมอบอกคำเดียวว่าต้องออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เดิมๆ ที่ทำให้เราป่วยมาจนถึงทุกวันนี้

ตราบใดที่ยังอยู่แบบนี้ กับหน้าที่การงานเดิม (และคิดถึงผู้ชายคนเดิม)
โอกาสดีขึ้นเราจะไม่มีเลย .. และยิ่งเป็นผลร้ายกับกายและใจเราเหลือหลาย
การไม่ลาออก คือการสัญญาว่าจะกลับไป มันเลยกลายเป็นความกลัวฝังใจลึกๆ ของเรา

.. ในฮึดสุดท้ายที่เราลุกไม่ไหวเท่าไหร่ เราตัดสินใจคุยตรงๆ กับที่บ้าน
ณ จุดนั้นเราไม่มีคนรักแล้วนะคะ :p เพราะเค้าไม่โอเคกับเราที่ป่วย เราเลยมีแต่ครอบครัว และเพื่อนรักกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

แม้ว่าเราจะเคยร้องไห้ และเล่าเรื่องราวมากมายให้ที่บ้านฟัง แลดูมันเป็นการระบายเพียงชั่วครั้งคราว
แล้วในวันที่เราไม่ฟูมฟาย ในวันที่เราเอ่ยว่าเราจะลุกขึ้นสู่อีกครั้ง ...

ทุกคนในครอบครัวและคนรอบตัว ยังอยู่คอยกอดและให้กำลังใจเราไม่ห่างเลย

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้แนะนำให้เราลองพบจิตแพทย์อีกท่านดู เพราะหลายๆ คนหายป่วยเพราะคุณหมอท่านนั้
ในเช้าอีกวันหลังจากพบคุณหมอ หู คอ จมูก และรู้ว่า บ้านไม่ได้หมุนเพราะอาการทางกาย
เราตัดสินใจไปพบจิตแพทย์อีกท่าน ลองปรับยาและลองทำตามคุณหมอคนใหม่ แบบปล่อยๆ ไป

ดีขึ้น คือโชคดีไป แต่ไม่หายก็เสมอตัว ... เราคิดแค่นี้ ณ ตอนนั้น
ตัดสินใจลาออกจากงาน เปลี่ยนหมอ เปลี่ยนยา กลับบ้าน รักษาตัว
ไรท์ซีดีงานทุกอย่าง ส่งคืนบริษัทเก่าพร้อมใบลาออก

... เพียงไม่นาน เราถูกเรียกไปทำงานที่ใหม่ ชีวิตเราเหมือนมีคนมาจุดไฟอีกครั้ง
ฟ้าเราเริ่มสว่าง ทางเราเริ่มดีขึ้น เราได้พบกับงานใหม่ ไม่ใช่งานสบาย แต่ไม่ใช่งานกี่กดดันหรือทำให้ทุกข์

เราหายจากมันได้แล้ว แบบที่เราก็กึ่งจะรู้ตัว
คุณหมอบอกเราว่า ซึมเศร้าในแบบของเรา มันเป็นเพียงปมเล็กๆ ในหัวเราเอง
หากเราสะกิดมันออกได้ หรือปลดปมนั้นหลุดไป ชีวิตเราจะกลับมาสดใสอีกครั้ง ..

ปมนั้นถูกคลายแล้ว เราค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ และปัจจุบัน เราไม่ได้ทานยาแล้วค่ะ

เราคงไม่บอกนะ ว่าเพื่อนๆ ที่กำลังรักษาตัว กำลังจะเป็น กำลังจะเครียด
เราจะไม่บอกว่าอย่าเครียด อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ เพราะเราไม่เคยทำมันได้เหมือนกัน
หากวันนี้อยากร้อง ก็ร้องไห้นะคะ หากไม่ไหว ก็พัก อย่าลืมรักตัวเองมากๆ
อยากเที่ยวให้เที่ยว อยากนอนให้นอน อยากกรี๊ดให้กรี๊ด
แล้วค่อยๆ มองตัวเองนะคะ ว่าสุขของเราคืออะไร

ส่วนคนที่มีคนใกล้ตัวกำลังป่วย หรือพบปัญหานี้
ถ้าคุณเป็นแฟน และคุณรับไม่ได้ ก็เลิกกันไปเลยค่ะ แต่ถ้าคุณรัก เราเชื่อว่าคุณจะพาเค้าผ่านจุดนี้ไปได้แน่ๆ
ถ้าคุณเป็นเพื่อน แค่นั่งฟัง นั่งกอด นั่งข้างๆ เวลาร้องไห้ก็พอนะคะ
คนป่วยซึมเศร้า เค้าวิปัสนาหรือเข้าวัดเข้าวาไม่รอดค่ะ เราทำแล้ว แย่กว่าเดิมได้อีก  วัดมันเหง๊า เหงา สำหรับเรามาก
(แต่หากบางคนพึ่งธรรมะแล้วดี เราก็สนับสนุนนะคะ เรายกตัวอย่างเรื่องของเราเท่านั้นเอง)
ถ้าคุณเป็นคนในครอบครัว ลองเปิดใจแล้วรับฟัง ไม่มีพลังรักไหน ยิ่งใหญ่กว่าครอบครัวอีกแล้ว : )

เราเป็นกำลังใจให้นะคะ เราอยากบอกว่ามันหายได้ แค่ต้องใช้เวลา
และอาจจะต้องแลกกับอะไรไปบ้าง แต่ถามว่าคุ้มค้าไหม ที่หายดี เราบอกเลยค่ะว่า มันมีความสุขมาก
หากวันนั้นเราโดดลงจากตึกไป เราคงไม่ได้เล่นกับหลานๆ ที่น่ารักของเรา
หากวันนั้น เราทำร้ายตัวเองไป พ่อแม่ ย่า และพี่ๆ น้องๆ เราคงร้องไห้คิดถึงเราแน่ๆ
หากวันนั้น เราแปลงร่างเป็นผี ต้องมีคนกลัวและไม่รักเราแน่ๆ เลย

เรื่องราวที่ผ่านมา กับน้ำตาที่เราเคยจมอยู่นั้น
มันอาจจะแค่ช่วงหนึ่งของชีวิต .. ที่เราก็อยากแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ฟัง

อยากแนะนำว่า ถ้าเครียดงาน ถ้าไม่ไหว ไปพบจิตแพทย์แต่เนิ่นๆ ได้นะคะ
ค่ารักษาพยาบาลเบิกประกันสังคมก็ได้ หมอเก่งๆ ใน รพ. ของรัฐก็มี เราก็รักษากับคุณหมอเช่นกัน

ขอให้เพื่อนๆ ผ่านช่วงที่ไม่โอเคไปได้นะคะ //กอด//
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่