Trapped in Ladakh(ติดหิมะที่ลาดัก3วัน3คืน)

Everything happens for a reason..

จริงๆเรื่องราวของการเดินทางมันเริ่มได้หลายจุด ขึ้นอยู่กับนักเดินทางว่าจะขีดเขียนมันขึ้นจากจุดไหนมากกว่า..

สำหรับทริปเลห์..สิ่งที่อยากจะขีดเขียนเป็นภาษาออกมาจริงๆคงเริ่มต้นในวันที่3ของการเดินทางน่าจะสนุกและน่าสนใจที่สุด(04/04/2017)..

เมื่อพวกเราทั้ง6คน(เราสองคนและพี่ๆเพื่อนใหม่อีก4คนที่ออกจากฤาษีเกตมาเที่ยวเลห์โดยไม่มีแผนล่วงหน้าที่ชัดเจนได้แก่พี่เพ็ญ,พี่พร,พี่อ๋อ,พี่ฝน..)ตัดสินใจที่จะออกไปตะลุยหิมะอย่างจริงจัง..

จุดหมายของเราคือจะไปturtukหมู่บ้านเขตติดต่อปากีสถานและชมวิวที่กาดุงลาจุดที่นักท่องเที่ยวต้องไปให้ถึงเพื่อชมวิวสวยๆและบอกโลกว่าเรามาถึงพิชิตลาดักแล้ว..

พอออกจากเลห์มาประมาณ10km.ก็เห็น(ติด)หิมะ..คนขับรถมาบอกว่าเราอาจไปไม่ได้เพราะเสี่ยงหิมะถล่ม..พวกเราก็..ฮ๊าาา...ไม่น๊าาา..ก็เลยรอสักพักก่อนตัดสินใจว่าจะกลับรึไปต่อ..

ก็มีเพื่อนร่วมทางคันอื่นๆติดอยู่ด้วยเท่าที่เห็นก็ประมาณ7-8คัน..ระหว่างรอรถตักหิมะมากรุยทาง..พวกเราก็ลงไปเล่นหิมะรอ..ก็สังเกตเห็นผู้ชายแขกดูมีอายุ2คน..ก็สงสัยในใจว่าลุง2คนนี้หนีครอบครัวมาเที่ยวที่สวยๆป่าวเนี่ย..ทำไมมา2คน..แล้วก็ละความสนใจไป...

สักพักคนที่ดูเฟรนลี่มากกว่าก็มาถามว่ามาจากไหน..ก็ตอบไปว่าไทยเเลนด์แล้วก็คุยเรื่องเส้นทางนิดหน่อยแล้วหันมาเล่นหิมะต่อ..สักพัก..พี่ฝนก็ไปยืนคุยด้วยอยู่นานก็ได้คำตอบว่าลุง2คนนี้เป็นProfessorจากJammu Universityกำลังมาทำงาน..รู้แค่นั้น..

สักพักทั้ง2คนก็มาขอนั่งรอในรถพวกเราเพื่อหลบความหนาวเย็น..ระหว่างที่คนขับรถของเค้ากำลังจัดการอะไรบางอย่าง..พี่ฝนก็แนะนำว่าหนึ่งในพวกเรามีคนทำปริญญาเอกที่เดลี..เราเลยได้โอกาสแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ..แล้วเค้าก็ถามหาprofessorต่างๆที่JNUที่เราไม่รู้จัก..เราก็ถือโอกาสขอความรู้เรื่องภูเขาสีต่างๆที่เรามองเห็นซึ่งบ้างก็สีชมพู ม่วง เขียว น้ำตาลและยังเล่าต่อไปว่าลาดักเคยเป็นทะเลมาก่อนเมื่อ25,000ปีที่แล้ว(เค้าเป็นProfessorจากคณะGeology)...สุดท้ายก็ทราบว่าเค้ากำลังจะมาจัดinternational conferenceในเดือนกรกฎาคมที่turtuk...ที่มาวันนี้เพื่อมาเตรียมงาน...(ตอนนั้นเรากับคุณจิ๊บหันมาคุยกันเป็นภาษาไทยว่าขอนามบัตรเค้ามั้ยเพื่อไปสืบประวัติเพราะเค้าดูเจ๋งมาก..(คนที่คุยเป็นคนที่ดูเฟรนลี่น้อยกว่าและcalmเหมือนผู้ดีอังกฤษมากกว่าอินเดียทั้งหน้าตาสำเนียงและบุคลิก))..เค้ามาที่นี่บ่อยซึ่งเริ่มต้นครั้งแรกปี1977..40years back..omg!

สักพักเค้าก็หันมามองหน้าเราและบอกว่าเธอทำPhDเธอควรจะattendคอนเฟอเรนนี้นะ..ชั้นจะส่งเมลเชิญเธอเอง..เราก็ยิ้มขอบคุณและถามเค้าว่าคอนเฟอเรนเรื่องอะไร..เค้าตอบว่าEnvironmental hazard..แล้วความรู้สึกทึ่งมันก็ขึ้นมาเองและพูดออกมาโดยอัตโนมัติว่า..for all mankind(เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งหมด)..

จากหน้าตาเคร่งขรึมเค้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง..และบอกว่าใช่For all mankind..แล้วก็ทำการแลกเปลี่ยนอีเมลกันและคุณจิ๊บก็บอกว่าถ้าเค้าไปเมืองไทยและต้องการความช่วยเหลืออะไรให้ติดต่อมาได้เลย..เค้าก็บอกว่าได้และพูดต่อไปว่า Stay in touch..

(จากการประมวลเหตุการณ์รถโกยหิมะน่าจะมาเพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของprofessor2ท่านนี้มากกว่าโดยเราโชคดีที่ถูกอะไรบางอย่างลิขิตให้ออกเดินทางมาในวันและเวลาเดียวกัน..ซึ่งจิตยังไม่ได้รับการฝึกฝนมาดีพอจึงไม่มีกำลังพอที่จะล่วงรู้และเข้าใจได้..รู้แต่ว่า..ดีจัง..ยิ้ม )

เวลาเราออกเดินทางไปที่ใหม่ๆสิ่งที่ทำให้นักเดินทางหัวใจพองโต(blow the mind) โดยส่วนตัวคิดว่า20%เกิดจากสถานที่และภูมิทัศน์ที่เราเลือกที่จะไป..อีก80%เป็นผู้คนที่เราพบเจอระหว่างทางมากกว่า..และ80%นี้ก็อีกเช่นกันที่ทำให้เราupsetเหมือนกัน..ถามว่าเจอมั้ย..แน่นอน..เพราะนี่คือชีวิต..แต่ไม่เล่าดีกว่า..มันupsetแนวขำๆพอมีชีวิตชีวา..เจอบ้างพอทำให้เราไม่หลงดีใจกับเรื่องราวดีๆจนหัวใจฟูลอยมากเกินจนไป..ซะมากกว่า..

สุดท้ายก็ผ่านด่านหิมะไปขี่อูฐที่hunderได้..(แต่ไปturtukไม่ทันเพราะเราต้องมาค้างที่hunderถ้าเดินทางกลางคืนฝ่าหิมะจะอันตราย)...หลุดจากดงหิมะพอถึงhunderคุณจะเจอทั้งอูฐทั้งทะเลทรายในที่ที่อุณหภูมิติดลบ ยิ้ม
(ก่อนนี้เจอนักธุรกิจแขกในเลห์ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงกล่าวว่าAnything is possible in Leh..ตอนนี้เข้าใจชัดแระว่าเค้าหมายความว่าไง ยิ้ม )

พอตื่นเช้ามาทราบข่าวว่าเราไปturtukกับกาดุงลาไม่ได้แล้วเพราะหิมะตกหนักทำให้ถนนปิด...พวกเราทั้ง6ก็โวยวายกันอยู่พักนึง..ว่า..รู้งี้ตามProfessorไปก็ดี..ถ้าไม่ไป2ที่นี่จะมาลาดักทำไม..เรามาลุยหิมะนะ..ไปขี่อูฐที่ราชสถานก็ไปป่ะ..บลาๆๆๆ..ด้วยความที่คุ้นเคยประกอบกับความใจดีของเจ้าของรร.ที่เลห์ซึ่งเป็นเจ้าของรถแทกซี่ด้วย..เลยโทรไปต่อรองให้เค้าบอกคนขับรถว่าเราไม่อยากกลับเลห์..อย่างน้อยวันนี้ขอเที่ยวที่ใหม่ๆสักที่..ก็ได้รับอนุญาตให้ไปpangong lakeที่ที่นักท่องเที่ยวต้องไป!..แต่รอฟังผลลัพท์ความดื้อด้านของพวกเราต่อไปจะเราเจออะไรบ้าง...ฮึฮึฮึ

ไปถึงpangongก็สวยและsurrealมากกกก...จริงงง..ก็สมใจวัยรุ่น...และนี่ก็บ่ายสี่โมงแล้ว....แต่ละสถานที่เที่ยวในลาดักจะไกลกันมาก..นั่งรถจนเหนื่อย..นี่คือเหตุผลว่าทำไมค่าเดินทางในการเดินทางท่องเที่ยวทั่วลาดักถึงแพง...แต่คุ้มมากกก...ระหว่างทางที่นั่งรถผ่านยังสวย..สวยทุกที่..สวยหมด...สวยจนขี้เกียจถ่ายรูป...คือถ่ายไปก็ไม่สวยเหมือนเห็นจริง...และอยากซึมซึบความสวยงามที่เห็นอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาแบบไม่อยากพลาดอะไรๆไป..มันน่าทึ่งทั้งความสวยงามของธรรมชาติโดยตัวมันเอง..ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ลำธาร ทะเลทราย ก้อนหิน หิมะ หรือความน่าทึ่งในศักยภาพของมนุษย์ในการต่อสู้และปรับตัวในธรรมชาติที่ยากลำบากเพื่อความอยู่รอด(หิมะปกคลุมที่นี่ประมาณ8-9เดือน..ทำการเพาะปลูกได้แค่3-4เดือน)..และแน่นอนที่สุดความศรัทธาต่อการหลุดพ้น(วัดทิเบตที่ถูกสร้างบนภูเขาสูงท้ายทายท้องฟ้า)...

พอกลับมาถึงตรงที่ที่ขอpermittionตอนแรกชื่อพื้นที่ว่าว่าtangse..(เราต้องขอpermitเพื่อไปปันกองเพราะเป็นเขตที่ติดจีน..ซึ่งอยู่ในความดูแลของฝ่ายความมั่นคง)..ปรากฎว่าทราบข่าวหิมะหนา..ถนนปิด..กลับเลห์ไม่ได้...และทางที่พอจะกลับได้ก็ต้องขอpermittion..แต่ออฟฟิสเจ้าหน้าที่ปิดไปแล้ว...จำเป็นต้องหารร.แถวนี้นอน..รอหิมะละลาย...(ผลของความดื้อและโลภอยากเที่ยวโดยไม่ฟังเสียงคนท้องถิ่น(local people)กำลังจะให้ผล...)

รร.ที่มานอนก็ดีมาก..ห้องละสองพันรูปี..แต่น้ำไม่ไหล..ไฟฟ้าไม่มี..ไวไฟใช้ไม่ได้..เนื่องจากความขาดแคลนของฤดูกาลและสภาพอากาศตอนนี้...เจ้าหน้าที่ก็ต้องคอยยกถังน้ำอุ่นมาให้เราอาบ..น้ำธรรมดามาให้ชักโครก...แต่อาหารฟรีเช้าเย็น..ก็นอนไป...

โชคดีว่าเราสองคนขี้หนาว..เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เตรียมมาเยี่ยงว่าจะไปเที่ยวรัสเซียยามลบ-20,-30องศา..จึงดูจะต่อสู้กับอากาศยาม-15องศาในรร.กลางหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยเทือกเขาหิมาลัยในพื้นที่ความสูงประมาณ1,600ฟุตจากระดับน้ำทะเลได้สบาย...

ตื่นเช้ามา(ตอนแรก)ก็ฟินกับหิมะที่ตกโปรยปรายริมหน้าต่าง...พร่ำเพ้อถึงความโชคดีที่ได้ตื่นมาเห็นหิมะตกโปรยปรายสวยงาม...ลงไปเล่นหิมะ...บลาๆๆๆ...โดยหารู้ไม่ว่าหายนะรออยู่55555+

หายนะคือหิมะตกหนักขนาดนี้ถนนปิด..กลับเลห์ไม่ได้..ต้องอยู่ต่อ....เอ่อออออ..

จากอารมณ์ดี...ก็กลายเป็นเครียด..
จากหนาว...ก็กลายเป็นร้อน..

ย้อนไปนึกถึงคำทาชิ(คนขับรถ)บอกมะวาน..คือเค้าไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษเท่าไรและเป็นคนพูดน้อย..แต่พยายามห้ามโดยบอกว่า...ขนาดเลห์(ตัวเมืองของลาดัก)หิมะยังตกเลย...พี่ก็ไม่เข้าใจนึกว่าเค้าให้กลับไปเล่นหิมะที่เลห์...ก็ไปบอกเค้าว่า..แต่ชั้นไม่อยากไปเล่นหิมะที่เลห์น่ะ...5555+...ความจริงคือเค้าพยายามจะบอกว่าขนาดที่เลห์หิมะยังตกหนักเพราะฉะนั้นตามภูเขาก็ไม่ต้องห่วงและมีความเสี่ยงว่าทางจะปิด...คือพี่ไม่เข้าใจ...^^

ตอนนี้เข้าใจทุกอย่าง...จะไม่ดื้อ...จะเชื่อคนท้องถิ่น..

หลังจากนั้นเราทุกคนก็เครียด...อยากกลับ...มีคนที่ติดในรร.กะเราด้วย...อินเดียนประมาณ15คน..มีครอบครัวที่มาจากราชสถานและอีกกรุปมีหัวหน้ากรุปเป็นprofesserจากไฮเดอราบัดสอนนศ.ทันตแพทย์...และก็มีเวียดนามกะญี่ปุ่นมาด้วยกัน...

เครียดจนหายเครียด...และเริ่มปล่อยวาง...คุณจิ๊บมีประชุมนัดสำคัญวันที่10ที่ออฟฟิสนาง..ส่วนพี่มีสินค้าที่รอส่งให้ลูกค้าที่ไทยวันที่10เหมือนกันหลังจากเค้ารอกันมาเป็นเดือนๆ...แต่ทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุมของเราแล้ว..ในสถานการณ์แบบนี้..เราต้อง(พยายาม)ยอมรับ..

พอทำอะไรไม่ได้จริงๆก็นอนมองหิมะตก...ก็พิจารณา..ที่นี่เป็นที่ที่เหมาะที่จะหยุดจริงๆ...เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอก..เพราะ..ไวไฟใช้ไม่ได้...โทรศัพท์ก็เป็นคลื่นท้องถิ่น..ก็ศรัทธาคนที่นี่มากที่เค้าอยู่กันได้..

เราใช้ชีวิตแบบวิถีคนเมือง..เคยคิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้..ความสะดวกสบายของระบบสาธารณูปโภคทำให้เราใจร้อน..อยากได้อะไรต้องได้ดั่งใจ..ความผิดพลาดที่เราควบคุมไม่ได้ถูกยกให้เป็นความผิดพลาดของคนอื่นอย่างง่ายดาย...

แต่ความจริงเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย..โดยเฉพาะธรรมชาติ..

บางทีladakhiที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้,เรียนหนังสือไม่เยอะ,ไม่ได้ท่องเที่ยวไปที่ไหนๆมากนัก....ดูจะสุขุมเยือกเย็น,มีน้ำใจ,เป็นมิตร,ที่สำคัญฉลาดในการกลมกลืมตัวเองกับธรรมชาติทั้งวิถีชิวิตและจิตวิญญาณ..และดูปล่อยวางกับสิ่งต่างๆได้ง่ายกว่าพวกเราซะอีก..

สำหรับ2คืนแรกที่ติดอยู่ในหุบเขาท่ามกลางหิมะที่อุณหภูมิ-15องศา..พวกเราก็ได้ฝึกที่จะหยุดจริงๆ...ทั้งmentalและphysical..

ใดใดก็ตาม..คนที่เคยขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวมา12ปีบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มาส่งนักท่องเที่ยวแล้วพากลับออกไปไม่ได้...ทหารต้อง(ทำที)มารับออกนอกพื้นที่..(ส่วนจะได้ป่าวรออ่านตอนท้าย)....เอิ่มมม..รู้สึกพิเศษ..รู้สึกเป็นตำนาน..รู้สึกได้เป็น'ตัวอย่าง'...เหรออออ?^^

ซึ่งจุดนี้ก็มีเรื่องราวอยู่พอสมควร..เรื่องมีอยู่ว่า..พี่กะคุณจิ๊บไปไฟท์ขอออกนอกพื้นที่ตั้งแต่หลังจากคืนแรกที่ติดอยู่รร.แล้วรู้ว่าอาจต้องติดในคืนที่2ต่อ..ที่ออฟฟิสที่เคยไปขอpermittion..คือพี่เปรี้ยว..พี่เป็นนักสู้ลูกย่าโม55+..เจอผู้ชายสูงวัยกลุ่มนึงที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้สักเท่าไรในออฟฟิสที่เป็นป้อมเล็กๆ..และดูจะทำอะไรไม่ได้เท่าไร..นอกจากเห็นใจ..

แต่จู่ๆก็มีชายหนุ่มคนนึงโผล่มา..นายสูงหล่อสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี(แม้จะสำเนียงแขก)..ซึ่งปกติไม่มองแขก^^..ก็คุยขอความช่วยเหลือไรไป..ดราม่านิดหน่อย..(พวกเราเป็นดราม่าสายบู๊..ไม่ใช่แนวนางเอกแ๊วหวานแต่ประการใด55+)

พอตอนจะลากลับ..นายวิ่งเท่ห์ตามมาที่รถแล้วย้ำว่าไม่ต้องแคนเซิลตั๋วกลับไทยนะ...ชั้นจะช่วยเทอให้ดีที่สุด..ในอารมณ์บลู..มีความฟิน..คือพระเอกมากอ่ะ..รู้สึกมุ้งมิ๊ง ยิ้ม

วันรุ่งขึ้นก็เป็นตามที่นายพูด..คือทหารมาช่วยทั้งกองร้อย..55+...(เด๋วตอนโพสอัลบั้มจะลงรูปทหารทั้งกองร้อยหนวดงามระดมมาช่วยพวกเราออกนอกพื่นที่)..และพบว่าคนที่ติดอยู่ในพื้นที่แบบเราในรร.อื่นมีหลายชาติมาก..ทั้งหมด118คน..ต่างชาติทั้งหมด18คนเป็นคนไทย6คน(คือพวกเราเอง)..เจอฝรั่งแคนาเดียนที่ลงเครื่องพร้อมเราตั้งแต่วันแรกด้วย...ซึ่งจริงๆดูจากจำนวนคนที่ติดอยู่..พวกเราไม่น่าจะดื้อแต่น่าจะเป็นปัญหาจาก..1ด้านการข่าวบกพร่อง2.สภาพอากาศเกินความคาดหมายของเจ้าหน้าที่เลยไม่มีประกาศเตือน..local peopleหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสภาพอากาศปีนี้ในช่วงเวลานี้ดูจะเลวร้ายกว่าทุกปี..อืมมม

คือพอทหาร(ดู)จะมาช่วย..พูดได้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่พี่รู้สึกฟินกับทหารและฝ่ายความมั่นคงที่มาช่วยเหลือ..(แต่อย่าเพิ่งดีใจไป..เด๋วมีตอนจบ..แขกก็คือแขก)..พวกเราได้รับเชิญให้เข้าพื้นที่ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของทหาร..น่าจะเป็นค่ายฝึก..ชื่อTeam14..เพื่อพามาเลี้ยงอาหารกลางวัน..(น่าจะปลอบใจ..และถ่ายรูปเพื่อผลงานมากกว่า..คุณจิ๊บเรียกตลกๆว่าMeet&Greets)...นักท่องเที่ยวอินเดียชาตินิยมก็ชมใหญ่ว่าทหารอินเดียดีมาก..ทำสิ่งดีๆเพื่อประชาชนเสมอ..แต่ด้วยนิสัยร้ายๆของนักศึกษารัฐศาสตร์ที่เกลียดฝ่ายความมั่นคงฝังลึกในกมลสันดาน..เลยเหน็บแนมไปโดยอัตโนมัติว่า..แต่ชั้นไม่คิดว่าลาดักคี่หรือแคชเมียรี่จะรักทหารอินเดียนะ..ตามด้วยเสียงหัวเราะแค่นๆ..อืมมม..

(ต่อ)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่