((มาลาริน)) ^_^ ชวนทนายอ่าน...คำวินิจฉัยศาล-ข้อมูลดีเอสไอคดีกรุงไทย ก่อน ปปง.ยึดเงินฝาก16 ล้าน 'แม่’ เลขาฯ‘พจมาน’

สำนักข่าวอิศรารายงานข่าวนี้...ดังนี้
เม่าแพนด้าเม่าอ่านปูเสื่อปักหมุดหนาว

👇👇👇👇👇
"...อธิบายข้อเท็จจริงให้ง่ายขึ้นคือ นายพานทองแท้อ้างว่า ฝากนายวันชัยซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่างฯ ผ่านบัญชีของนางเกศินี วงเงิน 26 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 31 ธ.ค. 2546 แต่นายพานทองแท้เกรงว่าการโอนเงินค่าหุ้นดังกล่าวจะไม่ทัน จึงให้โอนเงินให้นายวันชัย ผ่านบัญชีของนางเกศินี ก่อนที่นางเกศินี จะโอนเงิน 1.8 ล้านบาท ให้นายพานทองแท้…”

❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌❌

นางเกศินี จิปิภพ ตกเป็นหนึ่งในผู้ถือกรรมสิทธิ์บัญชีเงินฝาก วงเงินประมาณ 16 ล้านบาท ที่ถูกคณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดไว้ ในคดีฟอกเงิน ที่สืบเนื่องจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก ในคดีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครโดยมิชอบ เสียหายกว่าหมื่นล้านบาท

(อ่านประกอบ : เปิดที่ดิน-เงินฝาก 40 ล.ถูก ปปง.ยึดพันคดีกรุงไทย- ‘แม่’เลขาฯ‘พจมาน’มีชื่อ)

สำหรับนางเกศินี จิปิภพ เป็นมารดาของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

สำหรับคดีฟอกเงินดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รื้อขึ้นมาสอบสวนอีกครั้งภายหลังศาลฎีกาฯมีคำพิพากษา โดยมีการเชิญกลุ่มการเมืองเข้าให้ถ้อยคำในฐานะพยาน อย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน นายวันชัย หงษ์เหิน (สามีนางกาญจนาภา) และนายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เนื่องจากอาจมีทรัพย์สินบางส่วนที่เกิดจากที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานคร ไหลเข้าบัญชีของบุคคลทั้ง 4 รายดังกล่าว

❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔❔

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วนางเกศินี เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวอย่างไร ?

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว รวมถึงการสอบสวนของดีเอสไอ พบรายละเอียด ดังนี้

ในคำวินิจฉัยส่วนตัวของนายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา และเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว ระบุตอนหนึ่งว่า พนักงานบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารไทยธนาคาร 26 ล้นาบาท โดยหักจากบัญชีของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร) สั่งจ่ายนายพานทองแท้ ชินวัตร แต่มีการยกเลิกรายการก่อน

ต่อมาวันรุ่งขึ้นพนักงานบริษัท กฤษดามหานคร ซื้อแคชเชียร์เช็ค 26 ล้านบาท สั่งจ่ายบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางเกศินี จิปิภพ 

ต่อมานางเกศินี ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1.8 ล้านบาท เข้าบัญชีของนายพานทองแท้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน 

ในส่วนนี้นายพานทองแท้ ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรนายวิชัย) ฝากนายวันชัย หงษ์เหิน ซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผ่านบัญชีของนางเกศินี ซึ่งครบกำหนดชำระหุ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2546 แต่ก่อนครบกำหนดคือเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2546 นายรัชฎา แจ้งว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่นำแคชเชียร์เช็คค่าหุ้น 26 ล้านบาท เข้าบัญชีของนายพานทองแท้ เพื่อฝากโอนบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต แต่เกรงว่าอาจล่าช้าไม่ทันกำหนด จึงแนะนำให้นายรัชฎา ชำระเงินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ธนชาตโดยตรง 

อย่างไรก็ดีนายศิริชัย วินิจฉัยว่า เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ทางปฏิบัติในการซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์นั้น ผู้จะซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์และจะต้องแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารให้บริษัทหลักทรัพย์ทราบเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์โอนเงินเข้าบัญชีเมื่อมีการสั่งขายหลักทรัพย์ หรือให้บริษัทหลักทรัพย์หักเงินจากบัญชีเมื่อมีการสั่งซื้อหลักทรัพย์

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทั้งนายพานทองแท้และนายรัชฎา มีความสนิทสนมกัน ต่างก็มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง หากจำเลยที่ 26 ได้ฝากนายวันชัยซื้อหุ้นตามที่อ้าง นายรัชฎาย่อมสามารถโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีธนาคารของนายวันชัยหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทหลักทรัพย์ได้โดยตรงอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่นายรัชฎาต้องนำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีธนาคารของนายพานทองแท้เพื่อฝากชำระค่าหุ้นให้นายวันชัยอีกทอดหนึ่ง 

ข้ออ้างของนายพานทองแท้ฟังไม่ขึ้น  ❕❕❕❕❕❕❕❕

อธิบายข้อเท็จจริงให้ง่ายขึ้นคือ นายพานทองแท้อ้างว่า ฝากนายวันชัยซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่างฯ ผ่านบัญชีของนางเกศินี วงเงิน 26 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 31 ธ.ค. 2546 แต่นายพานทองแท้เกรงว่าการโอนเงินค่าหุ้นดังกล่าวจะไม่ทัน จึงให้โอนเงินให้นายวันชัย ผ่านบัญชีของนางเกศินี ก่อนที่นางเกศินี จะโอนเงิน 1.8 ล้านบาท ให้นายพานทองแท้ 

อย่างไรก็ดีนายศิริชัย เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการฝากนายวันชัยซื้อหุ้นตามที่อ้าง นายรัชฎาอ้างนั้น ย่อมสามารถโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีของนายวันชัยได้โดยตรงอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องนำแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีนายพานทองแท้ เพื่อฝากชำระนายวันชัยอีกทอดหนึ่ง

(อ่านประกอบ : คำวินิจฉัยผู้พิพากษาฯชำแหละเส้นทางเงินคดีกรุงไทยโยง'พานทองแท้-มานพ', เฉลยชื่อผู้รับเช็คจาก'เสี่ยวิชัย’คดีกรุงไทย-‘พานทองแท้-มานพ’อยู่ในข่าย?)

นอกจากนี้ข้อมูลจากดีเอสไอ ระบุว่า ได้เชิญนางเกศินี และนายวันชัย มาให้ถ้อยคำในฐานะพยาน ในคดีฟอกเงินดังกล่าวแล้ว เนื่องจากพนักงานสอบสวนพบว่า มีเงินจากนายวิชัย โอนเข้าไปที่นางเกศินี ซึ่งจากการสอบปากคำของทั้งคู่ ยอมรับว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวจริง 

(อ่านประกอบ : ‘แม่-สามีกาญจนาภา’รับได้เงิน‘เสี่ยวิชัย’จริง! ดีเอสไอเรียก‘โอ๊ค’แจง 4 มี.ค.)

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดในคดีนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ คนปัจจุบัน ยืนยันว่า ได้รับข้อมูลเส้นทางการเงินจาก ปปง. แล้ว และจะเข้ามาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง โดยประสานขอเอกสารย้อนหลังไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อให้ยืนยันว่า มีการโอนเงินซื้อขายหุ้นบริษัท ช.การช่างฯ กันจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาในชั้นสอบสวนมีหลักฐานชี้แจงของนายพานทองแท้ นางเกศินี และนายมานพ ทิวารี เทท่านั้น หากได้เอกสารจาก ตลท. จะส่งให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์อาชญากรรมตรวจสอบแผนผังธุรกรรมการเงิน และความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของตัวละครในคดีทั้งหมด 

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้จากการสอบสวน ไม่พบหลักฐานความผิดในคดีฟอกเงินของกลุ่มการเมือง โดยนายพานทองแท้ระบุว่านายรัชฎาสั่งจ่ายเช็ค 26 ล้านบาทมาให้เพื่อฝากซื้อหุ้น แต่นายพานทองแท้ปฏิเสธว่าหากต้องการฝากซื้อหุ้นให้ไปฝากกับนางเกศินี ทำให้นายรัชฎาสั่งยกเลิกเช็ค 26 ล้านบาทในชื่อนายพานทองแท้ และในวันรุ่งขึ้นได้โอนเงิน 26 ล้านบาท เพื่อไปซื้อหุ้น ช.การช่างฯ ในพอร์ตของนางเกศินี จากนั้น 2-3 เดือนเมื่อหุ้นขึ้นราคา นางเกศินีจึงขายหุ้นแล้วนำกำไรพร้อมเงินค่าหุ้นคืนให้กับนายรัชฎา

(อ่านประกอบ : ประสาน ตลท.สาวลึก‘พานทองแท้’! อธิบดีดีเอสไอลุยสอบเองคดีฟอกเงินกรุงไทย)

ทั้งหมดคือข้อเท็จจริงคำวินิจฉัยของรองประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น) ที่เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลจากดีเอสไอ 

ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามนี้หรือไม่ และ ปปง. จะดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมกับใครบ้าง และดีเอสไอจะสรุปสำนวนเมื่อไหร่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด !

https://www.isranews.org/isranews-scoop/56038-isranews-56038.html
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่