สวัสดีครับ นี้เป็นกระทู้แรก น่าจะเป็นกระทู้ระบายมากกว่า
เข้าเรื่องเลยละกัน เรื่องของเรื่องคือตอนนี้เป็นช่วงที่บ้านผมจะไปทำสวนที่ต่างจังหวัด ดังนั้นผมต้องการไปดูแลสวน
และจังหวะนั้นมีงานที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์โดยตรงที่จังหวัดนั้นพอดี เป็นบริษัทใหญ่(ใบ้ให้....เครื่อข่ายโทรศัพท์สีแดง ใบ้แค่นี้ที่เหลือเดาเอาเอง)
ผมก้ลางานไปเพื่อสัมภาษณ์ พอเสร็จก้อตีรถกลับเข้ากรุงเทพเพื่อทำงานในวันรุ่งขึ้น ใช้เวลาเดินทางขาละประมาณ 6 ชั่วโมง
ปรากฎว่าวันต่อมาทางบริษัทแจ้วว่าผมผ่าสัมภาษณ์ ผมก้อดีใจสิ สุดๆเลย

เตรียมวางแผนซ่อมรถเก็บของย้ายตัวเองเพื่อให้ทันลาออกและเริ่มงานใหม่ตอนสิ้นเดือน(ขอเค้าเคลียตัวเอง 1 เดือนนึง)
แต่แล้วววววว.........มีเวลาให้ดีใจสัปดาห์เดียว วันจันทร์ถัดมา HR โทรมาแจ้งว่า คุณไปรักษาไวรัสตับอักเสบบีก่อนมัยคะเดียวจะหยุดประวัติคอยให้ค่ะ
(คือแจ้งเค้าตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้วว่าเป็น) อาวววววว!!!!แล้วจะรักษายังไงละ ก้อมันรักษาไม่หายไม่งั้นไม่แจ้งว่าเป็นโรคประจำตัวหรอก
ผมนี้เครียดเลย เครียดมากกกก สุดๆๆ



วันนั้นเลิกงานไปหาหมอเลย หมอก้อแจ้งแถลงไขเรียบร้อย ต้องเจาะเลือด ต้องอัลตร้าซาว
โดนไป 4,000กว่า บาท
ได้ใบรับรองแพทธ์มาใบนึงกะผลตรวจ ได้ความว่า "เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไม่พบอาการตับแข็งตับอักเสบมะเร็ง
ผมก้ส่งไป วันต่อมาลุ้นแบบสุดๆ และแล้วโทรศัพท์ก้ดังขึ้น พร้อมกับคำว่า เสียใจด้วยนะคะ ส่วนกลางไม่ให้ผ่านค่ะ หัวหน้าก้อช่วยดีเฟนแล้ว
ผมนี้รู้สึกเหมือนคนอกหักเลย

เราเรียนหนังสือ เรียนปริญญามาเป็น 10 ปีเพื่อต้องการงานดีๆ บริษัทใหญ่ๆ
แต่ปริญญา ความสามารถ ประสบการณ์ ไม่ช่วยอะไรเลย เมื่อมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ต่อให้เป็นพาหะก้อตาม
แต่ทำไงได้....ชีวิตก้อต้องเดินต่อไป หาหนทางใหม่สิคับ
ตรงนี้คงไม่ใช่ที่ของเรา แต่ก้ออยากทราบเหตุผลนะว่าเค้าไม่รับเพราะอะไร
ทำไมถึงรังเกียดนัก บริษัทรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเชื้อนี้ ครับ
ถ้าบริษัทได้อ่านก้อขอร้องให้มาแจ้งแถลงด้วยครับ เพื่อจะได้เข้าใจกันทั่วหน้า
ขอบคุณที่อ่านการระบายของผมครับ
เล่าประสบการณ์ผ่านสัมภาษณ์ แต่ไม่ผ่านไวรัสตับอักเสบบี
เข้าเรื่องเลยละกัน เรื่องของเรื่องคือตอนนี้เป็นช่วงที่บ้านผมจะไปทำสวนที่ต่างจังหวัด ดังนั้นผมต้องการไปดูแลสวน
และจังหวะนั้นมีงานที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์โดยตรงที่จังหวัดนั้นพอดี เป็นบริษัทใหญ่(ใบ้ให้....เครื่อข่ายโทรศัพท์สีแดง ใบ้แค่นี้ที่เหลือเดาเอาเอง)
ผมก้ลางานไปเพื่อสัมภาษณ์ พอเสร็จก้อตีรถกลับเข้ากรุงเทพเพื่อทำงานในวันรุ่งขึ้น ใช้เวลาเดินทางขาละประมาณ 6 ชั่วโมง
ปรากฎว่าวันต่อมาทางบริษัทแจ้วว่าผมผ่าสัมภาษณ์ ผมก้อดีใจสิ สุดๆเลย
เตรียมวางแผนซ่อมรถเก็บของย้ายตัวเองเพื่อให้ทันลาออกและเริ่มงานใหม่ตอนสิ้นเดือน(ขอเค้าเคลียตัวเอง 1 เดือนนึง)
แต่แล้วววววว.........มีเวลาให้ดีใจสัปดาห์เดียว วันจันทร์ถัดมา HR โทรมาแจ้งว่า คุณไปรักษาไวรัสตับอักเสบบีก่อนมัยคะเดียวจะหยุดประวัติคอยให้ค่ะ
(คือแจ้งเค้าตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้วว่าเป็น) อาวววววว!!!!แล้วจะรักษายังไงละ ก้อมันรักษาไม่หายไม่งั้นไม่แจ้งว่าเป็นโรคประจำตัวหรอก
ผมนี้เครียดเลย เครียดมากกกก สุดๆๆ
วันนั้นเลิกงานไปหาหมอเลย หมอก้อแจ้งแถลงไขเรียบร้อย ต้องเจาะเลือด ต้องอัลตร้าซาว
โดนไป 4,000กว่า บาท
ได้ใบรับรองแพทธ์มาใบนึงกะผลตรวจ ได้ความว่า "เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไม่พบอาการตับแข็งตับอักเสบมะเร็ง
ผมก้ส่งไป วันต่อมาลุ้นแบบสุดๆ และแล้วโทรศัพท์ก้ดังขึ้น พร้อมกับคำว่า เสียใจด้วยนะคะ ส่วนกลางไม่ให้ผ่านค่ะ หัวหน้าก้อช่วยดีเฟนแล้ว
ผมนี้รู้สึกเหมือนคนอกหักเลย
เราเรียนหนังสือ เรียนปริญญามาเป็น 10 ปีเพื่อต้องการงานดีๆ บริษัทใหญ่ๆ
แต่ปริญญา ความสามารถ ประสบการณ์ ไม่ช่วยอะไรเลย เมื่อมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ต่อให้เป็นพาหะก้อตาม
แต่ทำไงได้....ชีวิตก้อต้องเดินต่อไป หาหนทางใหม่สิคับ
ตรงนี้คงไม่ใช่ที่ของเรา แต่ก้ออยากทราบเหตุผลนะว่าเค้าไม่รับเพราะอะไร
ทำไมถึงรังเกียดนัก บริษัทรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเชื้อนี้ ครับ
ถ้าบริษัทได้อ่านก้อขอร้องให้มาแจ้งแถลงด้วยครับ เพื่อจะได้เข้าใจกันทั่วหน้า
ขอบคุณที่อ่านการระบายของผมครับ