คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 28
เรื่องคนไข้ขอยาจากหมอไปฝากเพื่อนบ้าน ได้ยินมานานสิบกว่าปีแล้วครับ
เพื่อนที่เป็นหมอเคยเล่าให้ฟังว่า คนไข้มักมีอาการปวดท้องแสบท้องเพราะทานอาหารรสจัด ทานไม่เป็นเวลา
ชอบขอยาเคลือบกระเพาะที่เป็นขวดๆ ขอหลายๆขวดนะหมอ เอาไปฝากเพื่อนบ้านด้วย
พอหมอไม่ให้หรือให้ไม่พอที่แกต้องการ แกเขียนคอมเพลนหมอซะงั้น ผอ โรงพยาบาลก็เพื่อนกัน ได้แต่สบตากันยิ้มเจื่อนๆ
ขวดนึงต้นทุนก็9-10 บาทแล้วนะ กรณีนี้ สงสารหมอเลย ฝ่ายห้องยาก็ต้องสต๊อกยาเอาไว้มากๆ ทุกอย่างเป็นเงินหมด
แต่คนไข้ก็คิดว่า โรงพยาบาลก็ได้เงินจากรัฐ หมอก็กินเงินเดือนจากรัฐ จะขี้เหนียวไปทำไม
หมอก็คิดว่าประหยัดๆๆ ผอโรงพยาบาลก็ขอให้บุคลากรประหยัดๆๆ
แล้วจุดพอดีมันอยู่ตรงไหนครับ
เพื่อนที่เป็นหมอเคยเล่าให้ฟังว่า คนไข้มักมีอาการปวดท้องแสบท้องเพราะทานอาหารรสจัด ทานไม่เป็นเวลา
ชอบขอยาเคลือบกระเพาะที่เป็นขวดๆ ขอหลายๆขวดนะหมอ เอาไปฝากเพื่อนบ้านด้วย
พอหมอไม่ให้หรือให้ไม่พอที่แกต้องการ แกเขียนคอมเพลนหมอซะงั้น ผอ โรงพยาบาลก็เพื่อนกัน ได้แต่สบตากันยิ้มเจื่อนๆ
ขวดนึงต้นทุนก็9-10 บาทแล้วนะ กรณีนี้ สงสารหมอเลย ฝ่ายห้องยาก็ต้องสต๊อกยาเอาไว้มากๆ ทุกอย่างเป็นเงินหมด
แต่คนไข้ก็คิดว่า โรงพยาบาลก็ได้เงินจากรัฐ หมอก็กินเงินเดือนจากรัฐ จะขี้เหนียวไปทำไม
หมอก็คิดว่าประหยัดๆๆ ผอโรงพยาบาลก็ขอให้บุคลากรประหยัดๆๆ
แล้วจุดพอดีมันอยู่ตรงไหนครับ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 23
30 บาท ตอนแรกที่วางโครงการ มีการพูดทั้งสองด้าน คือทั้งรักษาและป้องกัน
แต่พอลงรายละเอียด กับสามารถจัดสรรงบประมาณรายหัวให้ได้เพียง 1,100 บาทเท่านั้น (ตอนนี้น่าจะเกิน 3,000 บาทแล้ว)
แต่เพราะช่วงแรก เน้นการสร้างภาพโครงการว่าเป็นโครงการที่ดี และการจัดสรรงบประมาณรายหัว ทำให้ประหยัดงบประมาณด้วย
สุดท้ายปีแรกที่ทำ เงินก็ไม่พอ มาตราฐานการรักษาก็มีปัญหา โรงพยาบาลต่างๆ มีปัญหาการส่งต่อคนไข้ มีการเรียกร้องมากมาย
สุดท้ายก็ต้องเพิ่มเงินรายหัวมากขึ้นทุกปี ก็ไม่รู้สุดท้ายจุดสมดุลที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ แต่คิดว่ายังไงก็ไม่มีวันพอ
และมันคงจะไปแนวนี้เรื่อยไป คือเน้นได้ขาเดียว คือการรักษา ส่วนด้านป้องกันนั้น คงทำได้แค่แบบขอไปที
ทั้งที่ค่ารักษาจะลดได้ ก็ต้องมีการป้องกันที่ดีพอ ยิ่งโรคร้ายแรง ที่อันตรายรักษายาก มันก็มีแนวทางที่ป้องกันได้ ถ้ารณรงค์จริงจัง
แต่พอเงินไม่มี ทำไม่ได้ ก็ต้องหาเงินมากขึ้นไปเรื่อยๆ
ถ้าวันนั้นเริ่มต้น พยายามทำให้ดี เริ่มสองขามาพร้อมกัน วันนี้อาจจะคุมรายจ่ายในการรักษาต่อหัวได้แล้วก็ได้
เพราะคนป่วยน้อยลง สุขภาพดีขึ้น ทุกอย่างก็ดีไปด้วยกันทั้งระบบ
แต่พอลงรายละเอียด กับสามารถจัดสรรงบประมาณรายหัวให้ได้เพียง 1,100 บาทเท่านั้น (ตอนนี้น่าจะเกิน 3,000 บาทแล้ว)
แต่เพราะช่วงแรก เน้นการสร้างภาพโครงการว่าเป็นโครงการที่ดี และการจัดสรรงบประมาณรายหัว ทำให้ประหยัดงบประมาณด้วย
สุดท้ายปีแรกที่ทำ เงินก็ไม่พอ มาตราฐานการรักษาก็มีปัญหา โรงพยาบาลต่างๆ มีปัญหาการส่งต่อคนไข้ มีการเรียกร้องมากมาย
สุดท้ายก็ต้องเพิ่มเงินรายหัวมากขึ้นทุกปี ก็ไม่รู้สุดท้ายจุดสมดุลที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ แต่คิดว่ายังไงก็ไม่มีวันพอ
และมันคงจะไปแนวนี้เรื่อยไป คือเน้นได้ขาเดียว คือการรักษา ส่วนด้านป้องกันนั้น คงทำได้แค่แบบขอไปที
ทั้งที่ค่ารักษาจะลดได้ ก็ต้องมีการป้องกันที่ดีพอ ยิ่งโรคร้ายแรง ที่อันตรายรักษายาก มันก็มีแนวทางที่ป้องกันได้ ถ้ารณรงค์จริงจัง
แต่พอเงินไม่มี ทำไม่ได้ ก็ต้องหาเงินมากขึ้นไปเรื่อยๆ
ถ้าวันนั้นเริ่มต้น พยายามทำให้ดี เริ่มสองขามาพร้อมกัน วันนี้อาจจะคุมรายจ่ายในการรักษาต่อหัวได้แล้วก็ได้
เพราะคนป่วยน้อยลง สุขภาพดีขึ้น ทุกอย่างก็ดีไปด้วยกันทั้งระบบ
ความคิดเห็นที่ 4
โครงการนี้ดีครับ แต่จะใช้เงินเยอะขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย อีก20ปี คงจะแย่
ต้องลดค่าใช้จ่ายโดยลดคนป่วยลงครับ ไปลดค่าใช้จ่ายจุดไหนก็ตาม ถ้าคนป่วยไม่ลดลง มันก็ขาดทุนสะสมไปเรื่อยๆ
ที่ผมอยากให้เป็นคือ ตัดสิทธิการรักษา หรือลดสิทธิการครอบคลุมบางโรค สำหรับคนที่มีพฤติกรรมบางอย่างครับ
เช่น ต้องจ่ายเงินค่ารักษาเอง ถ้าคุณทำลายสุขภาพตัวเอง
เช่นคนสูบบุหรี่ ถ้าป่วยเป็นโรคปอด ต้องจ่ายร่วมบางอย่าง เพราะคุณทำตัวเอง จะให้เงินส่วนรวมมาดูแลคุณ ไม่เป็นธรรม อะไรเงี้ย
ผมว่ามันน่าจะช่วยลดผู้ป่วย ลดผู้สูบลงได้บ้าง เงินที่ต้องใช้ก็จะได้ลดลงบ้างครับ
ต้องลดค่าใช้จ่ายโดยลดคนป่วยลงครับ ไปลดค่าใช้จ่ายจุดไหนก็ตาม ถ้าคนป่วยไม่ลดลง มันก็ขาดทุนสะสมไปเรื่อยๆ
ที่ผมอยากให้เป็นคือ ตัดสิทธิการรักษา หรือลดสิทธิการครอบคลุมบางโรค สำหรับคนที่มีพฤติกรรมบางอย่างครับ
เช่น ต้องจ่ายเงินค่ารักษาเอง ถ้าคุณทำลายสุขภาพตัวเอง
เช่นคนสูบบุหรี่ ถ้าป่วยเป็นโรคปอด ต้องจ่ายร่วมบางอย่าง เพราะคุณทำตัวเอง จะให้เงินส่วนรวมมาดูแลคุณ ไม่เป็นธรรม อะไรเงี้ย
ผมว่ามันน่าจะช่วยลดผู้ป่วย ลดผู้สูบลงได้บ้าง เงินที่ต้องใช้ก็จะได้ลดลงบ้างครับ
ความคิดเห็นที่ 24
ปัญหาอยู่ที่ คนป่วยใน โรงพยาบาลใหญ่ๆเยอะ เป็นการรักษาแบบเหมาจ่าย คนไปโรงพยาบาลมาก ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน
สิ่งนี้เป็นปัญหาใช่หรือไม่?????? ผมมองไม่แตก แต่ลองเทียบกับงานที่ทำ
สิ่งที่ควรทำ
1 ทำให้ประชาชน เชื่อมั่นใน รพสต.มากขึ้น ป่วยก็เข้ารพสต. แทน
2. สร้างสวนสุขภาพ หรือสถานที่ ที่ประชาชนสามารถ ดูแลสุขภาพตนเองได้ง่าย มีความสนุก สวยงาม ปลอดภัย
เพราะคนขี้เกียจออกกำลังกาย มักไม่อยากออกไปข้างนอก เพราะไม่มีแรงจูงใจอะไร
3. สร้างเสริมนิสัย การรักสุขภาพ ให้แก่เด็กนักเรียน ส่งเสริมการแข่งขันกีฬา ให้มีทั้ง
ฬากลุ่มโรงเรียน กีฬานักเรียนอำเภอ กีฬานักเรียนระดับจังหวัด อย่างต่อเนื่องจริงจัง
ผมคิดได้เท่านี้ คำว่า 30 บาท แบบเหมาจ่าย เป็นสิ่งที่ดี เพราะได้เป็นการหาเสียงในตัวด้วย เพราะจำง่าย ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนั่นมันการเมือง
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้เท่านี้ เพราะอ่านมาน้อยครับ
สิ่งนี้เป็นปัญหาใช่หรือไม่?????? ผมมองไม่แตก แต่ลองเทียบกับงานที่ทำ
สิ่งที่ควรทำ
1 ทำให้ประชาชน เชื่อมั่นใน รพสต.มากขึ้น ป่วยก็เข้ารพสต. แทน
2. สร้างสวนสุขภาพ หรือสถานที่ ที่ประชาชนสามารถ ดูแลสุขภาพตนเองได้ง่าย มีความสนุก สวยงาม ปลอดภัย
เพราะคนขี้เกียจออกกำลังกาย มักไม่อยากออกไปข้างนอก เพราะไม่มีแรงจูงใจอะไร
3. สร้างเสริมนิสัย การรักสุขภาพ ให้แก่เด็กนักเรียน ส่งเสริมการแข่งขันกีฬา ให้มีทั้ง
ผมคิดได้เท่านี้ คำว่า 30 บาท แบบเหมาจ่าย เป็นสิ่งที่ดี เพราะได้เป็นการหาเสียงในตัวด้วย เพราะจำง่าย ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนั่นมันการเมือง
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้เท่านี้ เพราะอ่านมาน้อยครับ
ความคิดเห็นที่ 9
โครงการนี้ ผมพูดมาหลายครั้งแล้วว่าเป็นโครงการที่ดีมากๆ คนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
แต่มันมีจุดอ่อนเยอะมากๆ เพราะตัวแปรมันเยอะ เงิน หมอ คนไข้ การเข้าถึงบริการ ความพอใจคนไข้ กำลังใจคนทำงาน
ทุกอย่างส่งผลถึงคุณภาพของการรักษา
ถ้าใครมีความคิดดีๆ ช่วยกันเสนอครับ อย่าให้เป็นพื้นที่ของเหลือง สลิ่ม แดง มาทะเลาะกัน
มาคุยกันเรื่องสุขภาพ เรื่องพัฒนาให้ดีขึ้น ดีกว่าไหมครับ
แต่มันมีจุดอ่อนเยอะมากๆ เพราะตัวแปรมันเยอะ เงิน หมอ คนไข้ การเข้าถึงบริการ ความพอใจคนไข้ กำลังใจคนทำงาน
ทุกอย่างส่งผลถึงคุณภาพของการรักษา
ถ้าใครมีความคิดดีๆ ช่วยกันเสนอครับ อย่าให้เป็นพื้นที่ของเหลือง สลิ่ม แดง มาทะเลาะกัน
มาคุยกันเรื่องสุขภาพ เรื่องพัฒนาให้ดีขึ้น ดีกว่าไหมครับ
แสดงความคิดเห็น
@@@ มุมกาแฟ NON แดง:วันพฤหัสบดีที่ 4/5/60 รัฐทุ่ม5พันล้าน ช่วยด่วนรพ.ขาดสภาพคล่อง-30บาทรักษาทุกโรค@@@
นายณัฐพรกล่าวว่า ครม. มีมติอนุมัติกรอบวงเงิน 172,861.29 ล้านบาท สำหรับงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประจำปีงบประมาณ 2561 โดยเพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้า 7,088.28 ล้านบาท มีค่าบริการการแพทย์เหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,197.32 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 87.43 บาทต่อคน ขณะที่ค่าบริการอื่น เช่น ค่าบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้น 95.83 ล้านบาท ค่าบริการโรคไต เพิ่มขึ้น 636.7 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปี 2561 ยังเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับบริการใหม่อีก 3 รายการได้ ได้แก่ ค่าบริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน, ค่าบริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และค่าบริการวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งหมดคนละ 10.5 บาท ขณะที่การบริหารจัดการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) วงเงิน 1,853 ล้านบาท สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ตามความจำเป็นและจ่ายจริงต่อไป
http://thaipublica.org/2017/02/ncpo-cabinet-2560-9/