.
บางคนรอแล้วรอเล่า เฝ้ามองหาทั้งกายและใจแต่ไม่เคยเยี่ยมหน้ามาปรากฏโฉม บางคนไม่เคยอยู่ในความคิดสักนิดน้อย แต่กลับปรากฏให้เห็นอย่างน่ารำคาญเป็นส่วนเกินของชีวิต แต่ก็มีบางคนที่เราทั้งรักทั้งเกลียด อยากให้มาอยู่สนิทชิดแนบโดยฝั่งหนึ่งของหัวใจกลับอยากผลักไสให้ไกลพ้น นั่นล่ะคือความมหัศจรรย์ของความคิดจิตใจกับการไม่เชื่อฟังหลักเหตุผล
ขวัญชนก คนรักของผมผู้กลายเป็นอดีตเมื่อสองปีที่แล้วก็เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะอยากเจออยากพบหรือไม่ ตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ข้างหน้าผมแล้ว ขณะผมกำลังเตรียมอาหารเย็น.. เธอผู้เก็บข้าวของเดินออกไปจากชีวิตของผมพร้อมหล่นเหตุผลลงบนพื้นหัวใจไว้ให้ดูต่างหน้า เพื่อไปบนเส้นทางใหม่สดใสกว่า....ชีวิตที่ดีกว่า
วันเธอจากไปผมไม่ได้เหนี่ยวรั้งมากมาย ไม่คร่ำครวญหวนไห้ฟูมฟาย แม้ว่าจะรู้สึกว่าส่วนละเอียดอ่อนที่สุดของหัวใจกำลังแยกแตกสลายลงไปกับทุกย่างก้าวการเดินจากไปของเธอ อย่างน้อยผมก็ยอมรับว่าชายหนุ่มคนนั้น เพียบพร้อมกว่าผมแทบทุกประการ ผมไม่สนใจว่าพวกเขาทั้งสองไปรู้จักมักจี่สนิทสนมกันที่ไหนอย่างไรทำไม แต่การที่ชายหนุ่มหน้ามลเดินมาขอด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อยพลางบอกว่า ผมรักแฟนคุณ เราทั้งสองรักกัน ขอให้เราทั้งสองไปอยู่ด้วยกันเถอะนะครับ....ไม่ว่าใครมีความเป็นลูกผู้ชายพอก็คงยากปฏิเสธ ยิ่งฝ่ายหญิงเออออห่อหมกด้วยแล้วการตัดสินใจยิ่งง่ายขึ้น
“ขอให้ฝันกลับมาอยู่กับคุณได้ไหมคะ” ประโยคขอร้องกึ่งวิงวอนทำให้หัวใจแทบละลายเหมือนเทียนไขที่กำลังจุดวางสว่างไสวบนโต๊ะอาหารในบ้านหลังเก่าแก่ของผมเอง ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเมื่อเธอจากไป ยังสามารถจัดการให้วิญญาณและร่างกายประนีประนอมอยู่ด้วยกันได้โดยดุษฎีไม่มีแตกแยกกัน ยังชอบทานอาหารเย็นท่ามกลางแสงเทียนเหมือนสมัยรักแรกของเรา
“ทำไมคุณไม่อยู่กับเขา” ผมย้อนถามแทนการตอบ จ้องมองอดีตคนรักอย่างพิจารณาผ่านแสงเทียน เธอยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเท่าไร ใบหน้ารูปไข่โอบล้อมด้วยเรือนผมยาวสยาย ผิวขาวเปล่งเปล่งดูดีไม่มีเปลี่ยนอย่างที่เคยล้อเธอว่าชาติก่อนเธอต้องเกิดเป็นไข่เป็ด ผิวถึงได้ขาวสะอาดขนาดนี้
“เขาไม่ยอมให้ฝันอยู่ด้วย” คำตอบพร้อมกับอาการก้มหน้าหลั่งหยดน้ำตา นึกแล้วเชียว...ฟังไปไม่ต่างจากเรื่องที่เคยได้ยินได้พบประสบมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ต่างรูปแบบกันเท่านั้น
“ฝันไม่ได้ทำผิดอะไรต่อเขาเลย แต่เขาทิ้งฝันไปโดยไม่บอกเหตุผลสักคำ...”
นั่นก็อีกล่ะ....ข้อหา ข้ออ้าง เหตุผลเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่เธออาจลืมไปว่าการก้าวเดินจากไปเมื่อสองปีก่อนทุกฝีก้าว ได้สร้างรอยเท้าแห่งความเจ็บชนิดหนึ่งลงบนความรู้สึกของผมเสียแล้ว วันเวลาผ่านสายลมแห่งกาลเวลาได้พัดพาพื้นผิวหัวใจให้ราบเรียบลดร่องรอยขรุขระลงพอสมควร ทำไมจู่ๆ เงาร้ายในอดีตจึงได้กลับมาหลอกหลอนแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้น้ำเสียงยังมีความรู้สึกสะท้านไหว
“ฝัน มันสายเกินไปแล้ว คุณไม่ควรกลับมาอีก เส้นทางที่เลือกเป็นเส้นทางของคุณ ทำไมต้องหันหลังกลับมาเมื่อมีปัญหา ทำไมคุณไม่เดินผ่านให้ทะลุปัญหาไป”
“คุณมีคนใหม่แล้วหรือคะ” เธอใช้วิธีย้อนถามแทนการตอบคำถาม และประกายตาก็หวังคำตอบอย่างที่เธอต้องการ
“ไม่... ผมไม่ได้มีใคร การเสียใครบางคน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีคนใหม่มาทดแทน บางอย่างขาดหายไปไม่มีอะไรมาทดแทนได้คุณก็รู้ “
นั่นล่ะเป็นคำตอบที่เธอคาดหวัง และเธอก็ได้มันจริงๆ ผมไม่สงสัยเลยว่าเธอจะรู้สึกโล่งใจกับคำตอบมีนัยยะหมายถึงการมีช่องว่างเล็กๆ อาจมีทางแทรกผ่านเข้ามาได้ แต่ผมก็จัดการปิดช่องว่างเล็กๆนั้นสนิทด้วยคำพูดต่อมาว่า
“และก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะให้คนที่ก้าวเดินไปหวนกลับมา เราเคยพูดกันแล้วไม่ใช่เหรอกับเรื่องนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายจากไปก่อน จะไม่มีการกลับมาเด็ดขาด”
“ไม่รักฝันแล้วหรือคะ” เธอทิ้งไพ่ใบสุดท้ายพร้อมหยดน้ำตาเป็นสายธาร
“รักก็ส่วนรัก แต่ผมเลือกเก็บมันเอาไว้ในส่วนที่ควรจะเป็น” ฟังดูโหดร้ายและเลือดเย็น แต่ผมไม่มีทางเลือก ไม่อยากเป็นพระเอกในละครทีวีกับการมองคนรักจากไปแล้วซมซานกลับมาเพื่อได้รับการอภัยไม่ถือสา ผมไม่ได้พระเอกขนาดนั้นเพราะนี่คือชีวิตจริง
เสียงกุกกักดังมาจากประตูห้องครัว ไม่ต้องทายก็รู้ว่าใคร คุณพ่อคุณแม่ของผมนั่นเอง และไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าพวกท่านต้องแอบฟังการพูดคุยของผมกับฝันอยู่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะดีจะร้ายพวกท่านก็ยังคงรักสะใภ้คนดีที่หนึ่งเสมอ ความอ่อนหวานน่ารักของฝันเอาชนะใจคนแก่ได้ไม่ยาก แม้กระทั่งวันที่ฝันจากไป ความรักความเอ็นดูก็ไม่เคยจืดจางร้างรา ทั้งยังเฝ้ารออยู่ด้วยความหวังเสมอ
และก็ไม่แปลกใจว่าพอเห็นพวกท่านปรากฏตัวออกมาจากหลังครัว ฝันก็รีบลุกขึ้นโผผวาเข้าหาอย่างสนิทใจกอดกันกลมทันที ดูแล้วก็น่าซาบซึ้งอยู่หรอก ถ้าหนึ่งในนั้นไม่ใช่คนฝากบาดแผลลึกร้าวไว้ในหัวใจ
“มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันนะลูก” แม่เป็นคนเริ่มต้นก่อนและมักเป็นเช่นนี้เสมอ พวกท่านพากันนั่งเก้าอี้เคียงข้างลูกสะใภ้คนโปรดราวกับเป็นปราการแกร่งปกป้องและเป็นผู้นำทัพแทนไปในตัว ฝันไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะรู้ว่าผู้ช่วยมาแล้ว อาหารง่ายๆบนโต๊ะเย็นชืดเพราะไม่มีใครสนใจ พ่อมองหน้าแม่แล้วพยักหน้าให้เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าต่อไปนี้ให้เป็นคนจัดการเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มสาว จนเฒ่าจนแก่ รู้ทางกันดีว่าถ้าพ่อพูดสามคำแม่ต้องพูดไปแล้วสามสิบคำเป็นอย่างน้อย
”ยังโกรธหนูฝันไม่หายเหรอ” แม่สานต่อภารกิจสำคัญ เมื่อได้รับความยินยอมจากคู่ชีวิต ท่านฉลาดพอจะไม่รีบเร่งร้อนหาข้อสรุป และคำถามก็ไม่ได้ตรงประเด็นของสถานการณ์ขณะนี้เลยสักนิด
“เปล่าครับ ผมไม่ได้โกรธฝัน”
“ถ้างั้นทำไมไม่คืนดีกันเสียทีล่ะ เรื่องมันแล้วก็ให้แล้วกันไป เริ่มต้นกันใหม่ดีกว่าไหมลูก”
“มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ”
“ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอกลูก ต่อให้ฝันไม่หนีจากลูกไป ยังไงก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ทำไมต้องไปยึดติดกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วมากมาย ฝันเองก็ได้รับบทเรียนราคาแพง ลูกเองก็ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆว่าไม่เจ็บไม่เสียใจ คนเราการให้อภัยสำคัญมากที่สุดนะ ดูอย่างพ่อกับแม่สิ ไม่ว่าแม่ทำผิดพลาดอะไรพ่อของลูกก็ไม่เคยว่าไม่เคยดุ ถึงอยู่ด้วยกันมาจนวันนี้”
ผมไม่พูดอะไร เพราะรู้ทางเช่นกันว่าถ้าพูดอะไรออกไปก็จะโดนแม่ไล่ต้อนซ้ายต้อนขวาจนมุมจนได้ ภาพที่จดจำมาตั้งเด็กคือแม่เป็นผู้นำครอบครัวตลอดไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาทุกอย่าง การดูแลความเป็นอยู่ภาระหน้าที่ต่างๆราวเป็นมนุษย์จักรกลพลังงานมากมายไม่มีวันสิ้นสุด
“ยังไงก็ให้หนูฝันพักอยู่กับเราก่อนก็ได้นะ เธอไม่มีที่ไป ลูกคงไม่ใจจืดใจดำกับเมียของลูกนะ”
“นั่นมันอดีตนะครับ” ผมรีบแย้งเพื่อความถูกต้อง แต่แม่ไม่ฟังเสียง ฉุดมืออดีตลูกสะใภ้ให้ลูกขึ้นบอกว่าจะพากันไปจัดที่หลับที่นอนทำให้ผมต้องรีบลุกขึ้นยืน ยกมือทำท่าห้ามเอาไว้ก่อนเรื่องจะไปกันใหญ่
“ไม่เอานะครับแม่ ฝันอยู่กับเราไม่ได้ อย่างน้อยก็เวลานี้”
ทั้งสามหันมามองด้วยใบหน้าบ่งบอกความผิดหวังราวกับไม่คิดว่าจะโดนคัดค้านกลางอากาศ ผมสูดลมหายใจลึก พยายามระงับสติอารมณ์มองหน้าทีละคนก่อนพูดช้าๆเน้นเสียงว่า
“ปัญหาไม่ใช่ว่าผมให้หรือไม่ให้อภัยฝันหรอกครับ แต่เพราะว่าฝันตายไปแล้วต่างหาก คุณพ่อคุณแม่คงไม่ได้ดูข่าวอุบัติเหตุ นี่ครบเจ็ดวันแล้วครับ ยังไงฝันก็จะต้องไปตามทางของเธออยู่ดี ให้เธอไปตามแรงแห่งกรรมจนสิ้นสุดก่อนครับ การดึงเธอไว้จะทำให้ดวงจิตเธอรุ่มร้อน”
ทันใดนั้นทุกคนล้วนชะงักค้าง พ่อกับแม่มีสีหน้าซีดขาวอย่างตกตะลึง ฝันยกมือขึ้นทาบอกนัยน์ตาเบิกโพลงสีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจไม่คาดคิดไม่เข้าใจ เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“ไม่จริง...ฝันยังอยู่นี่” ในที่สุดเธอหลุดเสียงสั่นเครืออย่างยากลำบากพร้อมอาการสะอื้นไห้ สายตาจ้องมองมาฉายแววหวาดกลัวเสียขวัญอย่างน่าใจหาย
ผมจ้องมองเข้าไปในสายตาของอดีตคนรัก ฝืนยิ้มให้เธอเป็นครั้งแรก พูดด้วยเสียงสะท้านสะท้อนออกมาจากความรู้สึกแท้จริง
“ผมยังรักฝันเสมอ ต่อให้ฝันหนีผมไปอยู่กับใครก็ตาม ฝันหนีผมได้เพียงแต่ตัวเท่านั้น แต่หัวใจรักของผมที่มีต่อฝันไม่มีใครแย่งไปได้ มันอยู่กับผมตลอดเวลาไม่เคยลืม แต่ฝันตายไปแล้ว วันหนึ่งผมจะตามหาฝันให้เจอ”
รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ คล้ายกับว่าเริ่มรับรู้ความจริง ความพลุ่งพล่านแปรเปลี่ยนเป็นสงบลงทีละน้อย
“ฝันขอโทษ ฝันคงไปแล้วจริงๆ ลาก่อนนะคะ” ร่างของหญิงสาวเลือนรางจางหายไป ลมเย็นแผ่วเอื่อยพัดไหวไปมาล้อเล่นกับเปลวเทียนภายในห้องครู่หนึ่ง ก่อนพัดพลิ้วออกไปทางประตู ไปสู่ฟากฟ้าไกล คำบอกลายังกังวานสะท้านอึงอลในความรู้สึก หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาแต่ผมไม่สนใจ ถ้าน้ำตาอยากไหลก็ให้มันไหลไปจนสาแก่ใจ ไม่ว่าอย่างไรการเอ่ยปากจากลานำมาซึ่งความสะเทือนใจได้เสมอ ลาก่อนที่รัก..ถ้ามีใครพูดว่า คนรัก ผมจะนึกถึงคุณเป็นคนแรกเสมอ
หันไปมองพ่อกับแม่เห็นสองท่านกุมมือกันแน่นสีหน้าท่าทางเหมือนพากันช็อกจนทำอะไรไม่ถูก พวกท่านไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองจึงไม่รู้ข่าวการเสียชีวิตของลูกสะใภ้ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนแฟนใหม่ของเธอบาดเจ็บสาหัสยังไม่ได้ออกมาจากห้องไปซียู วูบนั้น ผมคิดถึงฝัน เธอจะกลับไปหาคนรักเป็นครั้งสุดท้ายไหมนะ...
“เธอไปแล้ว” พ่อพูดขึ้นมาเป็นครั้งแรกเหมือนรำพึงฟังแล้วใจหาย ผมจ้องมองพวกท่านราวกับจะเก็บภาพและความรู้สึกดีๆไว้ในความทรงจำ ก่อนพูดด้วยเสียงพยายามสะกดไม่ให้สั่นพร่า
“พ่อกับแม่ก็ควรไปได้แล้วนะครับ พากันตายมาได้เกือบปียังไม่ยอมไปไหนอีก ไม่มีอะไรต้องห่วง ผมดูแลตัวเองได้ ขอบคุณครับพ่อแม่ที่ดูแลผมตลอดมา แต่มันเลยเวลาของพ่อกับแม่มานานเกินไป มันผิดกฏ มีแต่ข้อเสียหายกับดวงจิต ชาติหน้ามีจริงผมจะเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่อีกครับ”
พูดจบผมตั้งจิตมั่นตัดสายใยที่มองไม่เห็นให้ขาดออกจากกันเพื่อการหลุดพ้น ทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าของพวกท่าน สายลมพัดสะบัดต้นไม้นอกบ้านไหวครืน เสียงคล้ายคนถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนถูกมองด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยลึกซึ้งชนิดหนึ่งแผ่สายใยโอบล้อมปลอบประโลมรายรอบตัว สู่สัมปรายภพด้วยดีนะครับ ..บุญคุณลูกคนนี้จะจดจำไว้ชั่วชีวิตจิตใจ
พวกท่านจากไปแล้ว
ทุกอย่างสงบลง ผมนั่งลงจ้องมองเปลวเทียนวูบไหวอย่างซึมเซา ชีวิตคนเราคล้ายแท่งเทียน ไม่ว่าจะลุกสว่างจ้าหรือริบหรี่ ก็ลดสั้นบั่นทอนลงไปตามวันเวลา คนที่ควรจะไปก็ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผมกับอาหารจืดชืดเรียงรายบนโต๊ะ รู้สึกเหมือนแว่วเสียงสวดมนต์ เริ่มได้กลิ่นธูปเทียนมาตามสายลมและบรรยากาศเย็นยะเยือก คนทำบุญทำกุศลส่งของมาให้คงไม่ค่อยพิถีพิถันกับรสชาติของอาหารมากนัก บางทีอาจเป็นเพราะพวกคนเหล่านั้นไม่แน่ใจว่าโลกหลังความตายและวิญญาณจะมีจริง
ทุกคนไปกันจนหมดทั้งพ่อแม่และคนรัก แต่ผมต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกตั้งห้าวัน เพราะผมเพิ่งหัวใจวายตายไปได้เพียงสองวันเท่านั้นเอง ต่อให้ตายไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้พบกันอยู่ด้วยกันตามใจปรารถนา ทุกอย่างมีกฏมีเวลาจังหวะที่เหมาะสมของมันเอง แม้แต่โลกแห่งความตาย
รอก่อนนะทุกคน
จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยือนเด้อ^^




ลาก่อน...รอก่อน
บางคนรอแล้วรอเล่า เฝ้ามองหาทั้งกายและใจแต่ไม่เคยเยี่ยมหน้ามาปรากฏโฉม บางคนไม่เคยอยู่ในความคิดสักนิดน้อย แต่กลับปรากฏให้เห็นอย่างน่ารำคาญเป็นส่วนเกินของชีวิต แต่ก็มีบางคนที่เราทั้งรักทั้งเกลียด อยากให้มาอยู่สนิทชิดแนบโดยฝั่งหนึ่งของหัวใจกลับอยากผลักไสให้ไกลพ้น นั่นล่ะคือความมหัศจรรย์ของความคิดจิตใจกับการไม่เชื่อฟังหลักเหตุผล
ขวัญชนก คนรักของผมผู้กลายเป็นอดีตเมื่อสองปีที่แล้วก็เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะอยากเจออยากพบหรือไม่ ตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ข้างหน้าผมแล้ว ขณะผมกำลังเตรียมอาหารเย็น.. เธอผู้เก็บข้าวของเดินออกไปจากชีวิตของผมพร้อมหล่นเหตุผลลงบนพื้นหัวใจไว้ให้ดูต่างหน้า เพื่อไปบนเส้นทางใหม่สดใสกว่า....ชีวิตที่ดีกว่า
วันเธอจากไปผมไม่ได้เหนี่ยวรั้งมากมาย ไม่คร่ำครวญหวนไห้ฟูมฟาย แม้ว่าจะรู้สึกว่าส่วนละเอียดอ่อนที่สุดของหัวใจกำลังแยกแตกสลายลงไปกับทุกย่างก้าวการเดินจากไปของเธอ อย่างน้อยผมก็ยอมรับว่าชายหนุ่มคนนั้น เพียบพร้อมกว่าผมแทบทุกประการ ผมไม่สนใจว่าพวกเขาทั้งสองไปรู้จักมักจี่สนิทสนมกันที่ไหนอย่างไรทำไม แต่การที่ชายหนุ่มหน้ามลเดินมาขอด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อยพลางบอกว่า ผมรักแฟนคุณ เราทั้งสองรักกัน ขอให้เราทั้งสองไปอยู่ด้วยกันเถอะนะครับ....ไม่ว่าใครมีความเป็นลูกผู้ชายพอก็คงยากปฏิเสธ ยิ่งฝ่ายหญิงเออออห่อหมกด้วยแล้วการตัดสินใจยิ่งง่ายขึ้น
“ขอให้ฝันกลับมาอยู่กับคุณได้ไหมคะ” ประโยคขอร้องกึ่งวิงวอนทำให้หัวใจแทบละลายเหมือนเทียนไขที่กำลังจุดวางสว่างไสวบนโต๊ะอาหารในบ้านหลังเก่าแก่ของผมเอง ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเมื่อเธอจากไป ยังสามารถจัดการให้วิญญาณและร่างกายประนีประนอมอยู่ด้วยกันได้โดยดุษฎีไม่มีแตกแยกกัน ยังชอบทานอาหารเย็นท่ามกลางแสงเทียนเหมือนสมัยรักแรกของเรา
“ทำไมคุณไม่อยู่กับเขา” ผมย้อนถามแทนการตอบ จ้องมองอดีตคนรักอย่างพิจารณาผ่านแสงเทียน เธอยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเท่าไร ใบหน้ารูปไข่โอบล้อมด้วยเรือนผมยาวสยาย ผิวขาวเปล่งเปล่งดูดีไม่มีเปลี่ยนอย่างที่เคยล้อเธอว่าชาติก่อนเธอต้องเกิดเป็นไข่เป็ด ผิวถึงได้ขาวสะอาดขนาดนี้
“เขาไม่ยอมให้ฝันอยู่ด้วย” คำตอบพร้อมกับอาการก้มหน้าหลั่งหยดน้ำตา นึกแล้วเชียว...ฟังไปไม่ต่างจากเรื่องที่เคยได้ยินได้พบประสบมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ต่างรูปแบบกันเท่านั้น
“ฝันไม่ได้ทำผิดอะไรต่อเขาเลย แต่เขาทิ้งฝันไปโดยไม่บอกเหตุผลสักคำ...”
นั่นก็อีกล่ะ....ข้อหา ข้ออ้าง เหตุผลเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่เธออาจลืมไปว่าการก้าวเดินจากไปเมื่อสองปีก่อนทุกฝีก้าว ได้สร้างรอยเท้าแห่งความเจ็บชนิดหนึ่งลงบนความรู้สึกของผมเสียแล้ว วันเวลาผ่านสายลมแห่งกาลเวลาได้พัดพาพื้นผิวหัวใจให้ราบเรียบลดร่องรอยขรุขระลงพอสมควร ทำไมจู่ๆ เงาร้ายในอดีตจึงได้กลับมาหลอกหลอนแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้น้ำเสียงยังมีความรู้สึกสะท้านไหว
“ฝัน มันสายเกินไปแล้ว คุณไม่ควรกลับมาอีก เส้นทางที่เลือกเป็นเส้นทางของคุณ ทำไมต้องหันหลังกลับมาเมื่อมีปัญหา ทำไมคุณไม่เดินผ่านให้ทะลุปัญหาไป”
“คุณมีคนใหม่แล้วหรือคะ” เธอใช้วิธีย้อนถามแทนการตอบคำถาม และประกายตาก็หวังคำตอบอย่างที่เธอต้องการ
“ไม่... ผมไม่ได้มีใคร การเสียใครบางคน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีคนใหม่มาทดแทน บางอย่างขาดหายไปไม่มีอะไรมาทดแทนได้คุณก็รู้ “
นั่นล่ะเป็นคำตอบที่เธอคาดหวัง และเธอก็ได้มันจริงๆ ผมไม่สงสัยเลยว่าเธอจะรู้สึกโล่งใจกับคำตอบมีนัยยะหมายถึงการมีช่องว่างเล็กๆ อาจมีทางแทรกผ่านเข้ามาได้ แต่ผมก็จัดการปิดช่องว่างเล็กๆนั้นสนิทด้วยคำพูดต่อมาว่า
“และก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะให้คนที่ก้าวเดินไปหวนกลับมา เราเคยพูดกันแล้วไม่ใช่เหรอกับเรื่องนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายจากไปก่อน จะไม่มีการกลับมาเด็ดขาด”
“ไม่รักฝันแล้วหรือคะ” เธอทิ้งไพ่ใบสุดท้ายพร้อมหยดน้ำตาเป็นสายธาร
“รักก็ส่วนรัก แต่ผมเลือกเก็บมันเอาไว้ในส่วนที่ควรจะเป็น” ฟังดูโหดร้ายและเลือดเย็น แต่ผมไม่มีทางเลือก ไม่อยากเป็นพระเอกในละครทีวีกับการมองคนรักจากไปแล้วซมซานกลับมาเพื่อได้รับการอภัยไม่ถือสา ผมไม่ได้พระเอกขนาดนั้นเพราะนี่คือชีวิตจริง
เสียงกุกกักดังมาจากประตูห้องครัว ไม่ต้องทายก็รู้ว่าใคร คุณพ่อคุณแม่ของผมนั่นเอง และไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าพวกท่านต้องแอบฟังการพูดคุยของผมกับฝันอยู่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะดีจะร้ายพวกท่านก็ยังคงรักสะใภ้คนดีที่หนึ่งเสมอ ความอ่อนหวานน่ารักของฝันเอาชนะใจคนแก่ได้ไม่ยาก แม้กระทั่งวันที่ฝันจากไป ความรักความเอ็นดูก็ไม่เคยจืดจางร้างรา ทั้งยังเฝ้ารออยู่ด้วยความหวังเสมอ
และก็ไม่แปลกใจว่าพอเห็นพวกท่านปรากฏตัวออกมาจากหลังครัว ฝันก็รีบลุกขึ้นโผผวาเข้าหาอย่างสนิทใจกอดกันกลมทันที ดูแล้วก็น่าซาบซึ้งอยู่หรอก ถ้าหนึ่งในนั้นไม่ใช่คนฝากบาดแผลลึกร้าวไว้ในหัวใจ
“มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันนะลูก” แม่เป็นคนเริ่มต้นก่อนและมักเป็นเช่นนี้เสมอ พวกท่านพากันนั่งเก้าอี้เคียงข้างลูกสะใภ้คนโปรดราวกับเป็นปราการแกร่งปกป้องและเป็นผู้นำทัพแทนไปในตัว ฝันไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะรู้ว่าผู้ช่วยมาแล้ว อาหารง่ายๆบนโต๊ะเย็นชืดเพราะไม่มีใครสนใจ พ่อมองหน้าแม่แล้วพยักหน้าให้เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าต่อไปนี้ให้เป็นคนจัดการเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มสาว จนเฒ่าจนแก่ รู้ทางกันดีว่าถ้าพ่อพูดสามคำแม่ต้องพูดไปแล้วสามสิบคำเป็นอย่างน้อย
”ยังโกรธหนูฝันไม่หายเหรอ” แม่สานต่อภารกิจสำคัญ เมื่อได้รับความยินยอมจากคู่ชีวิต ท่านฉลาดพอจะไม่รีบเร่งร้อนหาข้อสรุป และคำถามก็ไม่ได้ตรงประเด็นของสถานการณ์ขณะนี้เลยสักนิด
“เปล่าครับ ผมไม่ได้โกรธฝัน”
“ถ้างั้นทำไมไม่คืนดีกันเสียทีล่ะ เรื่องมันแล้วก็ให้แล้วกันไป เริ่มต้นกันใหม่ดีกว่าไหมลูก”
“มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ”
“ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอกลูก ต่อให้ฝันไม่หนีจากลูกไป ยังไงก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ทำไมต้องไปยึดติดกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วมากมาย ฝันเองก็ได้รับบทเรียนราคาแพง ลูกเองก็ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆว่าไม่เจ็บไม่เสียใจ คนเราการให้อภัยสำคัญมากที่สุดนะ ดูอย่างพ่อกับแม่สิ ไม่ว่าแม่ทำผิดพลาดอะไรพ่อของลูกก็ไม่เคยว่าไม่เคยดุ ถึงอยู่ด้วยกันมาจนวันนี้”
ผมไม่พูดอะไร เพราะรู้ทางเช่นกันว่าถ้าพูดอะไรออกไปก็จะโดนแม่ไล่ต้อนซ้ายต้อนขวาจนมุมจนได้ ภาพที่จดจำมาตั้งเด็กคือแม่เป็นผู้นำครอบครัวตลอดไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาทุกอย่าง การดูแลความเป็นอยู่ภาระหน้าที่ต่างๆราวเป็นมนุษย์จักรกลพลังงานมากมายไม่มีวันสิ้นสุด
“ยังไงก็ให้หนูฝันพักอยู่กับเราก่อนก็ได้นะ เธอไม่มีที่ไป ลูกคงไม่ใจจืดใจดำกับเมียของลูกนะ”
“นั่นมันอดีตนะครับ” ผมรีบแย้งเพื่อความถูกต้อง แต่แม่ไม่ฟังเสียง ฉุดมืออดีตลูกสะใภ้ให้ลูกขึ้นบอกว่าจะพากันไปจัดที่หลับที่นอนทำให้ผมต้องรีบลุกขึ้นยืน ยกมือทำท่าห้ามเอาไว้ก่อนเรื่องจะไปกันใหญ่
“ไม่เอานะครับแม่ ฝันอยู่กับเราไม่ได้ อย่างน้อยก็เวลานี้”
ทั้งสามหันมามองด้วยใบหน้าบ่งบอกความผิดหวังราวกับไม่คิดว่าจะโดนคัดค้านกลางอากาศ ผมสูดลมหายใจลึก พยายามระงับสติอารมณ์มองหน้าทีละคนก่อนพูดช้าๆเน้นเสียงว่า
“ปัญหาไม่ใช่ว่าผมให้หรือไม่ให้อภัยฝันหรอกครับ แต่เพราะว่าฝันตายไปแล้วต่างหาก คุณพ่อคุณแม่คงไม่ได้ดูข่าวอุบัติเหตุ นี่ครบเจ็ดวันแล้วครับ ยังไงฝันก็จะต้องไปตามทางของเธออยู่ดี ให้เธอไปตามแรงแห่งกรรมจนสิ้นสุดก่อนครับ การดึงเธอไว้จะทำให้ดวงจิตเธอรุ่มร้อน”
ทันใดนั้นทุกคนล้วนชะงักค้าง พ่อกับแม่มีสีหน้าซีดขาวอย่างตกตะลึง ฝันยกมือขึ้นทาบอกนัยน์ตาเบิกโพลงสีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจไม่คาดคิดไม่เข้าใจ เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“ไม่จริง...ฝันยังอยู่นี่” ในที่สุดเธอหลุดเสียงสั่นเครืออย่างยากลำบากพร้อมอาการสะอื้นไห้ สายตาจ้องมองมาฉายแววหวาดกลัวเสียขวัญอย่างน่าใจหาย
ผมจ้องมองเข้าไปในสายตาของอดีตคนรัก ฝืนยิ้มให้เธอเป็นครั้งแรก พูดด้วยเสียงสะท้านสะท้อนออกมาจากความรู้สึกแท้จริง
“ผมยังรักฝันเสมอ ต่อให้ฝันหนีผมไปอยู่กับใครก็ตาม ฝันหนีผมได้เพียงแต่ตัวเท่านั้น แต่หัวใจรักของผมที่มีต่อฝันไม่มีใครแย่งไปได้ มันอยู่กับผมตลอดเวลาไม่เคยลืม แต่ฝันตายไปแล้ว วันหนึ่งผมจะตามหาฝันให้เจอ”
รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ คล้ายกับว่าเริ่มรับรู้ความจริง ความพลุ่งพล่านแปรเปลี่ยนเป็นสงบลงทีละน้อย
“ฝันขอโทษ ฝันคงไปแล้วจริงๆ ลาก่อนนะคะ” ร่างของหญิงสาวเลือนรางจางหายไป ลมเย็นแผ่วเอื่อยพัดไหวไปมาล้อเล่นกับเปลวเทียนภายในห้องครู่หนึ่ง ก่อนพัดพลิ้วออกไปทางประตู ไปสู่ฟากฟ้าไกล คำบอกลายังกังวานสะท้านอึงอลในความรู้สึก หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาแต่ผมไม่สนใจ ถ้าน้ำตาอยากไหลก็ให้มันไหลไปจนสาแก่ใจ ไม่ว่าอย่างไรการเอ่ยปากจากลานำมาซึ่งความสะเทือนใจได้เสมอ ลาก่อนที่รัก..ถ้ามีใครพูดว่า คนรัก ผมจะนึกถึงคุณเป็นคนแรกเสมอ
หันไปมองพ่อกับแม่เห็นสองท่านกุมมือกันแน่นสีหน้าท่าทางเหมือนพากันช็อกจนทำอะไรไม่ถูก พวกท่านไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองจึงไม่รู้ข่าวการเสียชีวิตของลูกสะใภ้ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนแฟนใหม่ของเธอบาดเจ็บสาหัสยังไม่ได้ออกมาจากห้องไปซียู วูบนั้น ผมคิดถึงฝัน เธอจะกลับไปหาคนรักเป็นครั้งสุดท้ายไหมนะ...
“เธอไปแล้ว” พ่อพูดขึ้นมาเป็นครั้งแรกเหมือนรำพึงฟังแล้วใจหาย ผมจ้องมองพวกท่านราวกับจะเก็บภาพและความรู้สึกดีๆไว้ในความทรงจำ ก่อนพูดด้วยเสียงพยายามสะกดไม่ให้สั่นพร่า
“พ่อกับแม่ก็ควรไปได้แล้วนะครับ พากันตายมาได้เกือบปียังไม่ยอมไปไหนอีก ไม่มีอะไรต้องห่วง ผมดูแลตัวเองได้ ขอบคุณครับพ่อแม่ที่ดูแลผมตลอดมา แต่มันเลยเวลาของพ่อกับแม่มานานเกินไป มันผิดกฏ มีแต่ข้อเสียหายกับดวงจิต ชาติหน้ามีจริงผมจะเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่อีกครับ”
พูดจบผมตั้งจิตมั่นตัดสายใยที่มองไม่เห็นให้ขาดออกจากกันเพื่อการหลุดพ้น ทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าของพวกท่าน สายลมพัดสะบัดต้นไม้นอกบ้านไหวครืน เสียงคล้ายคนถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนถูกมองด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยลึกซึ้งชนิดหนึ่งแผ่สายใยโอบล้อมปลอบประโลมรายรอบตัว สู่สัมปรายภพด้วยดีนะครับ ..บุญคุณลูกคนนี้จะจดจำไว้ชั่วชีวิตจิตใจ
พวกท่านจากไปแล้ว
ทุกอย่างสงบลง ผมนั่งลงจ้องมองเปลวเทียนวูบไหวอย่างซึมเซา ชีวิตคนเราคล้ายแท่งเทียน ไม่ว่าจะลุกสว่างจ้าหรือริบหรี่ ก็ลดสั้นบั่นทอนลงไปตามวันเวลา คนที่ควรจะไปก็ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผมกับอาหารจืดชืดเรียงรายบนโต๊ะ รู้สึกเหมือนแว่วเสียงสวดมนต์ เริ่มได้กลิ่นธูปเทียนมาตามสายลมและบรรยากาศเย็นยะเยือก คนทำบุญทำกุศลส่งของมาให้คงไม่ค่อยพิถีพิถันกับรสชาติของอาหารมากนัก บางทีอาจเป็นเพราะพวกคนเหล่านั้นไม่แน่ใจว่าโลกหลังความตายและวิญญาณจะมีจริง
ทุกคนไปกันจนหมดทั้งพ่อแม่และคนรัก แต่ผมต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกตั้งห้าวัน เพราะผมเพิ่งหัวใจวายตายไปได้เพียงสองวันเท่านั้นเอง ต่อให้ตายไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้พบกันอยู่ด้วยกันตามใจปรารถนา ทุกอย่างมีกฏมีเวลาจังหวะที่เหมาะสมของมันเอง แม้แต่โลกแห่งความตาย
รอก่อนนะทุกคน
จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยือนเด้อ^^