ลาก่อน...รอก่อน

กระทู้สนทนา
.


             บางคนรอแล้วรอเล่า เฝ้ามองหาทั้งกายและใจแต่ไม่เคยเยี่ยมหน้ามาปรากฏโฉม บางคนไม่เคยอยู่ในความคิดสักนิดน้อย แต่กลับปรากฏให้เห็นอย่างน่ารำคาญเป็นส่วนเกินของชีวิต แต่ก็มีบางคนที่เราทั้งรักทั้งเกลียด อยากให้มาอยู่สนิทชิดแนบโดยฝั่งหนึ่งของหัวใจกลับอยากผลักไสให้ไกลพ้น   นั่นล่ะคือความมหัศจรรย์ของความคิดจิตใจกับการไม่เชื่อฟังหลักเหตุผล

             ขวัญชนก คนรักของผมผู้กลายเป็นอดีตเมื่อสองปีที่แล้วก็เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะอยากเจออยากพบหรือไม่ ตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ข้างหน้าผมแล้ว ขณะผมกำลังเตรียมอาหารเย็น..  เธอผู้เก็บข้าวของเดินออกไปจากชีวิตของผมพร้อมหล่นเหตุผลลงบนพื้นหัวใจไว้ให้ดูต่างหน้า เพื่อไปบนเส้นทางใหม่สดใสกว่า....ชีวิตที่ดีกว่า

             วันเธอจากไปผมไม่ได้เหนี่ยวรั้งมากมาย ไม่คร่ำครวญหวนไห้ฟูมฟาย แม้ว่าจะรู้สึกว่าส่วนละเอียดอ่อนที่สุดของหัวใจกำลังแยกแตกสลายลงไปกับทุกย่างก้าวการเดินจากไปของเธอ อย่างน้อยผมก็ยอมรับว่าชายหนุ่มคนนั้น เพียบพร้อมกว่าผมแทบทุกประการ ผมไม่สนใจว่าพวกเขาทั้งสองไปรู้จักมักจี่สนิทสนมกันที่ไหนอย่างไรทำไม แต่การที่ชายหนุ่มหน้ามลเดินมาขอด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อยพลางบอกว่า   ผมรักแฟนคุณ เราทั้งสองรักกัน  ขอให้เราทั้งสองไปอยู่ด้วยกันเถอะนะครับ....ไม่ว่าใครมีความเป็นลูกผู้ชายพอก็คงยากปฏิเสธ ยิ่งฝ่ายหญิงเออออห่อหมกด้วยแล้วการตัดสินใจยิ่งง่ายขึ้น

             “ขอให้ฝันกลับมาอยู่กับคุณได้ไหมคะ”   ประโยคขอร้องกึ่งวิงวอนทำให้หัวใจแทบละลายเหมือนเทียนไขที่กำลังจุดวางสว่างไสวบนโต๊ะอาหารในบ้านหลังเก่าแก่ของผมเอง ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเมื่อเธอจากไป ยังสามารถจัดการให้วิญญาณและร่างกายประนีประนอมอยู่ด้วยกันได้โดยดุษฎีไม่มีแตกแยกกัน  ยังชอบทานอาหารเย็นท่ามกลางแสงเทียนเหมือนสมัยรักแรกของเรา

             “ทำไมคุณไม่อยู่กับเขา”  ผมย้อนถามแทนการตอบ จ้องมองอดีตคนรักอย่างพิจารณาผ่านแสงเทียน เธอยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเท่าไร ใบหน้ารูปไข่โอบล้อมด้วยเรือนผมยาวสยาย ผิวขาวเปล่งเปล่งดูดีไม่มีเปลี่ยนอย่างที่เคยล้อเธอว่าชาติก่อนเธอต้องเกิดเป็นไข่เป็ด ผิวถึงได้ขาวสะอาดขนาดนี้

             “เขาไม่ยอมให้ฝันอยู่ด้วย”   คำตอบพร้อมกับอาการก้มหน้าหลั่งหยดน้ำตา นึกแล้วเชียว...ฟังไปไม่ต่างจากเรื่องที่เคยได้ยินได้พบประสบมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ต่างรูปแบบกันเท่านั้น

             “ฝันไม่ได้ทำผิดอะไรต่อเขาเลย แต่เขาทิ้งฝันไปโดยไม่บอกเหตุผลสักคำ...”

             นั่นก็อีกล่ะ....ข้อหา ข้ออ้าง เหตุผลเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่เธออาจลืมไปว่าการก้าวเดินจากไปเมื่อสองปีก่อนทุกฝีก้าว ได้สร้างรอยเท้าแห่งความเจ็บชนิดหนึ่งลงบนความรู้สึกของผมเสียแล้ว วันเวลาผ่านสายลมแห่งกาลเวลาได้พัดพาพื้นผิวหัวใจให้ราบเรียบลดร่องรอยขรุขระลงพอสมควร ทำไมจู่ๆ เงาร้ายในอดีตจึงได้กลับมาหลอกหลอนแบบไม่ทันตั้งตัว  ทำให้น้ำเสียงยังมีความรู้สึกสะท้านไหว

             “ฝัน  มันสายเกินไปแล้ว คุณไม่ควรกลับมาอีก  เส้นทางที่เลือกเป็นเส้นทางของคุณ ทำไมต้องหันหลังกลับมาเมื่อมีปัญหา ทำไมคุณไม่เดินผ่านให้ทะลุปัญหาไป”

             “คุณมีคนใหม่แล้วหรือคะ”   เธอใช้วิธีย้อนถามแทนการตอบคำถาม  และประกายตาก็หวังคำตอบอย่างที่เธอต้องการ

             “ไม่...  ผมไม่ได้มีใคร  การเสียใครบางคน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีคนใหม่มาทดแทน บางอย่างขาดหายไปไม่มีอะไรมาทดแทนได้คุณก็รู้ “

             นั่นล่ะเป็นคำตอบที่เธอคาดหวัง และเธอก็ได้มันจริงๆ   ผมไม่สงสัยเลยว่าเธอจะรู้สึกโล่งใจกับคำตอบมีนัยยะหมายถึงการมีช่องว่างเล็กๆ อาจมีทางแทรกผ่านเข้ามาได้ แต่ผมก็จัดการปิดช่องว่างเล็กๆนั้นสนิทด้วยคำพูดต่อมาว่า

             “และก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะให้คนที่ก้าวเดินไปหวนกลับมา  เราเคยพูดกันแล้วไม่ใช่เหรอกับเรื่องนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายจากไปก่อน  จะไม่มีการกลับมาเด็ดขาด”

             “ไม่รักฝันแล้วหรือคะ”   เธอทิ้งไพ่ใบสุดท้ายพร้อมหยดน้ำตาเป็นสายธาร

             “รักก็ส่วนรัก  แต่ผมเลือกเก็บมันเอาไว้ในส่วนที่ควรจะเป็น”   ฟังดูโหดร้ายและเลือดเย็น แต่ผมไม่มีทางเลือก ไม่อยากเป็นพระเอกในละครทีวีกับการมองคนรักจากไปแล้วซมซานกลับมาเพื่อได้รับการอภัยไม่ถือสา ผมไม่ได้พระเอกขนาดนั้นเพราะนี่คือชีวิตจริง

             เสียงกุกกักดังมาจากประตูห้องครัว ไม่ต้องทายก็รู้ว่าใคร คุณพ่อคุณแม่ของผมนั่นเอง และไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าพวกท่านต้องแอบฟังการพูดคุยของผมกับฝันอยู่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะดีจะร้ายพวกท่านก็ยังคงรักสะใภ้คนดีที่หนึ่งเสมอ ความอ่อนหวานน่ารักของฝันเอาชนะใจคนแก่ได้ไม่ยาก แม้กระทั่งวันที่ฝันจากไป ความรักความเอ็นดูก็ไม่เคยจืดจางร้างรา ทั้งยังเฝ้ารออยู่ด้วยความหวังเสมอ

             และก็ไม่แปลกใจว่าพอเห็นพวกท่านปรากฏตัวออกมาจากหลังครัว ฝันก็รีบลุกขึ้นโผผวาเข้าหาอย่างสนิทใจกอดกันกลมทันที ดูแล้วก็น่าซาบซึ้งอยู่หรอก ถ้าหนึ่งในนั้นไม่ใช่คนฝากบาดแผลลึกร้าวไว้ในหัวใจ

             “มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันนะลูก”   แม่เป็นคนเริ่มต้นก่อนและมักเป็นเช่นนี้เสมอ พวกท่านพากันนั่งเก้าอี้เคียงข้างลูกสะใภ้คนโปรดราวกับเป็นปราการแกร่งปกป้องและเป็นผู้นำทัพแทนไปในตัว  ฝันไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะรู้ว่าผู้ช่วยมาแล้ว อาหารง่ายๆบนโต๊ะเย็นชืดเพราะไม่มีใครสนใจ พ่อมองหน้าแม่แล้วพยักหน้าให้เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าต่อไปนี้ให้เป็นคนจัดการเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มสาว จนเฒ่าจนแก่ รู้ทางกันดีว่าถ้าพ่อพูดสามคำแม่ต้องพูดไปแล้วสามสิบคำเป็นอย่างน้อย

              ”ยังโกรธหนูฝันไม่หายเหรอ”   แม่สานต่อภารกิจสำคัญ เมื่อได้รับความยินยอมจากคู่ชีวิต  ท่านฉลาดพอจะไม่รีบเร่งร้อนหาข้อสรุป และคำถามก็ไม่ได้ตรงประเด็นของสถานการณ์ขณะนี้เลยสักนิด

             “เปล่าครับ ผมไม่ได้โกรธฝัน”

             “ถ้างั้นทำไมไม่คืนดีกันเสียทีล่ะ  เรื่องมันแล้วก็ให้แล้วกันไป เริ่มต้นกันใหม่ดีกว่าไหมลูก”

             “มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ”

             “ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอกลูก ต่อให้ฝันไม่หนีจากลูกไป ยังไงก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ทำไมต้องไปยึดติดกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วมากมาย ฝันเองก็ได้รับบทเรียนราคาแพง ลูกเองก็ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆว่าไม่เจ็บไม่เสียใจ คนเราการให้อภัยสำคัญมากที่สุดนะ ดูอย่างพ่อกับแม่สิ ไม่ว่าแม่ทำผิดพลาดอะไรพ่อของลูกก็ไม่เคยว่าไม่เคยดุ ถึงอยู่ด้วยกันมาจนวันนี้”

             ผมไม่พูดอะไร เพราะรู้ทางเช่นกันว่าถ้าพูดอะไรออกไปก็จะโดนแม่ไล่ต้อนซ้ายต้อนขวาจนมุมจนได้  ภาพที่จดจำมาตั้งเด็กคือแม่เป็นผู้นำครอบครัวตลอดไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาทุกอย่าง การดูแลความเป็นอยู่ภาระหน้าที่ต่างๆราวเป็นมนุษย์จักรกลพลังงานมากมายไม่มีวันสิ้นสุด

             “ยังไงก็ให้หนูฝันพักอยู่กับเราก่อนก็ได้นะ เธอไม่มีที่ไป ลูกคงไม่ใจจืดใจดำกับเมียของลูกนะ”

             “นั่นมันอดีตนะครับ”  ผมรีบแย้งเพื่อความถูกต้อง  แต่แม่ไม่ฟังเสียง ฉุดมืออดีตลูกสะใภ้ให้ลูกขึ้นบอกว่าจะพากันไปจัดที่หลับที่นอนทำให้ผมต้องรีบลุกขึ้นยืน ยกมือทำท่าห้ามเอาไว้ก่อนเรื่องจะไปกันใหญ่

             “ไม่เอานะครับแม่ ฝันอยู่กับเราไม่ได้ อย่างน้อยก็เวลานี้”

             ทั้งสามหันมามองด้วยใบหน้าบ่งบอกความผิดหวังราวกับไม่คิดว่าจะโดนคัดค้านกลางอากาศ ผมสูดลมหายใจลึก พยายามระงับสติอารมณ์มองหน้าทีละคนก่อนพูดช้าๆเน้นเสียงว่า

             “ปัญหาไม่ใช่ว่าผมให้หรือไม่ให้อภัยฝันหรอกครับ  แต่เพราะว่าฝันตายไปแล้วต่างหาก คุณพ่อคุณแม่คงไม่ได้ดูข่าวอุบัติเหตุ นี่ครบเจ็ดวันแล้วครับ ยังไงฝันก็จะต้องไปตามทางของเธออยู่ดี ให้เธอไปตามแรงแห่งกรรมจนสิ้นสุดก่อนครับ การดึงเธอไว้จะทำให้ดวงจิตเธอรุ่มร้อน”

             ทันใดนั้นทุกคนล้วนชะงักค้าง พ่อกับแม่มีสีหน้าซีดขาวอย่างตกตะลึง ฝันยกมือขึ้นทาบอกนัยน์ตาเบิกโพลงสีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจไม่คาดคิดไม่เข้าใจ เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

             “ไม่จริง...ฝันยังอยู่นี่”   ในที่สุดเธอหลุดเสียงสั่นเครืออย่างยากลำบากพร้อมอาการสะอื้นไห้ สายตาจ้องมองมาฉายแววหวาดกลัวเสียขวัญอย่างน่าใจหาย

             ผมจ้องมองเข้าไปในสายตาของอดีตคนรัก ฝืนยิ้มให้เธอเป็นครั้งแรก พูดด้วยเสียงสะท้านสะท้อนออกมาจากความรู้สึกแท้จริง

          “ผมยังรักฝันเสมอ ต่อให้ฝันหนีผมไปอยู่กับใครก็ตาม ฝันหนีผมได้เพียงแต่ตัวเท่านั้น แต่หัวใจรักของผมที่มีต่อฝันไม่มีใครแย่งไปได้ มันอยู่กับผมตลอดเวลาไม่เคยลืม แต่ฝันตายไปแล้ว วันหนึ่งผมจะตามหาฝันให้เจอ”

             รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ คล้ายกับว่าเริ่มรับรู้ความจริง ความพลุ่งพล่านแปรเปลี่ยนเป็นสงบลงทีละน้อย

             “ฝันขอโทษ  ฝันคงไปแล้วจริงๆ  ลาก่อนนะคะ”   ร่างของหญิงสาวเลือนรางจางหายไป ลมเย็นแผ่วเอื่อยพัดไหวไปมาล้อเล่นกับเปลวเทียนภายในห้องครู่หนึ่ง ก่อนพัดพลิ้วออกไปทางประตู ไปสู่ฟากฟ้าไกล คำบอกลายังกังวานสะท้านอึงอลในความรู้สึก หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาแต่ผมไม่สนใจ ถ้าน้ำตาอยากไหลก็ให้มันไหลไปจนสาแก่ใจ ไม่ว่าอย่างไรการเอ่ยปากจากลานำมาซึ่งความสะเทือนใจได้เสมอ ลาก่อนที่รัก..ถ้ามีใครพูดว่า คนรัก  ผมจะนึกถึงคุณเป็นคนแรกเสมอ

             หันไปมองพ่อกับแม่เห็นสองท่านกุมมือกันแน่นสีหน้าท่าทางเหมือนพากันช็อกจนทำอะไรไม่ถูก พวกท่านไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองจึงไม่รู้ข่าวการเสียชีวิตของลูกสะใภ้  จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนแฟนใหม่ของเธอบาดเจ็บสาหัสยังไม่ได้ออกมาจากห้องไปซียู  วูบนั้น ผมคิดถึงฝัน  เธอจะกลับไปหาคนรักเป็นครั้งสุดท้ายไหมนะ...

             “เธอไปแล้ว”   พ่อพูดขึ้นมาเป็นครั้งแรกเหมือนรำพึงฟังแล้วใจหาย  ผมจ้องมองพวกท่านราวกับจะเก็บภาพและความรู้สึกดีๆไว้ในความทรงจำ ก่อนพูดด้วยเสียงพยายามสะกดไม่ให้สั่นพร่า

             “พ่อกับแม่ก็ควรไปได้แล้วนะครับ พากันตายมาได้เกือบปียังไม่ยอมไปไหนอีก   ไม่มีอะไรต้องห่วง  ผมดูแลตัวเองได้ ขอบคุณครับพ่อแม่ที่ดูแลผมตลอดมา แต่มันเลยเวลาของพ่อกับแม่มานานเกินไป มันผิดกฏ มีแต่ข้อเสียหายกับดวงจิต  ชาติหน้ามีจริงผมจะเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่อีกครับ”

             พูดจบผมตั้งจิตมั่นตัดสายใยที่มองไม่เห็นให้ขาดออกจากกันเพื่อการหลุดพ้น ทรุดตัวลงก้มกราบแทบเท้าของพวกท่าน สายลมพัดสะบัดต้นไม้นอกบ้านไหวครืน เสียงคล้ายคนถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนถูกมองด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยลึกซึ้งชนิดหนึ่งแผ่สายใยโอบล้อมปลอบประโลมรายรอบตัว  สู่สัมปรายภพด้วยดีนะครับ ..บุญคุณลูกคนนี้จะจดจำไว้ชั่วชีวิตจิตใจ

             พวกท่านจากไปแล้ว

              ทุกอย่างสงบลง ผมนั่งลงจ้องมองเปลวเทียนวูบไหวอย่างซึมเซา ชีวิตคนเราคล้ายแท่งเทียน ไม่ว่าจะลุกสว่างจ้าหรือริบหรี่ ก็ลดสั้นบั่นทอนลงไปตามวันเวลา  คนที่ควรจะไปก็ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผมกับอาหารจืดชืดเรียงรายบนโต๊ะ  รู้สึกเหมือนแว่วเสียงสวดมนต์ เริ่มได้กลิ่นธูปเทียนมาตามสายลมและบรรยากาศเย็นยะเยือก  คนทำบุญทำกุศลส่งของมาให้คงไม่ค่อยพิถีพิถันกับรสชาติของอาหารมากนัก  บางทีอาจเป็นเพราะพวกคนเหล่านั้นไม่แน่ใจว่าโลกหลังความตายและวิญญาณจะมีจริง

             ทุกคนไปกันจนหมดทั้งพ่อแม่และคนรัก  แต่ผมต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกตั้งห้าวัน เพราะผมเพิ่งหัวใจวายตายไปได้เพียงสองวันเท่านั้นเอง ต่อให้ตายไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้พบกันอยู่ด้วยกันตามใจปรารถนา ทุกอย่างมีกฏมีเวลาจังหวะที่เหมาะสมของมันเอง แม้แต่โลกแห่งความตาย

             รอก่อนนะทุกคน




จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยือนเด้อ^^
ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่