วีรชนของชาคิไทย ๓ พ.ค.๖๐

บันทึกจากอดีต

วีรชนของชาติไทย

เจียวต้าย

        ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา เรามีวีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน ที่รวมตัวกันต่อสู้พม่าข้าศึกอย่างเหนียวแน่น จนพากันเสียชีวิตทั้งหมดมาแล้ว มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังมี       วีรกรรมอีกหลายเรื่องที่ควรจดจำไว้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับความกล้าหาญของวีรชนคนไทย เรื่องหนึ่งนั้นก็คือการต่อสู้ต้านทานกองทัพญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกในภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อ                 ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔

        เรื่องราวรายละเอียดในเหตุการณ์นั้น ได้มีผู้บันทึกอย่างเป็นทางการ และเป็นเรื่องเล่าขานกันมานานจนถึงบัดนี้

        ขณะเมื่อทหารญี่ปุ่นซึ่งมีกำลังประมาณหนึ่งกองพล ได้ทยอยลงจากเรือระบายพลขึ้นฝั่งที่บริเวณท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น ผู้บังคับกองรักษาการณ์ภายนอก ของกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๕ ซึ่งอยู่แนวหน้าสุด ได้ทราบถึงการยกพลขึ้นบกของข้าศึกก่อน และได้รวบรวมกำลังพลจาก กองรักษาการณ์ จังหวัดทหารบกนครศรีธรรมราช  เข้ายับยั้งต่อสู้ต้านทานข้าศึกเป็นหน่วยแรกที่ท่าแพ แล้วกำลังพลทั้งหมดของกองพันนี้ จึงจัดกำลังตั้งรับที่หน่วยของตนนั้นเอง

        เมื่อผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของหน่วยทหารภาคใต้ ได้รับรายงานแล้ว ก็จัดกำลังกองพันทหารราบที่ ๓๙ เข้าเสริมกำลังทหารปืนใหญ่ กองพันทหารพาหนะเป็นปีกขวา กองพันทหารสื่อสารป้องกันปีกซ้าย หน่วยยุวชนทหารเป็นแนวหนุน แล้วก็เปิดฉากการยิงต้านทานข้าศึก ที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า ซึ่งกำลังดาหน้าเข้ามา ด้วยอาวุธทุกชนิดที่มี จากระยะที่ห่างกันเพียงประมาณ ๑๐๐ เมตร

        ทหารปืนใหญ่เมื่อตั้งยิงได้แล้ว ก็ส่งกระสุนเข้าถล่มข้าศึก จนกระสุนเลยไปตกถึงเรือระบายพลและเรือรบ ที่อยู่ในทะเล และเมื่อข้าศึกรุกเข้ามาใกล้ทุกที จนถึงระยะ ๕๐ เมตร ปืนใหญ่ไม่สามารถยิงได้ พลประจำปืนก็ต้องใช้อาวุธปืนเล็กยาวยิงร่วมกับทหารราบด้วย

        ทหารไทยได้ยึดแนวต้านทานไว้อย่างเหนียวแน่น แม้จะเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ได้ถอยร่นลงมา จนในที่สุดก็ถึงระยะประชิด ทั้งสองฝ่ายก็ประหัตประหารกันด้วยอาวุธสั้น ทั้งดาบปลายปืนและดาบซามูไร จนได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่กรุงเทพ ฯ ให้หยุดยิง และยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไปได้ หลังจากที่ได้สู้รบกันเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า ๖ ชั่วโมง โดยฝ่ายข้าศึกไม่สามารถเข้ายึดที่ตั้งทางทหาร ของมณฑลทหารบกที่ ๖ ได้เลย

        ในการสู้รบป้องกันอธิปไตยของชาติ ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคนที่ควรจะกล่าวถึง คือ

        พันเอก หลวงอมรเสนีย์ ผู้บังคับทหารปืนใหญ่ กองพลที่ ๖ ได้นำทหารไปจัดขบวนรบแนวหน้าที่สุด เพื่อต่อต้านข้าศึกเป็นหน่วยแรก และคงอำนวยการอยู่ ณ ที่นั้นจนถึงเวลาสงบการรบ นับว่าได้ฝ่าอันตรายอย่างกล้าหาญ เพราะปรากฏว่าผู้ที่ไปด้วยและอยู่ในแนวเดียวกันนั้น ได้ถูกอาวุธถึงแก่กรรม และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

        พันตรี หลวงราญรอนสงคราม รองเสนาธิการมณฑลทหารบก ได้นำทหารในกองบัญชาการ ไปจัดขบวนรบในแนวหน้า พร้อมกับ พันเอก
หลวงอมรเสนีย์ และได้อำนวยการรบอยู่ตลอดเวลา ด้วยความองอาจกล้าหาญยิ่ง จนตนเองได้ถูกกระสุนข้าศึก ถึงแก่กรรมลงในขณะนั้น

        พันโท หลวงประหารริปูราบ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๓๙ ได้อำนวยการรบให้แก่กองพันของตนอย่ากล้าหาญ จนตนเองถูกยิงกระสุนทะลุหมวกเหล็ก แต่ลูกกระสุนแฉลบไป ได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะไม่สาหัส

        ร้อยเอก สวัสดิ์วงศ์ บูรณะสมิต ผู้บังคับกองร้อย ได้นำทหารราบหมวดแรกไปถึงแนวหน้า แล้วช่วยทหารปืนใหญ่ต่อสู้ข้าศึก จนผู้ใต้บังคับบัญชาเสียชีวิตและบาดเจ็บไม่สามารถทำการรบได้ ต้องทำหน้าที่เป็นพลยิงปืนกลเบาต่อไปด้วยตนเอง จนได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ของข้าศึก     

        กองพันทหารราบที่ ๓๙ นี้ เป็นกำลังรบหลักและได้รับความเสียหายมากที่สุด มีนายสิบและพลทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งปรากฏชื่อถึง ๓๓ นาย

        ร้อยตรี ประยงค์ ไกรกิตติ ผู้บังคับหมวด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๕ ได้อำนวยการให้ทหารนำปืนใหญ่ออกตั้งยิงได้สำเร็จ ในขณะที่ข้าศึกกำลังบุกเข้ามาอย่างหนาแน่น และทำการยิงอย่างเผาขน ต่อสู้ข้าศึกด้วยความทรหดอดทน จนตนเองถูกกระสุนปืนใหญ่ของข้าศึกถึงแก่กรรมในที่รบ หน่วยทหารปืนใหญ่นี้ มีนายสิบและพลทหารเสียชีวิตที่ปรากฏชื่อ ๕ นาย

        ร้อยเอก ขุนนวมมณฑนะโยธิน  ผู้บังคับทหารพาหนะ มณฑลทหารบกที่ ๖ ได้นำกำลังพลไปรักษาปีกขวา และอำนวยการรบ จนกระทั่งตนเองถูกอาวุธถึงแก่กรรมในที่รบ

        ส่วนด้านจังหวัดปัตตานี กองพันทหารราบที่ ๔๒ ได้ทำการสู้รบกับข้าศึกอย่างกล้าหาญ จนได้รับความเสียหายทั้งอาวุธ กระสุน และเครื่องยุทโธปกรณ์ เป็นจำนวนมาก มีทหารเสียชีวิตหลายนาย รวมทั้ง พันโท ขุนอิงคยุทธบริหาร ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๔๒ ด้วย

        ต่อมาจึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการสู้รบอันกล้าหาญของทหารไทยในภาคใต้ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นรูปทหารขนาดประมาณสองเท่าตัวคน แต่งเครื่องแบบสนามครบครัน ยืนถือปืนในท่าประจัญบาน หันหน้าไปทางท่าแพ ซึ่งเป็นจุดที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ประดิษฐานอยู่ในเขตทหารตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชประมาณ ๖ กิโลเมตร

        อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้มีการนำอัฐิของบรรดาทหารหาญที่เสียชีวิตในการสงครามครั้งนี้ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา และปัตตานี มาบรรจุพร้อมทั้งจารึกชื่อเอาไว้ที่ฐานของอนุสาวรีย์ รวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๑๖ คน การก่อสร้างและตกแต่งแล้วเสร็จและมีพิธีเปิด เมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๔๙๒ มีชื่อว่า อนุสาวรีย์วีรไทย ๒๔๘๔ และได้มีพิธีกล่าวสดุดี วางพวงมาลา และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับทหารหาญ ที่เสียสละชีวิตเป็นชาติพลี ในวันที่ ๘ ธันวาคม ของทุก ๆ ปี  มาจนถึงทุกวันนี้.

##########
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่