เวียดนามใต้ อีกหนึ่งสถานที่ต้องปักหมุดสำหรับวัยรุ่นอย่างเรา (กล้าเรียกตัวเองว่าวัยรุ่น?) เพราะความที่ไปครั้งเดียว เราจะได้เจอทั้งทะเลทราย และทะเลจริง อันหลังนี่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของคนไทยเท่าไรนัก(แต่ฝรั่งลงกันเพียบ) ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อทะเลไทยทั้งสวยทั้งใสกว่า อีก 1 เหตุผลก็คงเพราะ เป็นประเทศที่ใช้งบไม่มากในการเที่ยว(หลังจากนี้ใครมาพูดแบบนี้อีกขอเถียงนะเว้ย น้อยบ้านเตี่ยแกสิ!!) แต่เหตุผลของทริปนี้จะผิดแปลกออกไปสักหน่อยตรงที่ว่า เพื่อนตัวตั้งตัวตีมันอยากหนีน้ำสงกรานต์ซึ่งผมก็เห็นด้วย ใจก็อยากไปตามรอยสถานที่เที่ยวในเอ็มวีเพลงโปรดของผมด้วยล่ะ ประจวบเหมาะที่เพื่อนอีกคนมาบ่นว่าอยากไปทะเลพอดี ยุไป

เลยจ้า บอใช้เงินไม่เยอะๆ แต่แชทคุยกันทีไร งบงอกทุกที - -" แต่จะถอยก็ไม่ทันแล้วนะแก จองตั๋วเครื่องบินไปแล้ว
ออกเที่ยวครั้งนี้ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะแยะมากซึ่งบางอย่าง

ก็เหนือคาดไปมากเหมือนกัน
แล้ววันเดินทางก็มาถึง ชาวดอยทั้งสามตกลงกันว่าจะไปนอนที่เมืองกรุงก่อนจะบินไปโฮจิมินห์คืนนึงความเค็มของเพื่อนและความไม่ค่อยจะมีเงินของพวกเรา ถือก็เป็นโอกาสที่ดีในการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้เพื่อนได้ลองนอนสนามบินกับการบินครั้งแรกของนางเลย
กับสนามบินดอนเมืองไอ้คนเคยนอนมาบ้างแล้วอย่างเราขอบอกว่ามันไม่ง่ายเลยครับ ที่ต้องหลับท่ามกลางมนุษย์ป้า มนุษย์ลุง และมนุษย์โชว์พาว. ต่าง ๆ แถมเบาะก็ดันมีส่วนเว้าส่วนโค้งตรงกลางให้ความรู้สึกเหมือนนอนบนลูกระนาด โอยยย คิดถึงสนามบินคันไซจุง บ่นไปก็แค่นั้น ทางเลือกไม่มีแล้วจ่ะ ขอโทษนะคุณเพื่อน แต่...นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น(นั้นๆๆ...แอคโค่ยาวสามนาที) ยังมีเรื่องที่น่าอนาจกว่านี้รอพวกเราอยู่
หลับ ๆ ตื่น ๆ จนถึงตีสามครึ่งก็พากันลุกจากที่นอน(ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับนอน) ไปล้างหน้าแปรงฟันกันอย่างสดชื่น(คว่ำปาก) แล้วไปเช็คอินที่เค้าท์เตอร์อย่างว่องไว บินตอนเช้าแบบนี้ก็ดีนะ คนไม่เยอะไม่วุ่นวาย ทำอะไรก็ง่ายไปหมด (จุ๊เล่นนน...วุ่นวายไม่แพ้กลางวันเลยเหอะ)
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดสนิทอย่างนุ่มนวลและใช้เวลาในการบินสองชั่วโมงก่อนจะลงแตะผืนแผ่นดินชาวเวียตพร้อม ๆ กับแสงแรกของเช้าวันใหม่พอดิบพอดี มองลอดออกไปนอกหน้าต่างบนเครื่องก็ต้องพบกับเรื่องฮาๆ (ที่หาเหตุผลไม่ได้ว่าจะหัวเราะเพื่อ?) คือบริเวณข้างๆ สนามบิน ไม่ไกลเลยนะ ข้างๆเลย สิ่งแรกที่เราเจอคือ ผู้คนขี่รถมอเตอร์ไซสวนกันไปมามากมาย สบายๆ ชิลๆ อีหมูสามตัวนี่พากันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง นี่ไงเรามาถึงเมืองแห่งมอเตอร์ไซแล้ว
หลังจากแถสารร่างอันอ่อนแรงของตัวเองออกจากประตูทางออกได้ สิ่งแรกที่ทำคือการแลกเงิน และหาซื้อซิมเน็ต (ซึ่งพลาดนะ ฝรั่งร่างท่วมคนนึงบนรถเมล์บอกกับเราว่า "ยูอย่าไปแลกเงิน หรือซื้ออะไรที่สนามบินนะ มันแพง ให้ไปหาแลกแถวตลาด หรือร้านทองเอา เรทดีกว่า" ปันต๋ายยย!! แลกเงินมาแล้วเรียบร้อย ทำได้แค่ร้อง โอ้วววว พร้อมกับทำหน้าปวดอึ๊ ยังดีที่ยังแลกไม่หมด และซิมก็ยังไม่ได้ซื้อ หน้าทรงปวดอึ๊เลยออกมาไม่ชัดเจนเท่าไรนัก)
เราออกจากสนามบินด้วยรถเมล สาย 512 ตามรีวิวของกระทู้นึงบอกไว้ (โชคดีที่แคปหน้าจอไว้ ตั้งแต่ไทย) ด้วยตั๋วโดยสารคนละ 5,000 ดอง เพื่อนคนนึงใช้กระเป๋าลากติดสติ๊กเกอร์ม้าโพนี่สีสดใส เลยโดนค่ากระเป๋าไปอีก 5,000 ดอง สดใสเกินนน ฮ่าๆๆ //ความจริงคือ ถ้ามีกระเป๋าก็เก็บแหละ ใบละห้าพันๆ แต่ของผมกับเพื่อนอีกคนมันเป็นกระเป๋าแบบ backpack กลับไม่โดนแหะ ทั้งที่ก็ใบใหญ่ใช่เล่นนะ เลยขอตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า น่าจะเก็บแต่กระเป๋าเดินทางแบบ Luggage เท่านั้น
ระหว่างทางทำให้เราได้เจอ ได้เห็น ได้สัมผัสกับการจลาจล เอ้ย การจราจร ได้ใกล้ชิดขึ้น รถเคี่ยง(มอเตอร์ไซค์)เยอะมาก และขี่กันแบบหมาเห็นแล้วไม่คิดข้ามถนนเด็ดขาด เยอะสมกับเป็นเมืองแห่งมอเตอร์ไซค์จริงๆ อีกอย่างที่รู้สึกได้คือ แตรรถมันมีมาเพื่อประเทศเวียดนามโดยแท้ น่าจะเป็นชาติเดียวที่คนซื้อรถมาแล้วใช้แตรได้คุ้มที่สุดในโลกแหละ รวมๆ แล้วสภาพถนนของเมืองนี้ จะให้คำนิยามว่า 'จลาจล จราจร' ก็ไม่เกินไปกับความเป็นจริง
อย่างที่บอกไปว่าถนนแบบนี้หมาเห็นหมาคงไม่ข้าม แต่ไอ้คนสะแล๋นแต่นแต้ไปบ้านเขาอย่างเรานี่... "เฮ่ยเมิง...ต้องข้ามว่ะ" พูดเหมือนจะน่ากลัวใช่ไหม? ลองไปดู แล้วจะรู้ววว~ มันน่ากลัวขนาดไหนน่ะรึ ก็ถึงขนาดว่ามีคนเขียนบทความ How to 'เอาตัวรอดบนถนนเวียดนาม' มาแล้วก็แค่นั้นแหละ ไอ่ผมก็ไม่เคยอ่านหรอกนะ เคยเห็นผ่านๆ ไปด้นสดกันเอาที่โน้นเลย ซึ่งเคล็ด(ไม่)ลับมันก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ง่ายๆ "อย่ากลัวตาย" เดินข้ามไปเถอะ อยากเงอะงะ เดินละลิ่วปลิวละล่องไปเลย ถ้ามัวแต่กลัวทั้งวันก็ไม่ได้ข้ามหร๊อกกก เดียวรถมันจะหลบให้เราเอง เชื่อดิๆ (ทำประกันการเดินทางไปด้วยก็ดีโน๊ะ)
ใช้เวลานานพอสมควร ผมและผองเพื่อนก็ถูกเอามาปล่อยลงข้างถนน ก่อนลงกระเป๋ารถเมล์บอกว่ากับพวกเราว่า ฟามงูหลาวๆ พร้อมกับท่าทางประกอบทิ้งท้ายประมาณว่า 'มุงเดินตรงไปนะ แล้วเลี้ยวซ้าย โอเคนะ ดูๆ ตามมือกุนี่นะ' ทำวนลูปอยู่สามรอบแล้วก็ทิ้งกันไป ใจอยากจะตะโกนออกไปให้กู่ก้องโลกว่า "ขุ่นพี่~ โปรดอย่าทิ้งน้องไว้บนถนนอันโหดร้ายสายนี้!!" แต่ก็ทำไม่ได้ T_T จงหยุดเพ้อเจ้อ แล้วเดินหน้าต่อไป (รู้สึกว่าแกจะอ่อนแอเกินไปแล้วนะ อ่อนแอหรืออ้อนทีน?)
เราทำได้แค่เพียงเก็บกระเป๋าแล้วเดินไปตามทางที่พี่เขาบอก พอไปถึงแค่นั้นแหละ พระเจ้า! ฟามงูหลาวมีอยู่จริง ฮึกๆ น้ำตาไหล (แกหยุดกวนตีนแล้วเขียนเล่าดีๆ สัก 5 นาทีได้ไหม?/ไม่)
สาระนิดนุง 'ฟามงูเหลา' เป็นการเขียนเลียนแบบเสียงให้เป็นภาษาไทย มันคือชื่อเรียกย่านๆ นึงของที่นี่นะครับ หาได้เป็นฟามและมีงูไม่ งูเหลางูเหลือมอะไรไม่มีทั้งนั้น ไม่ต้องใส่ชุดรัดกุม เตรียมเชือกไว้รัดแขนรัดขา หรือพกเซรุ่มต้านพิษมาเนอะ เสียเวลาเปล่า ก็เหมือนกับตอนที่เราขึ้นรถไฟ แล้วระหว่างทางมันไปจอดที่สถานีบางมูลนากอะครับ ซึ่งก็ไม่เคยเห็นขี้นากสักก้อน ประมาณนั้นแหล่ โอเค? (สาระตรงไหนวะ)
สิ่งที่ต้องทำต่อไปหลังจากถึงฟามงูหลาวแล้ว คือหาซื้อซิมเน็ต และตั๋วรถนอนไปดาลัดสำหรับคืนนี้ เอาล่ะ ต้องลุยละ!! มู้ดเอาผ้าขาวมัดหัวพร้อมทำท่าหึกเหิมเหมือนกำลังจะทำการบ้านกองโตผุดขึ้นมา แล้วเปล่งเสียงดังๆ ไปว่า "เฝอ กา 3 ถ้วย!" (ก๊วยเตี๋ยวไก่)
ช่างหัวซิม ช่างหัวตั๋วไปก่อน เฮอะ! ใครจะรู้ว่าที่ผ่านมาข้าต้องทนหิวขนาดไหน ตั้งแต่ตีสามครึ่งจนตอนนี้ แปดโมงกว่าแล้ว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องข้าเลยนะ ไม่ทนละเว้ย พูดเลย ขอพักกินเตี๋ยวแปปนะค้าบบบ...
.
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาต่อไป ผมมีหนึ่งสิ่งที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ผมมีเพจเล็กๆ อยู่เพจนึง ถ้าท่านพอจะสนใจและเอ็นดูในความน่ารัก(ที่ไม่มีอยู่เลย)ของผม ฝากติดตามด้วยนะครับ
รู้ว่าไม่เหมาะไม่ควร รู้ว่าเสี่ยง...แต่คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อย ถ้าอยากได้ของที่อยู่สู๊ง(เสียงสูงด้วย/ ไม่ใช่ละ ยังไม่ถึงเวลาออกทะเล)
www.facebook.com/chuttiejourney
Instagram ผมก็เล่นนะครับ : chatchakan
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงล่วงหน้าเอาไว้ ณ ตรงนี้ครับ
[CR] ตอนที่เพื่อนพาฉันไปเวียดนาม : Good time with Crazy friends in Vietnam
เวียดนามใต้ อีกหนึ่งสถานที่ต้องปักหมุดสำหรับวัยรุ่นอย่างเรา (กล้าเรียกตัวเองว่าวัยรุ่น?) เพราะความที่ไปครั้งเดียว เราจะได้เจอทั้งทะเลทราย และทะเลจริง อันหลังนี่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของคนไทยเท่าไรนัก(แต่ฝรั่งลงกันเพียบ) ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อทะเลไทยทั้งสวยทั้งใสกว่า อีก 1 เหตุผลก็คงเพราะ เป็นประเทศที่ใช้งบไม่มากในการเที่ยว(หลังจากนี้ใครมาพูดแบบนี้อีกขอเถียงนะเว้ย น้อยบ้านเตี่ยแกสิ!!) แต่เหตุผลของทริปนี้จะผิดแปลกออกไปสักหน่อยตรงที่ว่า เพื่อนตัวตั้งตัวตีมันอยากหนีน้ำสงกรานต์ซึ่งผมก็เห็นด้วย ใจก็อยากไปตามรอยสถานที่เที่ยวในเอ็มวีเพลงโปรดของผมด้วยล่ะ ประจวบเหมาะที่เพื่อนอีกคนมาบ่นว่าอยากไปทะเลพอดี ยุไป
ออกเที่ยวครั้งนี้ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะแยะมากซึ่งบางอย่าง
แล้ววันเดินทางก็มาถึง ชาวดอยทั้งสามตกลงกันว่าจะไปนอนที่เมืองกรุงก่อนจะบินไปโฮจิมินห์คืนนึงความเค็มของเพื่อนและความไม่ค่อยจะมีเงินของพวกเรา ถือก็เป็นโอกาสที่ดีในการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้เพื่อนได้ลองนอนสนามบินกับการบินครั้งแรกของนางเลย
กับสนามบินดอนเมืองไอ้คนเคยนอนมาบ้างแล้วอย่างเราขอบอกว่ามันไม่ง่ายเลยครับ ที่ต้องหลับท่ามกลางมนุษย์ป้า มนุษย์ลุง และมนุษย์โชว์พาว. ต่าง ๆ แถมเบาะก็ดันมีส่วนเว้าส่วนโค้งตรงกลางให้ความรู้สึกเหมือนนอนบนลูกระนาด โอยยย คิดถึงสนามบินคันไซจุง บ่นไปก็แค่นั้น ทางเลือกไม่มีแล้วจ่ะ ขอโทษนะคุณเพื่อน แต่...นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น(นั้นๆๆ...แอคโค่ยาวสามนาที) ยังมีเรื่องที่น่าอนาจกว่านี้รอพวกเราอยู่
หลับ ๆ ตื่น ๆ จนถึงตีสามครึ่งก็พากันลุกจากที่นอน(ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับนอน) ไปล้างหน้าแปรงฟันกันอย่างสดชื่น(คว่ำปาก) แล้วไปเช็คอินที่เค้าท์เตอร์อย่างว่องไว บินตอนเช้าแบบนี้ก็ดีนะ คนไม่เยอะไม่วุ่นวาย ทำอะไรก็ง่ายไปหมด (จุ๊เล่นนน...วุ่นวายไม่แพ้กลางวันเลยเหอะ)
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดสนิทอย่างนุ่มนวลและใช้เวลาในการบินสองชั่วโมงก่อนจะลงแตะผืนแผ่นดินชาวเวียตพร้อม ๆ กับแสงแรกของเช้าวันใหม่พอดิบพอดี มองลอดออกไปนอกหน้าต่างบนเครื่องก็ต้องพบกับเรื่องฮาๆ (ที่หาเหตุผลไม่ได้ว่าจะหัวเราะเพื่อ?) คือบริเวณข้างๆ สนามบิน ไม่ไกลเลยนะ ข้างๆเลย สิ่งแรกที่เราเจอคือ ผู้คนขี่รถมอเตอร์ไซสวนกันไปมามากมาย สบายๆ ชิลๆ อีหมูสามตัวนี่พากันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง นี่ไงเรามาถึงเมืองแห่งมอเตอร์ไซแล้ว
หลังจากแถสารร่างอันอ่อนแรงของตัวเองออกจากประตูทางออกได้ สิ่งแรกที่ทำคือการแลกเงิน และหาซื้อซิมเน็ต (ซึ่งพลาดนะ ฝรั่งร่างท่วมคนนึงบนรถเมล์บอกกับเราว่า "ยูอย่าไปแลกเงิน หรือซื้ออะไรที่สนามบินนะ มันแพง ให้ไปหาแลกแถวตลาด หรือร้านทองเอา เรทดีกว่า" ปันต๋ายยย!! แลกเงินมาแล้วเรียบร้อย ทำได้แค่ร้อง โอ้วววว พร้อมกับทำหน้าปวดอึ๊ ยังดีที่ยังแลกไม่หมด และซิมก็ยังไม่ได้ซื้อ หน้าทรงปวดอึ๊เลยออกมาไม่ชัดเจนเท่าไรนัก)
เราออกจากสนามบินด้วยรถเมล สาย 512 ตามรีวิวของกระทู้นึงบอกไว้ (โชคดีที่แคปหน้าจอไว้ ตั้งแต่ไทย) ด้วยตั๋วโดยสารคนละ 5,000 ดอง เพื่อนคนนึงใช้กระเป๋าลากติดสติ๊กเกอร์ม้าโพนี่สีสดใส เลยโดนค่ากระเป๋าไปอีก 5,000 ดอง สดใสเกินนน ฮ่าๆๆ //ความจริงคือ ถ้ามีกระเป๋าก็เก็บแหละ ใบละห้าพันๆ แต่ของผมกับเพื่อนอีกคนมันเป็นกระเป๋าแบบ backpack กลับไม่โดนแหะ ทั้งที่ก็ใบใหญ่ใช่เล่นนะ เลยขอตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า น่าจะเก็บแต่กระเป๋าเดินทางแบบ Luggage เท่านั้น
ระหว่างทางทำให้เราได้เจอ ได้เห็น ได้สัมผัสกับการจลาจล เอ้ย การจราจร ได้ใกล้ชิดขึ้น รถเคี่ยง(มอเตอร์ไซค์)เยอะมาก และขี่กันแบบหมาเห็นแล้วไม่คิดข้ามถนนเด็ดขาด เยอะสมกับเป็นเมืองแห่งมอเตอร์ไซค์จริงๆ อีกอย่างที่รู้สึกได้คือ แตรรถมันมีมาเพื่อประเทศเวียดนามโดยแท้ น่าจะเป็นชาติเดียวที่คนซื้อรถมาแล้วใช้แตรได้คุ้มที่สุดในโลกแหละ รวมๆ แล้วสภาพถนนของเมืองนี้ จะให้คำนิยามว่า 'จลาจล จราจร' ก็ไม่เกินไปกับความเป็นจริง
อย่างที่บอกไปว่าถนนแบบนี้หมาเห็นหมาคงไม่ข้าม แต่ไอ้คนสะแล๋นแต่นแต้ไปบ้านเขาอย่างเรานี่... "เฮ่ยเมิง...ต้องข้ามว่ะ" พูดเหมือนจะน่ากลัวใช่ไหม? ลองไปดู แล้วจะรู้ววว~ มันน่ากลัวขนาดไหนน่ะรึ ก็ถึงขนาดว่ามีคนเขียนบทความ How to 'เอาตัวรอดบนถนนเวียดนาม' มาแล้วก็แค่นั้นแหละ ไอ่ผมก็ไม่เคยอ่านหรอกนะ เคยเห็นผ่านๆ ไปด้นสดกันเอาที่โน้นเลย ซึ่งเคล็ด(ไม่)ลับมันก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ง่ายๆ "อย่ากลัวตาย" เดินข้ามไปเถอะ อยากเงอะงะ เดินละลิ่วปลิวละล่องไปเลย ถ้ามัวแต่กลัวทั้งวันก็ไม่ได้ข้ามหร๊อกกก เดียวรถมันจะหลบให้เราเอง เชื่อดิๆ (ทำประกันการเดินทางไปด้วยก็ดีโน๊ะ)
ใช้เวลานานพอสมควร ผมและผองเพื่อนก็ถูกเอามาปล่อยลงข้างถนน ก่อนลงกระเป๋ารถเมล์บอกว่ากับพวกเราว่า ฟามงูหลาวๆ พร้อมกับท่าทางประกอบทิ้งท้ายประมาณว่า 'มุงเดินตรงไปนะ แล้วเลี้ยวซ้าย โอเคนะ ดูๆ ตามมือกุนี่นะ' ทำวนลูปอยู่สามรอบแล้วก็ทิ้งกันไป ใจอยากจะตะโกนออกไปให้กู่ก้องโลกว่า "ขุ่นพี่~ โปรดอย่าทิ้งน้องไว้บนถนนอันโหดร้ายสายนี้!!" แต่ก็ทำไม่ได้ T_T จงหยุดเพ้อเจ้อ แล้วเดินหน้าต่อไป (รู้สึกว่าแกจะอ่อนแอเกินไปแล้วนะ อ่อนแอหรืออ้อนทีน?)
เราทำได้แค่เพียงเก็บกระเป๋าแล้วเดินไปตามทางที่พี่เขาบอก พอไปถึงแค่นั้นแหละ พระเจ้า! ฟามงูหลาวมีอยู่จริง ฮึกๆ น้ำตาไหล (แกหยุดกวนตีนแล้วเขียนเล่าดีๆ สัก 5 นาทีได้ไหม?/ไม่)
สาระนิดนุง 'ฟามงูเหลา' เป็นการเขียนเลียนแบบเสียงให้เป็นภาษาไทย มันคือชื่อเรียกย่านๆ นึงของที่นี่นะครับ หาได้เป็นฟามและมีงูไม่ งูเหลางูเหลือมอะไรไม่มีทั้งนั้น ไม่ต้องใส่ชุดรัดกุม เตรียมเชือกไว้รัดแขนรัดขา หรือพกเซรุ่มต้านพิษมาเนอะ เสียเวลาเปล่า ก็เหมือนกับตอนที่เราขึ้นรถไฟ แล้วระหว่างทางมันไปจอดที่สถานีบางมูลนากอะครับ ซึ่งก็ไม่เคยเห็นขี้นากสักก้อน ประมาณนั้นแหล่ โอเค? (สาระตรงไหนวะ)
สิ่งที่ต้องทำต่อไปหลังจากถึงฟามงูหลาวแล้ว คือหาซื้อซิมเน็ต และตั๋วรถนอนไปดาลัดสำหรับคืนนี้ เอาล่ะ ต้องลุยละ!! มู้ดเอาผ้าขาวมัดหัวพร้อมทำท่าหึกเหิมเหมือนกำลังจะทำการบ้านกองโตผุดขึ้นมา แล้วเปล่งเสียงดังๆ ไปว่า "เฝอ กา 3 ถ้วย!" (ก๊วยเตี๋ยวไก่)
ช่างหัวซิม ช่างหัวตั๋วไปก่อน เฮอะ! ใครจะรู้ว่าที่ผ่านมาข้าต้องทนหิวขนาดไหน ตั้งแต่ตีสามครึ่งจนตอนนี้ แปดโมงกว่าแล้ว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องข้าเลยนะ ไม่ทนละเว้ย พูดเลย ขอพักกินเตี๋ยวแปปนะค้าบบบ...
.
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาต่อไป ผมมีหนึ่งสิ่งที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้