จากกระทู้ poppaganda ทำให้นึกถึงนิทานอีกเรื่อง===ม่อจื้อดูการย้อมผ้า===

ช่วงหลังมานี้มีกระทู้ไส้แตกจากคน คนเดียว แต่หลาย login ซึ่งแสดงตนมาแบบนี้ ทุกกระทู้มีเรื่องไส้แตกอย่างเดียว ทั้งกระทู้เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งผมคิดไว้ว่าน่าจะเป็น poppaganda จากที่ไหนสักแห่ง

ผมอาจจะคิดมากไปเอง มาอ่านนิทานกันดีกว่าครับ ถ้าผมโยงไปโยงมาเดี๋ยวกระทู้จะหาย ไม่ได้อ่านนิทานกัน เหมือนนิทานเรื่อง คนแคว้นฉี กังวลถึงฟ้า นิทานเรื่องเดียว ผมต้องตั้งกระทู้ถึง 3ครั้ง กว่าจะรอดมาให้ได้อ่านกัน

ม่อจื้อดูการย้อมผ้า

ม่อจื้อเป็นนักปราชญ์คนหนึ่ง ในสมัยสงคราม 7แคว้นของจีน มีอยู่คราวหนึ่ง  
เขาพาลูกศิษย์เดินผ่านโรงย้อมผ้าแห่งหนึ่ง  และก็หยุดยืนดูการย้อมผ้าอยู่หน้าประตูโรงงาน
        พวกเขาเห็นคนงานนำเอาผ้าไหมที่ขาวราวปุยหิมะจำนวนมาก แช่ลงในถัง
ย้อมสีทีละมัดๆ ชั่วครู่เดียวผ้าไหมเหล่านั้นก็ย้อมติดเป็นสีต่างๆ ที่ใส่ลงไปในถัง
ย้อมสีน้ำเงินก็กลายเป็นสีน้ำเงิน ที่ใส่ลงไปในถังย้อมสีเหลืองก็ถูกย้อมกลายเป็นสีเหลือง

    ม่อจื้อดูคนงานเหล่านั้นย้อมผ้าอยู่อย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไรแม้คำเดียว  แต่บนใบหน้า
กลับแสดงความรู้สึกอย่างมากมาย และแล้วเขาก็ถอนหายใจยาว  พูดรำพึงกับตัวเองว่า
“ช่างเป็นหม้อย้อมอันร้ายกาจอะไรเช่นนี้”
    ลูกศิษย์ถามม่อจื้อว่า “อาจารย์ ท่านพูดอย่างนี้มีความหมายอะไรหรือครับ”
    ม่อจื้อตอบว่า “พวกเธอจงดูผ้าไหมขาวบริสุทธิ์เหล่านั้น พอใส่ลงในหม้อย้อม
ก็เปลี่ยนสีไปทันที  ที่อยู่ในถังสีเหลืองก็กลายเป็นสีเหลือง ที่อยู่ในถังสีดำก็กลายเป็นสีดำ  
ไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อีก คนเราก็เช่นเดียวกัน  เด็กเล็กทั้งหลายต่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
เหมือนผ้าไหมที่ขาวราวหิมะ  แต่พอเข้าสู่สังคม สัมผัสกับบุคคลอื่นตั้งแต่ในครอบครัว
จนถึงสังคมภายนอก  ก็จะรับอิทธิพลจากคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย  ที่อยู่กับคนดี
ก็กลายเป็นคนดี ที่อยู่กับคนเลวก็กลายเป็นคนเลวไปด้วย อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
ที่มีต่อคนเราช่างมากจริงๆ”

ลูกศิษย์ของม่อจื้อบอกว่า “ท่านอาจารย์พูดถูกจริงๆ  ยุวชนคนหนุ่มสาวทั้งหลาย
ควรจะต้องมีความสุขุมรอบคอบระมัดระวังในการคบหาสมาคมให้มากๆ


.............................

    ในการคบคน  เราจำเป็นต้องเลือกคบคน  และวิธีการเลือกไม่ใช่เลือกตาม
ความชอบใจ ใครมาเอาอกเอาใจ ทำถูกใจ  เราก็ชอบคนนั้น คบคนนั้น  แต่มีหลักง่ายๆอยู่ว่า  
ใครที่เราอยู่ใกล้เขา คบเขาแล้วทำให้ความโลภ ความโกรธ  ความหลงในตัวเราเพิ่มมากขึ้น
เช่นทำให้อยากได้ทรัพย์มาในทางไม่ถูกต้อง  คอยยุให้รำตำให้รั่ว  ทำให้เราโกรธเกลียด
ระแวงคนอื่นๆ หรือคอยชักชวนให้เราลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข  คนอย่างนี้เรียกว่าคนพาล
ไม่ควรคบ ควรหลีกไปให้ไกลๆ  แต่คนไหนคบแล้ว ทำให้เราอยากทำความดี ให้ทาน
รักษาศีล  ทำสมาธิภาวนา คนอย่างนี้เรียกว่าบัณฑิต ควรคบ

    และที่ต้องระวังอย่างยิ่งก็คือ ระวังไม่ให้ตัวของเราเองกลายเป็นคนพาล ต้องฝึกตัว
ให้เป็นคนคิดเป็น (มีโยนิโสมนสิการ) ตรวจสอบตัวเองง่ายๆ ว่าคิดเป็นหรือไม่ คือ
ถ้าอยากได้อะไร ยิ่งคิดยิ่งโลภยิ่งอยากได้  หรือกำลังโกรธใคร ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธแค้น
กำลังหลงยิ่งคิดยิ่งหลงมัวเมา  แสดงว่าคิดไม่เป็น  คนคิดเป็น ยิ่งคิดความโลภก็ลดลง
ความโกรธคลายสบายใจ ความลุ่มหลงมัวเมานั้นเบาบาง ยิ่งคิดก็ยิ่งมีใจที่ปลอดโปร่ง  
ใครรู้จักเลือกคบคนและฝึกตัวเองให้คิดเป็น  ชีวิตจะมีความสุข  เจริญรุ่งเรือง  
ทั้งภพนี้ตลอดภพหน้า

P.S. สรูปนิทานที่ยกมาพูดแค่เรื่องการคบคน แต่ผมขอเพิ่มเติมถึงเรื่องการรับฟังข่าวสารด้วยครับ


Cr. หนังสือมังกรสอนใจ

นายโล่กับหอก นิรนาม


แก้ไขคำผิด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่