3.
ชายชรามองดูโลกเบื้องล่างจากระเบียงห้องพักชั้นห้าของคอนโดมิเนียมสูงเสียดฟ้า สิ่งต่างๆ ยังคงขวักไขว่ เสียงยังคงจอแจไม่ต่างจากวันเก่าก่อน แต่ทุกสิ่งกลับไม่เหมือนเก่า ท่ามกลางความขวักไขว่กลับพบแต่ความเปล่าเปลี่ยว ท่ามกลางความจอแจกลับมีแต่ความเงียบเชียบ
มันไม่เหมือนเก่า และคงจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว
หลายสิบปีก่อนเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มกำยำ ชายชราเป็นนายตำรวจมือดีลำดับต้นๆ ของสำนักงานความมั่นคงของโลกใหม่แห่งชาติ เวลานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และเช่นนั้นเอง การจัดการที่ตามไม่ทันเทคโนโลยีที่ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ดก็ส่งผลให้เกิดปัญหาแบบก้าวกระโดดเช่นกัน
ชายชราจำไม่ได้ว่ามีวันไหนบ้างที่เขาไม่ต้องเล็งปีนเลเซอร์อิเล็กตรอนไปยังบุคคลที่กฎหมายไม่รองรับว่าเป็นมนุษย์ เขาจำไม่ได้ว่ามีคืนไหนบ้างที่ไม่ต้องหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อคิดค้นแอนตี้ไวรัสเพื่อใช้ต่อกรกับไวรัสชนิดใหม่ที่ปรากฏขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน
ครั้งนั้นไม่เคยมีวันไหนที่เขาออกตรวจเมืองได้อย่างสบายใจ และไม่เคยมีคืนไหนที่เคยนอนหลับเต็มตื่น แต่นั่นก็ยังดีกว่าตอนนี้มากมายนัก
ในตอนนั้นไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่ถูกส่งออกมาจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มาส่งผลกระทบกับผู้รับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เดิมทีใครๆ ก็คิดว่าไวรัสที่จ้องทำลายระบบประมวลผลและระบบการเชื่อมต่อของพิโคชิพกับสมองนั้นอันตรายที่สุดแล้ว
แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด
ไวรัสที่อันตรายกว่านั้นยังคงถูกปล่อยออกมา มันล่องลอยอยู่ในทุกที่ๆ สัญญาณเอฟจีไปถึง และแทนที่มันจะทำลายระบบประมวลผลเช่นเดียวกับไวรัสตัวก่อนๆ แต่มันกลับปล่อยให้ระบบทำงานต่อไปพร้อมๆ กับที่มันจะค่อยๆ สร้างความทรงจำปลอมเข้าไปแทนที่เพื่อให้ผู้ที่รับมาเข้าไปคิดเป็นตนเองเป็นอย่างนั้น
อาชญากรรมเพิ่มขึ้นเท่าทวี คนคลุ้มคลั่งมีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน
เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนจะเกินควบคุม รัฐบาลแห่งโลกใหม่มีแนวคิดที่จะยุติอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายทุกชนิดเพื่อหยุดยั้งปัญหาดังกล่าว
เพียงแต่ว่าคนที่เสพติดเทคโนโลยีมานานแสนนานแล้วนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่หลงเคลิบเคลิ้มไปกับฤทธิ์ของยาเสพติด การถอดพิโคชิพออกจากร่างกายก็เหมือนกับเผากองความรู้ที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด
เด็กทุกคนที่เกิดใหม่ต้องกลับไปเรียนหลักสูตรโบราณ ต้องนั่งเรียนหนังสือตั้งแต่หัดเขียนอักษรตัวแรกเหมือนกับเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
การยกเลิกสัญญาณเอฟจีจะทำให้การติดต่อกันระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลแห่งโลกใหม่ล่าช้ากว่าเดิม
และการประเมินสถานการณ์จากประสาทสัมผัสทั้งห้าแทนที่จะเป็นการส่งข้อมูลไปที่สมองโดยตรงด้วยสัญญาณเอฟจีจะช้าลงและเกิดความผิดพลาดมากขึ้น
มนุษย์ได้ทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างไปมากมายเหลือเกินท่ามกลางเทคโนโลยีในยุคนั้น และแค่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ แค่คิดถึงความล้าหลัง ความยากลำบากเมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ไป ผู้คนก็เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วย จากคนไม่เห็นด้วยไม่กี่คนก็กลายเป็นจลาจลในเวลาไม่นาน จนในที่สุดรัฐบาลแห่งโลกใหม่ก็ล้มเลิกแนวคิดการยุติเทคโนโลยีนั้นไป
โลกยังคงหมุนไปพร้อมๆ กับวิถีชีวิตอันบิดเบี้ยว หลายคนเริ่มคิดถึงจุบจบของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ความสิ้นหวังท้อแท้ย่างกรายเข้ามาทีละน้อย เทคโนโลยีต่างๆ เชื่องช้าลงจนแทบจะหยุดอยู่กับที่
แต่ในที่สุดหนึ่งในหลายร้อยหลายพันทีมงานวิจัยซึ่งมีเขาเป็นหัวหน้าโครงการก็ค้นพบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
แอนตี้ไวรัสที่พัฒนาตัวเองได้
ราวแสงที่ปลายอุโมงค์ เพียงไม่นานหลังจากที่แอนตี้ไวรัสอัจฉริยะถูกปล่อยออกไปตามสัญญาณเอฟจี โลกทั้งใบก็สามารถปลดบาเรียออกได้ เพียงปล่อยให้แอนตี้ไวรัสอัจฉริยะทำหน้าที่ ไม่นานไวรัสคอมพิวเตอร์ก็หมดไป
โลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ชาวโลกต่างโห่ร้องยินดี เนื่องจากที่ผ่านมาไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ขัดขวางการพัฒนาในด้านต่างๆ รัฐบาลแห่งโลกใหม่ประกาศชัยชนะและเรียกยุคต่อจากนี้ว่าเป็นยุคไฟนอลเจเนอเรชั่นอย่างแท้จริง
สัญญาณเอฟจี เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายความเร็วสูงสมบูรณ์แบบถูกปล่อยแบบเสรีอีกครั้ง ธุรกิจเครือข่ายกลับมาได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนาต่อ
และหุ่นยนต์เครือข่ายตัวแรกก็ถือกำเนิดขึ้น แรกเริ่มมันถูกโปรแกรมให้ทำงานง่ายๆ แทนผู้ใช้ เช่น การจ่ายตลาด การซื้อของ โดยมันจะทำการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ผ่านเครือข่าย
และต่อมามันก็ถูกพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถควบคุมผ่านเครือข่ายได้ หรือแม้กระทั่งสามารถโปรแกรมให้มันสามารถทำอะไรๆ แทนผู้ใช้ได้สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วยตัวของผู้ใช้เอง
ด้วยความสะดวกสบายนั้น เพียงไม่นานหุ่นยนต์เครือข่ายได้ก็รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และเช่นนั้นเอง ผู้คนก็เริ่มออกจากบ้านน้อยลง เริ่มพบปะกันน้อยลง เริ่มพูดคุยกันน้อยลง
และราวกับเพื่อจะชดเชยสิ่งเหล่านั้น โลกดิจิตอลเล็กๆ ก็ได้ถูกสร้างขึ้น หลายคนที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านก็เริ่มเข้าไปใช้บริการในโลกใบเล็กแห่งนั้น จากเมืองเล็กๆ ในโลกดิจิตอลก็กลายเป็นประเทศ จากเมืองเปล่าๆ ก็ค่อยๆ ถูกแต่งเติมจนกลายเป็นมีทุกสิ่ง และในที่สุดโลกดิจิตอลก็กลายเป็นโลกทั้งใบ
การท่องเที่ยวไปในโลกดิจิตอลนั้นง่ายแสนง่าย จากโลกก็กลายเป็นระบบสุริยะ และก็กลายเป็นจักรวาลในที่สุด คนทุกคนสามารถท่องเที่ยวไปไหนก็ได้ในจักรวาลดิจิตอลด้วยระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที
การเดินทางโดยมีขีดจำกัดของเวลาและค่าใช้จ่ายถูกกำจัดออกไปในโลกแห่งนี้ ผู้คนยิ่งออกจากบ้านน้อยลง ต่างคนต่างใช้ชีวิตในห้วงจักรวาลจำลองนั้น เวลาที่ใช้อยู่ในนั้นก็มากขึ้น นานขึ้น โลกที่สามารถทำอะไรก็ได้
แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็เริ่มพูดคุยด้วยเสียงของตนเองน้อยลง ต่างคนต่างเห็นหน้าจริงๆ ของกันน้อยลง จนในที่สุดโลกทั้งใบก็เงียบเชียบ และการพัฒนาทุกอย่างก็เริ่มหยุดลงอีกครั้ง
ชายชรานั่งนิ่งอยู่บนระเบียงชั้นห้าของคอนโดมิเนียมสูงเสียดฟ้า สายตาเฝ้ามองสิ่งที่ขวักไขว่อยู่เบื้องล่าง มันเหล่านั้นล้วนเป็นกลไกประดิษฐ์จากฝีมือมนุษย์
ถึงแม้จะเคลื่อนไหวแต่ก็หาได้มีชีวิต มันไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรมชาติอยู่เลย ราวกับทั้งโลกมีเพียงเขานั่งอยู่บนระเบียงแห่งนี้ นั่นล่ะคือความเปล่าเปลี่ยวในความรู้สึกของชายชรา
เสียงอึกทึก เสียงจอแจ เสียงเครื่องยนต์ หรือแม้แต่เสียงพูด ก็ล้วนเป็นเสียงประดิษฐ์ มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยจากเสียงที่ถูกเปล่งออกมา ไม่มีแม้แต่ความมีชีวิตชีวา และนั่นก็คือความเงียบเชียบตามความหมายที่ชายชราคิด
“ครืด...ดดด”
ประตูห้องเปิดออก หุ่นยนต์รับใช้ถือถาดเข้ามาใกล้ชายชรา เสียงแปร่งดังมาจากลำโพงตรงส่วนที่เป็นปาก
“ได้เวลารับยาแล้วครับท่าน”
“วางไว้บนโต๊ะแล้วไปจัดการงานอื่นซะ”
ชายชราพูดพร้อมโบกมือโบกไม้โดยไม่เห็นไปมอง หุ่นยนต์รับใช้รับคำสั่งพร้อมเคลื่อนตัวออกไป นี่เป็นครั้งแรกของวันที่ชายชราได้พูด แต่สิ่งที่พูดด้วยกลับเป็นเครื่องจักรไร้ชีวิต
เขาหันกลับมามองถาดใส่ยาก่อนจากไล่สายตามองไปยังผนังห้อง เหรียญตราและใบประกาศเกียรติคุณถูกแขวนอยู่บนนั้นนับไม่ถ้วน ทุกใบล้วนสลักชื่อ “เกียรติภูมิ” ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลแห่งเกียรติยศเหล่านั้น ชื่อของเขาที่ไม่เคยมีคนเรียกมานานแล้ว
เมื่อครั้งยังหนุ่มเขาเคยคิดว่ายุคของมนุษย์จะสิ้นสุดลงโดยไวรัสคอมพิวเตอร์ แต่เขาเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่าในเวลานั้นเขาคิดผิด ไวรัสคอมพิวเตอร์ย่อมถูกกำจัดได้ด้วยแอนตี้ไวรัสที่เหมาะสม เช่นเดียวกับที่มนุษย์ยุคโบราณที่สามารถคิดค้นยารักษาโรคใหม่ๆ เพื่อต่อกรกับเชื้อโรคที่พัฒนาสายพันธุ์
ในเวลานั้นไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นเหมือนตัวคอยควบคุมเทคโนโลยีต่างๆ ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ล้ำหน้ามากเกินไปจนไร้การควบคุม ไม่สะดวกสบายเกินไปจนละเลยทุกสิ่ง
แอนตี้ไวรัสที่พัฒนาตัวเองได้ไม่สมควรถูกสร้างขึ้นมาเลย ชายชราถอนหายใจ สายตาเหม่อมอง รู้สึกโทษตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาไม่ควรเริ่มต้นและเป็นหัวหน้าโครงการจนประสบความสำเร็จเลย
เขาน่าจะคิดได้มาตั้งนานแล้ว น่าจะคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้อยู่แล้ว
ถึงแม้เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ยุคที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับคำว่าอัจฉริยะ แต่สิ่งที่เรียกว่าจิตใจนั้นกลับไม่เคยได้รับการพัฒนาเลย มนุษย์ยังคงยึดติดกับตัวเอง เราทั้งหลายยังคงลุ่มหลงกับเทคโนโลยี เป็นทาสความสะดวกสบาย และพร้อมจะละทิ้งความจริงทุกสิ่งตรงหน้า
นับต่อจากนี้โลกก็จะยิ่งเงียบลง ว่างเปล่าลง จนในที่สุดโลกทั้งโลกก็จะว่างเปล่า ไม่หลงเหลืออะไร และโลกยุคสุดท้ายของมวลมนุษยชาติก็คงจะมาถึงในไม่ช้าอย่างแน่นอน
เราเคยหวาดกลัวกับอะไรต่างๆ นานา แต่สุดท้ายแล้วจิตใจของมนุษย์ต่างหากที่ผลักดันให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปสู่จุดสิ้นสุดนั้น
โลกแห่งความว่างเปล่า : ว่าง
ชายชรามองดูโลกเบื้องล่างจากระเบียงห้องพักชั้นห้าของคอนโดมิเนียมสูงเสียดฟ้า สิ่งต่างๆ ยังคงขวักไขว่ เสียงยังคงจอแจไม่ต่างจากวันเก่าก่อน แต่ทุกสิ่งกลับไม่เหมือนเก่า ท่ามกลางความขวักไขว่กลับพบแต่ความเปล่าเปลี่ยว ท่ามกลางความจอแจกลับมีแต่ความเงียบเชียบ
มันไม่เหมือนเก่า และคงจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว
หลายสิบปีก่อนเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มกำยำ ชายชราเป็นนายตำรวจมือดีลำดับต้นๆ ของสำนักงานความมั่นคงของโลกใหม่แห่งชาติ เวลานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และเช่นนั้นเอง การจัดการที่ตามไม่ทันเทคโนโลยีที่ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ดก็ส่งผลให้เกิดปัญหาแบบก้าวกระโดดเช่นกัน
ชายชราจำไม่ได้ว่ามีวันไหนบ้างที่เขาไม่ต้องเล็งปีนเลเซอร์อิเล็กตรอนไปยังบุคคลที่กฎหมายไม่รองรับว่าเป็นมนุษย์ เขาจำไม่ได้ว่ามีคืนไหนบ้างที่ไม่ต้องหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อคิดค้นแอนตี้ไวรัสเพื่อใช้ต่อกรกับไวรัสชนิดใหม่ที่ปรากฏขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน
ครั้งนั้นไม่เคยมีวันไหนที่เขาออกตรวจเมืองได้อย่างสบายใจ และไม่เคยมีคืนไหนที่เคยนอนหลับเต็มตื่น แต่นั่นก็ยังดีกว่าตอนนี้มากมายนัก
ในตอนนั้นไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่ถูกส่งออกมาจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มาส่งผลกระทบกับผู้รับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เดิมทีใครๆ ก็คิดว่าไวรัสที่จ้องทำลายระบบประมวลผลและระบบการเชื่อมต่อของพิโคชิพกับสมองนั้นอันตรายที่สุดแล้ว
แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด
ไวรัสที่อันตรายกว่านั้นยังคงถูกปล่อยออกมา มันล่องลอยอยู่ในทุกที่ๆ สัญญาณเอฟจีไปถึง และแทนที่มันจะทำลายระบบประมวลผลเช่นเดียวกับไวรัสตัวก่อนๆ แต่มันกลับปล่อยให้ระบบทำงานต่อไปพร้อมๆ กับที่มันจะค่อยๆ สร้างความทรงจำปลอมเข้าไปแทนที่เพื่อให้ผู้ที่รับมาเข้าไปคิดเป็นตนเองเป็นอย่างนั้น
อาชญากรรมเพิ่มขึ้นเท่าทวี คนคลุ้มคลั่งมีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน
เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนจะเกินควบคุม รัฐบาลแห่งโลกใหม่มีแนวคิดที่จะยุติอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายทุกชนิดเพื่อหยุดยั้งปัญหาดังกล่าว
เพียงแต่ว่าคนที่เสพติดเทคโนโลยีมานานแสนนานแล้วนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่หลงเคลิบเคลิ้มไปกับฤทธิ์ของยาเสพติด การถอดพิโคชิพออกจากร่างกายก็เหมือนกับเผากองความรู้ที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด
เด็กทุกคนที่เกิดใหม่ต้องกลับไปเรียนหลักสูตรโบราณ ต้องนั่งเรียนหนังสือตั้งแต่หัดเขียนอักษรตัวแรกเหมือนกับเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
การยกเลิกสัญญาณเอฟจีจะทำให้การติดต่อกันระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลแห่งโลกใหม่ล่าช้ากว่าเดิม
และการประเมินสถานการณ์จากประสาทสัมผัสทั้งห้าแทนที่จะเป็นการส่งข้อมูลไปที่สมองโดยตรงด้วยสัญญาณเอฟจีจะช้าลงและเกิดความผิดพลาดมากขึ้น
มนุษย์ได้ทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างไปมากมายเหลือเกินท่ามกลางเทคโนโลยีในยุคนั้น และแค่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ แค่คิดถึงความล้าหลัง ความยากลำบากเมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ไป ผู้คนก็เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วย จากคนไม่เห็นด้วยไม่กี่คนก็กลายเป็นจลาจลในเวลาไม่นาน จนในที่สุดรัฐบาลแห่งโลกใหม่ก็ล้มเลิกแนวคิดการยุติเทคโนโลยีนั้นไป
โลกยังคงหมุนไปพร้อมๆ กับวิถีชีวิตอันบิดเบี้ยว หลายคนเริ่มคิดถึงจุบจบของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ความสิ้นหวังท้อแท้ย่างกรายเข้ามาทีละน้อย เทคโนโลยีต่างๆ เชื่องช้าลงจนแทบจะหยุดอยู่กับที่
แต่ในที่สุดหนึ่งในหลายร้อยหลายพันทีมงานวิจัยซึ่งมีเขาเป็นหัวหน้าโครงการก็ค้นพบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
แอนตี้ไวรัสที่พัฒนาตัวเองได้
ราวแสงที่ปลายอุโมงค์ เพียงไม่นานหลังจากที่แอนตี้ไวรัสอัจฉริยะถูกปล่อยออกไปตามสัญญาณเอฟจี โลกทั้งใบก็สามารถปลดบาเรียออกได้ เพียงปล่อยให้แอนตี้ไวรัสอัจฉริยะทำหน้าที่ ไม่นานไวรัสคอมพิวเตอร์ก็หมดไป
โลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ชาวโลกต่างโห่ร้องยินดี เนื่องจากที่ผ่านมาไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ขัดขวางการพัฒนาในด้านต่างๆ รัฐบาลแห่งโลกใหม่ประกาศชัยชนะและเรียกยุคต่อจากนี้ว่าเป็นยุคไฟนอลเจเนอเรชั่นอย่างแท้จริง
สัญญาณเอฟจี เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายความเร็วสูงสมบูรณ์แบบถูกปล่อยแบบเสรีอีกครั้ง ธุรกิจเครือข่ายกลับมาได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนาต่อ
และหุ่นยนต์เครือข่ายตัวแรกก็ถือกำเนิดขึ้น แรกเริ่มมันถูกโปรแกรมให้ทำงานง่ายๆ แทนผู้ใช้ เช่น การจ่ายตลาด การซื้อของ โดยมันจะทำการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ผ่านเครือข่าย
และต่อมามันก็ถูกพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถควบคุมผ่านเครือข่ายได้ หรือแม้กระทั่งสามารถโปรแกรมให้มันสามารถทำอะไรๆ แทนผู้ใช้ได้สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วยตัวของผู้ใช้เอง
ด้วยความสะดวกสบายนั้น เพียงไม่นานหุ่นยนต์เครือข่ายได้ก็รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และเช่นนั้นเอง ผู้คนก็เริ่มออกจากบ้านน้อยลง เริ่มพบปะกันน้อยลง เริ่มพูดคุยกันน้อยลง
และราวกับเพื่อจะชดเชยสิ่งเหล่านั้น โลกดิจิตอลเล็กๆ ก็ได้ถูกสร้างขึ้น หลายคนที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านก็เริ่มเข้าไปใช้บริการในโลกใบเล็กแห่งนั้น จากเมืองเล็กๆ ในโลกดิจิตอลก็กลายเป็นประเทศ จากเมืองเปล่าๆ ก็ค่อยๆ ถูกแต่งเติมจนกลายเป็นมีทุกสิ่ง และในที่สุดโลกดิจิตอลก็กลายเป็นโลกทั้งใบ
การท่องเที่ยวไปในโลกดิจิตอลนั้นง่ายแสนง่าย จากโลกก็กลายเป็นระบบสุริยะ และก็กลายเป็นจักรวาลในที่สุด คนทุกคนสามารถท่องเที่ยวไปไหนก็ได้ในจักรวาลดิจิตอลด้วยระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที
การเดินทางโดยมีขีดจำกัดของเวลาและค่าใช้จ่ายถูกกำจัดออกไปในโลกแห่งนี้ ผู้คนยิ่งออกจากบ้านน้อยลง ต่างคนต่างใช้ชีวิตในห้วงจักรวาลจำลองนั้น เวลาที่ใช้อยู่ในนั้นก็มากขึ้น นานขึ้น โลกที่สามารถทำอะไรก็ได้
แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็เริ่มพูดคุยด้วยเสียงของตนเองน้อยลง ต่างคนต่างเห็นหน้าจริงๆ ของกันน้อยลง จนในที่สุดโลกทั้งใบก็เงียบเชียบ และการพัฒนาทุกอย่างก็เริ่มหยุดลงอีกครั้ง
ชายชรานั่งนิ่งอยู่บนระเบียงชั้นห้าของคอนโดมิเนียมสูงเสียดฟ้า สายตาเฝ้ามองสิ่งที่ขวักไขว่อยู่เบื้องล่าง มันเหล่านั้นล้วนเป็นกลไกประดิษฐ์จากฝีมือมนุษย์
ถึงแม้จะเคลื่อนไหวแต่ก็หาได้มีชีวิต มันไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรมชาติอยู่เลย ราวกับทั้งโลกมีเพียงเขานั่งอยู่บนระเบียงแห่งนี้ นั่นล่ะคือความเปล่าเปลี่ยวในความรู้สึกของชายชรา
เสียงอึกทึก เสียงจอแจ เสียงเครื่องยนต์ หรือแม้แต่เสียงพูด ก็ล้วนเป็นเสียงประดิษฐ์ มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยจากเสียงที่ถูกเปล่งออกมา ไม่มีแม้แต่ความมีชีวิตชีวา และนั่นก็คือความเงียบเชียบตามความหมายที่ชายชราคิด
“ครืด...ดดด”
ประตูห้องเปิดออก หุ่นยนต์รับใช้ถือถาดเข้ามาใกล้ชายชรา เสียงแปร่งดังมาจากลำโพงตรงส่วนที่เป็นปาก
“ได้เวลารับยาแล้วครับท่าน”
“วางไว้บนโต๊ะแล้วไปจัดการงานอื่นซะ”
ชายชราพูดพร้อมโบกมือโบกไม้โดยไม่เห็นไปมอง หุ่นยนต์รับใช้รับคำสั่งพร้อมเคลื่อนตัวออกไป นี่เป็นครั้งแรกของวันที่ชายชราได้พูด แต่สิ่งที่พูดด้วยกลับเป็นเครื่องจักรไร้ชีวิต
เขาหันกลับมามองถาดใส่ยาก่อนจากไล่สายตามองไปยังผนังห้อง เหรียญตราและใบประกาศเกียรติคุณถูกแขวนอยู่บนนั้นนับไม่ถ้วน ทุกใบล้วนสลักชื่อ “เกียรติภูมิ” ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลแห่งเกียรติยศเหล่านั้น ชื่อของเขาที่ไม่เคยมีคนเรียกมานานแล้ว
เมื่อครั้งยังหนุ่มเขาเคยคิดว่ายุคของมนุษย์จะสิ้นสุดลงโดยไวรัสคอมพิวเตอร์ แต่เขาเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่าในเวลานั้นเขาคิดผิด ไวรัสคอมพิวเตอร์ย่อมถูกกำจัดได้ด้วยแอนตี้ไวรัสที่เหมาะสม เช่นเดียวกับที่มนุษย์ยุคโบราณที่สามารถคิดค้นยารักษาโรคใหม่ๆ เพื่อต่อกรกับเชื้อโรคที่พัฒนาสายพันธุ์
ในเวลานั้นไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นเหมือนตัวคอยควบคุมเทคโนโลยีต่างๆ ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ล้ำหน้ามากเกินไปจนไร้การควบคุม ไม่สะดวกสบายเกินไปจนละเลยทุกสิ่ง
แอนตี้ไวรัสที่พัฒนาตัวเองได้ไม่สมควรถูกสร้างขึ้นมาเลย ชายชราถอนหายใจ สายตาเหม่อมอง รู้สึกโทษตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาไม่ควรเริ่มต้นและเป็นหัวหน้าโครงการจนประสบความสำเร็จเลย
เขาน่าจะคิดได้มาตั้งนานแล้ว น่าจะคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้อยู่แล้ว
ถึงแม้เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ยุคที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับคำว่าอัจฉริยะ แต่สิ่งที่เรียกว่าจิตใจนั้นกลับไม่เคยได้รับการพัฒนาเลย มนุษย์ยังคงยึดติดกับตัวเอง เราทั้งหลายยังคงลุ่มหลงกับเทคโนโลยี เป็นทาสความสะดวกสบาย และพร้อมจะละทิ้งความจริงทุกสิ่งตรงหน้า
นับต่อจากนี้โลกก็จะยิ่งเงียบลง ว่างเปล่าลง จนในที่สุดโลกทั้งโลกก็จะว่างเปล่า ไม่หลงเหลืออะไร และโลกยุคสุดท้ายของมวลมนุษยชาติก็คงจะมาถึงในไม่ช้าอย่างแน่นอน
เราเคยหวาดกลัวกับอะไรต่างๆ นานา แต่สุดท้ายแล้วจิตใจของมนุษย์ต่างหากที่ผลักดันให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปสู่จุดสิ้นสุดนั้น