สวัสดีครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นจากต่างแดน เมื่อประมาณ สองปีที่แล้วครับ พอดีว่าเป็นช่วงประจวบเหมาะที่ ผมกลับสู่ประเทศไทยเมื่อสองปีที่แล้วครับเลยถือโอกาสนำมาเขียน เล่าสู่กันฟังครับ อาจจะยาวไปหน่อยนะครับ เพราะระยะเวลาที่ผมจะเล่าคือ 1 ปีกว่าๆ เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ
หลังจากที่ผมเรียนจบ ม.6 จบทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนอะไร จะทำอะไรต่อ ทางบ้านก็เลยอยากให้ไปค้นหาตัวเองที่ต่างประเทศดู ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองนอก แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อ ผมเลยเลือกที่จะไปเรียนภาษาด้วยตัวคนเดียวที่ เมือง โอ๊คแลนด์ (Auckland) ประเทศ นิวซีแลนด์
ก่อนไปเนี่ย แม่อยากพาไปทำบุญกับแม่ชีท่านนึง แม่อยากพาผมไปให้ท่านให้พรเพราะว่าจะจากบ้านไปนาน ผมยอมรับว่าตอนแรกเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ว่าถ้าทำให้แม่สบายใจผมก็ตกลงที่จะไป แม่พาผมมาที่ ที่ปฏิบัติธรรมที่นึงแถววังน้ำเขียว พวกเรามาถึงแต่เช้าทันทำวัดเช้าพอดี ขณะที่กำลังสวดมนต์ ผมก็สังเกตว่าแม่ชีท่านนี้มองข้ามมาที่ผมอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งทำวัดเช้าเสร็จแม่ก็กำลังจะพาผมไปขอพรกับแม่ชีท่านนี้เพราะว่าญาติโยมที่รอจะพบท่านก็เยอะพอสมควรบางทีอาจจะต้องใช้เวลานาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันได้ลุกออกจากที่นั่ง ท่านก็มาอยู่ข้างหลังผมแล้ว แม่ก็ถือโอกาสกราบนมัสการท่าน แล้วก็บอกให้ท่านทราบเรื่องการเดินทาง
ท่านตอบรับ แล้วก็บอกแม่ว่า “ข้างนอกมีโรงทาน ไปหาอะไรลองท้องก่อนสิ” แม่ก็ทำตามที่ท่านสั่งอย่างว่าง่าย
หลังจากนั้นท่านหันมามองที่ผมแล้วถามว่า “ศรัทธราในศาสนาไหม?”
ผมตอบรับไปว่า “ครับ”
“จริงๆเราก็ไม่อยากให้ไปหรอกนะ เป็นลูกหลานย่าโมเหมือนกัน แต่ว่า กรรมเนี่ยเคยไปทำอะไรไว้ก็ต้องชดใช้มันละนะ ต่อให้หนีไปอยู่ที่ไหนยังไงก็ต้องมาพบกันอยู่ดี”
ผมก็กึ่งงง กึ่งตกใจนิดหน่อยกำลังจะถามว่าท่านพูดถึงเรื่องอะไร
แล้วท่านก็พูดต่อว่า เราไปก้าวก่ายกรรมของใครไม่ได้หรอก ไม่ใช่เรื่องของเรา เอาอย่างนี้ละกัน”
ท่านเงียบไปพักนึงแล้วก็บอกว่า “ความพยาบาทเนี่ย บางทีมันก็มากับรอยยิ้มก็ได้นะ”
“ถึงตอนนั้นคนที่จะช่วยเราได้ก็มีแต่ตัวเราเองนี่แหละ”
แล้วท่านก็เดินผ่านไป ทิ้งผมไว้กับความสงสัยที่มีอยู่เต็มหัว ก่อนจะกลับบ้านแม่ก็ถามว่าท่านให้พรว่ายังไงบ้าง ผมก็โกหกไปว่าให้พรตามปกติเพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จนถึงวันที่ผมต้องจากบ้านไปอยู่จ่างประเทศ
ช่วงแรกที่ผมมาอยู่ที่ โอ๊คแลนด์เนี่ยผมมาอยู่กับโฮสก่อน เพราะภาษาอังกฤษผมยังอ่อนมาก ผมมาอยู่ที่ ทาคาปูน่า (Takapuna) ที่นี่เป็นเมืองที่วิเศษมากมีทั้งและภูเขาห่างกันนิดเดียว ออกจากบ้านเดินไปซอยนึงก็เจอชายหาดแล้ว เหมือนสวรรค์มาก 55555 เลยทำให้ผมลืมเรื่องที่คุณแม่ชีบอกไว้เสียซะสนิท จึงขอข้ามตรงนี้ไปละกัน สองเดือนผ่านไป พออยู่ได้ซักพักปีกกล้า ขาแข็งจึงย้ายออกมาอยู่ที่ อพาร์ทเม้น เพื่อที่จะช่วยที่บ้านลดค่าใช้จ่ายด้วย ผมก็ใช้เวลาช่วงที่อยู่กับโฮสเนี่ย หาหอพักไปในตัว แล้วก็ให้เพื่อนคนไทยที่เขาอยู่มาก่อนซักพักช่วยหาด้วย ผมเป็นคนที่ง่ายๆ สบายๆอยู่แล้วยังไงก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้ผมเลยมองที่ราคาเป็นหลัก ปรากฏว่าไปเจออยู่ที่นึง โอ้โห ราคาต่ำกว่า ที่พักทั่วไปพอสมควร แล้วจากสถานที่พักตั้งอยู่บนถนนเส้นนึง ที่ใช้เวลาเดินแค่ 10-15 นาทีก็ถึงใจกลางเมืองแล้ว พอเห็นอย่างนั้นก็ติดต่อไปเลย แล้วพรุ่งนี้ก็ตัดสินใจไปดูสถานที่จริง
พอถึงวันที่ไปดูสถานที่จริง ผมกับใช้เวลาพอสมควร ในการหาอพาร์ทเม้นที่ผมติดต่อไว้ เพราะว่าที่พักที่ผมสนใจเนี่ย มันดูไม่เหมือน อพาร์ทเม้นเลย จะเรียกว่าอพาร์ทเม้นก็ไม่ถูก ตึกที่ผมสนใจเนี่ยมันมีแค่สี่ชั้น แล้วชั้นสำหรับพักเนี่ยคือชั้นสามชั้นเดียว เป็นที่พักที่แปลก ทั้งชั้นมีห้องนอนอยู่สองห้อง ห้องแรกสำหรับสี่คนมีเตียงสองชั้น สองเตียง ห้องที่สองสำหรับนอนสองคน มีสองเตียง มีห้องน้ำ ห้องครัวภายในชั้น คือพอลิฟต์ปิดออกมาก็เจอครัวเลย ซ้ายกับขวาเป็นห้องนอน และข้างๆเป็นห้องน้ำ ริมซ้ายสุดเป็นระเบียง ริมขวาสุดคือบันไดหนีไฟ ข้างๆครัว คือห้องของแลนลอร์ด แต่โอเค ถึงมันจะดูแปลกๆไปหน่อยแต่ถ้าเทียบกับราคาที่ถูกสุดๆแล้วก็โอเคครับ ผมจึงตกลงกับแลนด์ลอร์ดของที่นี่ ที่จะพักห้องสำหรับสองคน แลนลอร์ดของที่นี่ผมขอแทนชื่อเธอว่า ทับทิม นะครับ ทับทิมเป็นผู้หญิงชาวเวียดนามวัยกลางคน เธอทำงานที่นี่ครับ เธอดูท่าทางเป็นมิตรนะ แต่เวลาที่ยิ้มนี่ดูจะแปลกๆไปซะหน่อย เหมือนมันไม่ได้มาจากความรู้สึกจริงๆ
ผมพักห้องสำหรับสองคนกับรูมเมทคนไทยที่อยู่นิวซีแลนด์ก่อนหน้าผมมานานแล้ว ผมขอแทนเธอว่า มิ้ง ละกันนะครับ เธอเป็นผู้หญิงครับ มาเรียนโรงเรียนเชฟที่นี่ครับรุ่นราวคราวเดียวกับผม เธอเป็นคนง่ายๆครับ เฟรนลี่ เราทั้งคู่ไม่ค่อยซีเรียส เรื่องที่มีรูมเมทเป็นเพื่อนต่างเพศซักเท่าไหร่ ต่างคนค่างอยู่ในเขตของตัวเอง ผมพักที่นี่ได้ประมาณ 3 อาทิตย์ วันนึงผมกับมิ้ง เราก็คุยเรื่องเกี่ยวกับหนังผีกัน
แล้วเธอก็วนมาถามผมว่า
“คิดว่าทับทิมเป็นคนยังไงหรอ”
ผมบอกว่า “เธอก็น่ารักดีนะ อัธยาศัยดี เจอกันทีไร เธอก็ยิ้มให้ตลอด ทำไมหรอ”
เธอบอกว่า “ไม่รู้สิ เราอยู่ที่นี่มานานแล้วมั้ง เรารู้สึกว่าเธอดูแปลกนะ เธอชอบพูดภาษาบ้านเกิดเธออยู่คนเดียว พูดกับคนที่นี่น้อยมาก แต่บางทีเธอก็อยู่กับแฟนของเธอมั้ง เพราะเคยได้ยินเสียงผู้ชายด้วย แต่ยังไม่เคยเจอหน้าซักที”
แล้วเธอก็พูดต่อว่า “เราไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลยนะ บางทีก็รู้สึกกลัวเธอเหมือนกัน เราไม่ชอบเลยเวลาที่ได้อยู่ที่กับเธอแค่สองคนทั้งชั้นเนี่ย เวลาคนอื่นๆยังไม่กลับมา” ผมแปลกใจนิดหน่อยที่เธอระบายเรื่องนี้ให้ผมฟัง แต่ก็แค่ตอบกลับเธอคงจะคิดมากไปละมั้ง แล้วก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัว
หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนตามปกติ แต่ผมสังเกต เวลาทับทิมมองผม มันผิดไปจากปกติ เธอมองผมด้วยปากที่ยิ้ม กับตาที่จ้องเขม็ง ทำให้มันดูสยองนิดๆ จนวันนึง ผมมีปาร์ตี้ที่บังกะโล วันนั้นเป็นศุกร์ครับ หลังจากเรียนเสร็จผมจึงกะจะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวก่อน แล้วค่อยออกไป พอผมมาถึงห้อง แล้วไม่เจอใคร จึงคิดว่าเธอคงยังไม่กลับมาจากที่เรียนละมั้ง พอแต่งตัวเสร็จผมจึงออกไปก่อนโดยที่ไม่ได้บอกเธอว่า คืนนี้ผมคงจะกลับมาที่ห้องนี้ดึกแน่ๆ…….
ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม
หลังจากที่ผมเรียนจบ ม.6 จบทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนอะไร จะทำอะไรต่อ ทางบ้านก็เลยอยากให้ไปค้นหาตัวเองที่ต่างประเทศดู ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองนอก แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อ ผมเลยเลือกที่จะไปเรียนภาษาด้วยตัวคนเดียวที่ เมือง โอ๊คแลนด์ (Auckland) ประเทศ นิวซีแลนด์
ก่อนไปเนี่ย แม่อยากพาไปทำบุญกับแม่ชีท่านนึง แม่อยากพาผมไปให้ท่านให้พรเพราะว่าจะจากบ้านไปนาน ผมยอมรับว่าตอนแรกเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ว่าถ้าทำให้แม่สบายใจผมก็ตกลงที่จะไป แม่พาผมมาที่ ที่ปฏิบัติธรรมที่นึงแถววังน้ำเขียว พวกเรามาถึงแต่เช้าทันทำวัดเช้าพอดี ขณะที่กำลังสวดมนต์ ผมก็สังเกตว่าแม่ชีท่านนี้มองข้ามมาที่ผมอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งทำวัดเช้าเสร็จแม่ก็กำลังจะพาผมไปขอพรกับแม่ชีท่านนี้เพราะว่าญาติโยมที่รอจะพบท่านก็เยอะพอสมควรบางทีอาจจะต้องใช้เวลานาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันได้ลุกออกจากที่นั่ง ท่านก็มาอยู่ข้างหลังผมแล้ว แม่ก็ถือโอกาสกราบนมัสการท่าน แล้วก็บอกให้ท่านทราบเรื่องการเดินทาง
ท่านตอบรับ แล้วก็บอกแม่ว่า “ข้างนอกมีโรงทาน ไปหาอะไรลองท้องก่อนสิ” แม่ก็ทำตามที่ท่านสั่งอย่างว่าง่าย
หลังจากนั้นท่านหันมามองที่ผมแล้วถามว่า “ศรัทธราในศาสนาไหม?”
ผมตอบรับไปว่า “ครับ”
“จริงๆเราก็ไม่อยากให้ไปหรอกนะ เป็นลูกหลานย่าโมเหมือนกัน แต่ว่า กรรมเนี่ยเคยไปทำอะไรไว้ก็ต้องชดใช้มันละนะ ต่อให้หนีไปอยู่ที่ไหนยังไงก็ต้องมาพบกันอยู่ดี”
ผมก็กึ่งงง กึ่งตกใจนิดหน่อยกำลังจะถามว่าท่านพูดถึงเรื่องอะไร
แล้วท่านก็พูดต่อว่า เราไปก้าวก่ายกรรมของใครไม่ได้หรอก ไม่ใช่เรื่องของเรา เอาอย่างนี้ละกัน”
ท่านเงียบไปพักนึงแล้วก็บอกว่า “ความพยาบาทเนี่ย บางทีมันก็มากับรอยยิ้มก็ได้นะ”
“ถึงตอนนั้นคนที่จะช่วยเราได้ก็มีแต่ตัวเราเองนี่แหละ”
แล้วท่านก็เดินผ่านไป ทิ้งผมไว้กับความสงสัยที่มีอยู่เต็มหัว ก่อนจะกลับบ้านแม่ก็ถามว่าท่านให้พรว่ายังไงบ้าง ผมก็โกหกไปว่าให้พรตามปกติเพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จนถึงวันที่ผมต้องจากบ้านไปอยู่จ่างประเทศ
ช่วงแรกที่ผมมาอยู่ที่ โอ๊คแลนด์เนี่ยผมมาอยู่กับโฮสก่อน เพราะภาษาอังกฤษผมยังอ่อนมาก ผมมาอยู่ที่ ทาคาปูน่า (Takapuna) ที่นี่เป็นเมืองที่วิเศษมากมีทั้งและภูเขาห่างกันนิดเดียว ออกจากบ้านเดินไปซอยนึงก็เจอชายหาดแล้ว เหมือนสวรรค์มาก 55555 เลยทำให้ผมลืมเรื่องที่คุณแม่ชีบอกไว้เสียซะสนิท จึงขอข้ามตรงนี้ไปละกัน สองเดือนผ่านไป พออยู่ได้ซักพักปีกกล้า ขาแข็งจึงย้ายออกมาอยู่ที่ อพาร์ทเม้น เพื่อที่จะช่วยที่บ้านลดค่าใช้จ่ายด้วย ผมก็ใช้เวลาช่วงที่อยู่กับโฮสเนี่ย หาหอพักไปในตัว แล้วก็ให้เพื่อนคนไทยที่เขาอยู่มาก่อนซักพักช่วยหาด้วย ผมเป็นคนที่ง่ายๆ สบายๆอยู่แล้วยังไงก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้ผมเลยมองที่ราคาเป็นหลัก ปรากฏว่าไปเจออยู่ที่นึง โอ้โห ราคาต่ำกว่า ที่พักทั่วไปพอสมควร แล้วจากสถานที่พักตั้งอยู่บนถนนเส้นนึง ที่ใช้เวลาเดินแค่ 10-15 นาทีก็ถึงใจกลางเมืองแล้ว พอเห็นอย่างนั้นก็ติดต่อไปเลย แล้วพรุ่งนี้ก็ตัดสินใจไปดูสถานที่จริง
พอถึงวันที่ไปดูสถานที่จริง ผมกับใช้เวลาพอสมควร ในการหาอพาร์ทเม้นที่ผมติดต่อไว้ เพราะว่าที่พักที่ผมสนใจเนี่ย มันดูไม่เหมือน อพาร์ทเม้นเลย จะเรียกว่าอพาร์ทเม้นก็ไม่ถูก ตึกที่ผมสนใจเนี่ยมันมีแค่สี่ชั้น แล้วชั้นสำหรับพักเนี่ยคือชั้นสามชั้นเดียว เป็นที่พักที่แปลก ทั้งชั้นมีห้องนอนอยู่สองห้อง ห้องแรกสำหรับสี่คนมีเตียงสองชั้น สองเตียง ห้องที่สองสำหรับนอนสองคน มีสองเตียง มีห้องน้ำ ห้องครัวภายในชั้น คือพอลิฟต์ปิดออกมาก็เจอครัวเลย ซ้ายกับขวาเป็นห้องนอน และข้างๆเป็นห้องน้ำ ริมซ้ายสุดเป็นระเบียง ริมขวาสุดคือบันไดหนีไฟ ข้างๆครัว คือห้องของแลนลอร์ด แต่โอเค ถึงมันจะดูแปลกๆไปหน่อยแต่ถ้าเทียบกับราคาที่ถูกสุดๆแล้วก็โอเคครับ ผมจึงตกลงกับแลนด์ลอร์ดของที่นี่ ที่จะพักห้องสำหรับสองคน แลนลอร์ดของที่นี่ผมขอแทนชื่อเธอว่า ทับทิม นะครับ ทับทิมเป็นผู้หญิงชาวเวียดนามวัยกลางคน เธอทำงานที่นี่ครับ เธอดูท่าทางเป็นมิตรนะ แต่เวลาที่ยิ้มนี่ดูจะแปลกๆไปซะหน่อย เหมือนมันไม่ได้มาจากความรู้สึกจริงๆ
ผมพักห้องสำหรับสองคนกับรูมเมทคนไทยที่อยู่นิวซีแลนด์ก่อนหน้าผมมานานแล้ว ผมขอแทนเธอว่า มิ้ง ละกันนะครับ เธอเป็นผู้หญิงครับ มาเรียนโรงเรียนเชฟที่นี่ครับรุ่นราวคราวเดียวกับผม เธอเป็นคนง่ายๆครับ เฟรนลี่ เราทั้งคู่ไม่ค่อยซีเรียส เรื่องที่มีรูมเมทเป็นเพื่อนต่างเพศซักเท่าไหร่ ต่างคนค่างอยู่ในเขตของตัวเอง ผมพักที่นี่ได้ประมาณ 3 อาทิตย์ วันนึงผมกับมิ้ง เราก็คุยเรื่องเกี่ยวกับหนังผีกัน
แล้วเธอก็วนมาถามผมว่า
“คิดว่าทับทิมเป็นคนยังไงหรอ”
ผมบอกว่า “เธอก็น่ารักดีนะ อัธยาศัยดี เจอกันทีไร เธอก็ยิ้มให้ตลอด ทำไมหรอ”
เธอบอกว่า “ไม่รู้สิ เราอยู่ที่นี่มานานแล้วมั้ง เรารู้สึกว่าเธอดูแปลกนะ เธอชอบพูดภาษาบ้านเกิดเธออยู่คนเดียว พูดกับคนที่นี่น้อยมาก แต่บางทีเธอก็อยู่กับแฟนของเธอมั้ง เพราะเคยได้ยินเสียงผู้ชายด้วย แต่ยังไม่เคยเจอหน้าซักที”
แล้วเธอก็พูดต่อว่า “เราไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลยนะ บางทีก็รู้สึกกลัวเธอเหมือนกัน เราไม่ชอบเลยเวลาที่ได้อยู่ที่กับเธอแค่สองคนทั้งชั้นเนี่ย เวลาคนอื่นๆยังไม่กลับมา” ผมแปลกใจนิดหน่อยที่เธอระบายเรื่องนี้ให้ผมฟัง แต่ก็แค่ตอบกลับเธอคงจะคิดมากไปละมั้ง แล้วก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัว
หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนตามปกติ แต่ผมสังเกต เวลาทับทิมมองผม มันผิดไปจากปกติ เธอมองผมด้วยปากที่ยิ้ม กับตาที่จ้องเขม็ง ทำให้มันดูสยองนิดๆ จนวันนึง ผมมีปาร์ตี้ที่บังกะโล วันนั้นเป็นศุกร์ครับ หลังจากเรียนเสร็จผมจึงกะจะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวก่อน แล้วค่อยออกไป พอผมมาถึงห้อง แล้วไม่เจอใคร จึงคิดว่าเธอคงยังไม่กลับมาจากที่เรียนละมั้ง พอแต่งตัวเสร็จผมจึงออกไปก่อนโดยที่ไม่ได้บอกเธอว่า คืนนี้ผมคงจะกลับมาที่ห้องนี้ดึกแน่ๆ…….