เวลาอกหักเคยคุยกับตัวเองฟังความคิดของตัวเองกันบ้างรึเปล่า

ผมเองเริ่มที่ชินชากับคำว่า อกหัก ผิดหวัง ถูกหลอก มันเกิดขึ้นกับชีวิคของผมมาแล้วทั้งหมดกับผู้หญิงที่ผ่านมาในชีวิตทั้งหมดสามคน ประสบการณ์ของผมถูกสอนจากคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าแฟนเก่าทั้งสองคน ช่วงนั้นผมคิดอะไรมากมายในหัวสมองไปหมด สุดท้ายก็เป็นเหล้าที่มันทำให้เราผ่านจุดๆนั้นไปได้(รึเปล่า) เพื่อนๆพี่ๆบอกกินให้มันเมามันจะได้ลืมทุกอย่าง ผมกลับถูกมึนเมาด้วยเหล้าเอาแต่โทษเวรกรรมโทษคนอื่นๆรวมถึงโทษตังผมเองด้วย ชีวิตผมในหนึ่งปีนั้นมีแต่กลิ่นเหล้าตามตัว จนวันนึงผมได้เจอคนคนนึง มันทำให้ผมต้องเปลี่ยนอะไรในตัวเอง จนผมแทบจะไม่แตะมันเลย ผมเปลี่ยนตัวเองไปมากจนคนรอบตัวสงสัยว่าทำไมผม๔ึงเปลี่ยนไปจากเดิม ผมก็ได้บอกกับทุกๆคนไปว่าเพราะผมรักผู้หญิงคนนี้มาก ผมอยากแต่งงานอยากสร้างครอบครัวและก็ด้วยอายุเลขสามนำหน้าของผม สุดท้ายเกือบหนึ่งปีที่คบกันเค้าก็ทิ้งผมไปอย่างเจ็บแสบแบบไม่มีเหตุผลของเรา แต่เค้าคงมีเหตุผลของเค้า(เพราะเค้ามีคนคุยใหม่ระหว่างที่มีผม) โลกของผมมันมืดอีกครั้งเหมือนกับสองครั้งแรกในชีวิตยังไงไม่มีผิด เหมือนนั่งดูหนังจอดำแล้วที่สำคัญจินตนาการของเราเองคือภาพที่กำลังแสดงอยู่บนจอดำนั้น เสียงประกอบหนังเรื่องนี้คือ คำว่าทำไม เพราะอะไร ต่างๆนานา ก้องอยู่ในหัวไปหมดและที่สำคัญกว่านั้นผมคิดว่าใครก็ตามที่เคยอกหักมักจะได้ดูหนังเรื่องเดียวกันกับผม แค่ตัวแสดงในหนังจอดำนั้นก็คือตัวของคุณเองส่วนเสียงประกอบผมก็คิดว่าไม่ต่างกันเลย ตอนนั้นผมเครียดมากเพราะไอ้หนังจอดำที่ว่า มันมักจะหลอกหลอนเราเวลาที่เราอยู่คนเดียว กับตัวผมแล้วมันฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผมไม่เป็นอันทำอะไร โชคยังดีที่มีพี่ๆคอยชวนไปไหนมาไหนด้วย ชวนพูดคุยบ้าง มันก็ทำได้แค่ไม่ได้คิดอะไรในช่วงนั้น แล้วถึงเวลาที่เราอยู่คนเดียวละ มันก็ยังมาตามหลอกหลอนเรา ทั้งภาพและเสียงมาครบยิ่งกว่านั่งดูหนังในโรงจริงๆซะอีก ผมพยายามหาวิธีต่างๆเพื่อให้ใจของผมสงบนิ่ง จนกินเวลามาหนึ่งเดือน ผมตัดสินใจนั่งรถไฟไปจังหวัดยะลาผมมีวันหยุดหลายวันประกอบกับผมไม่รู้จะทำอะไรจะไปไหน ก่อนผมจะออกเดินทาง มีพี่คนหนึ่งเค้าส่งหนังสือเล่มหนึ่งให้กับ บอกว่าให้เอาไว้ไปอ่านเผื่อจะคิดอะไรได้บ้าง ผมรับมันมาแต่ผมไม่ได้รับปากว่าจะอ่านมันรึเปล่าเพราะปกติผมไม่ชอบอ่านหนังสืออะไรเลย ระหว่างการเดินทางไปยะลามันกินเวลานาน นานพอที่ผมนั่งจนเบื่อ ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา ผมเปิดมันอ่านทีละหน้า ผมรู้สึกได้ทันทีเลยว่าผมกำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เขียนและตัวผมเอง ประโยคไหนโดนใจผมจะปิดหนังสือแล้วก็จะคุยกับตัวเองในเวลานั้น ถามตัวเองว่าสิ่งที่นักเขียนพยายามจะสื่อสารคืออะไร ผมทำแบบนี้จนอ่านจบ มันทำให้ผมไม่ต้องได้คิดอะไรที่ไม่ควรคิดและที่สำคัญทุกๆความคิดมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ทำไม เพราะอะไร การที่เราตั้งคำถามขึ้นมามันทำให้เราเป็นทุกข์ที่สุดใช่เปล่าครับ พอได้หนึ่งคำตอบ 2 3 4ก็จะมีไปเรื่อยๆ ถึงตอนนี้เราควรคุยกับเองแล้วครับ ลองถามตัวเองกันดู "รู้คำตอบแล้วเค้ากลับมารึเปล่า" ไม่ใช่เลยครับยิ่งรู้ยิ่งทุกข์ ยิ่งอยากรู้ทุกข์กว่า เรามัวแต่คิดเราก็ยังยืนไม่ได้ ส่วนแฟนเก่าเค้าก็คงมีความสุขกับคนใหม่ไปแล้ว ลองคิดดูนะครับถ้าเค้ารักเราจริงเค้าจะเลิกกับเราไหม ถ้ารักเป็นห่วงเราจริง เค้าจะปล่อยให้เราเศร้าเสียใจไหม ลองถามตัวเองกันดูนะครับ ฟังความคิดเห็นของตัวเองบ้างก็ดี เพราะบางทเราก็ฟังคนรอบข้างเรามากเกินไป จนเราแทบไม่ได้ฟังตัวเองเลย ส่วนตอนนี้ผมดีขึ้นเรื่อยๆถึงแม้จะไม่เต็มร้อย แต่ผมก็มักจะถามตัวเองทุกๆวันหน้ากระจกว่า"ถ้าไม่มีเค้าแล้วผมละจะอยู่ได้ไหม คำตอบของผมมันไม่ได้มีเสียงเพราะผมก็เห็นตัวเองในกระจก"
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่