ว่ากันว่า เมื่อโอกาสมาไม่ถึงเราก็สร้างโอกาสให้ตัวเองได้ นี่แหละเป็นที่มาของทริปคนเดียวไปป่วนประจวบ
จริงๆ ก็พูดให้เท่ๆไปงั้นแหละ ความจริงคือนอนอยู่บ้านตั้งแต่ 11 เม.ย. จนถึง 14 ละ ถ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวคงเฉาตายก่อนกลับกรมแน่ๆ เลยสวมวิญญาณพลทหารนักท่องเที่ยว หลับตาจิ้มแผนที่ประเทศไทย ดีนะไม่เตลิดจิ้มไปฝั่งพม่า ไม่งั้นแย่เลย จิ้มได้แถวยะลาโน่นแหละ แต่ไม่ไป ก็จะไปประจวบอ่ะ จิ้มๆเล่นไปงั้นแหละ จิ้มเสร็จจองที่พัก จองที่พักเสร็จ อาบน้ำ กินข้าวเย็น ชวนที่บ้านมารดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ พอ3 ทุ่ม ที่บ้านก็ขับรถมาปล่อยทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวที่สถานีรถไฟบำเหน็จณรงค์....
เรื่องราวต่อไปจะเป็นแบบไหนไปอ่านได้ทีละรูปเลยนะคร้าบบ
(ขอแนะนำตัวนิดนึง เราเองเป็นพลทหารประจำการแถวๆเกียกกายมาได้ 6 เดือนแล้วครับ เราเป็นคนที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยมาก มีโอกาสเมื่อไรไปเมื่อนั้น แต่ไม่เคยคิดจะเขียนรีวิวซักที ก็เที่ยวตามใจเราอ่ะ ไม่รู้จะมีใครอยากรู้กับเรามั๊ย กระทู้นี้มาลองเขียนดูเป็นครั้งแรกนะครับ มีอะไรผิดพลาดต้องขออภัยไว้ ณ ทีนี้เลยนะครับ รูปทั้งหมดถ่ายจาก Fuji XA-1 กับกล้อง ไอโฟน โดยผ่านการแต่งภาพจาก Photoshop Express นะครับ ถ้าไม่แต่งคงไม่สวย 555 )

เรามาเริ่มต้นเรื่องราวของการเดินทางครั้งนี้ที่ บ้านเราเอง สถานีบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ นี่แหละ

ตั๋วรถไฟของเราวันนี้
เราเดินทางโดยรถไฟฟรี ขบวน 134 หนองคาย-กรุงเทพฯ ล่าช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย

ขึ้นไปบนขบวนรถ ช็อค!!! นี่แค่วันที่ 14 เอง ไม่คิดว่าคนจะเยอะจนไม่มีที่นั่งขนาดนี้ งานนี้พื้นรถไฟก็เลยเป็๋นที่นั่งจำเป็น นั่งๆยืนๆ ต้องคอยหลบทางให้คนเดินผ่านไปมาเข้าห้องน้ำ จนถึงแก่งคอยมีคนลงเลยได้ที่นั่งเล็กๆ 1 ที่มาเป็นของตัวเอง
05.30 น. เราเดินทางมาถึงชุมทางบางซื่อ ลงรถไปอาบน้ำอาบท่า เอาสัมภาระที่จะกลับเข้ากรมไปฝากไว้ที่หอเพื่อน
แล้วปรากฏว่า เผลอหลับ!!! ตื่นมาอีกทีเกือบ 7 โมงแล้ว ทีนี้มหกรรมความเร่งรีบก็เกิดขึ้น ตอนนั้นรีบจนจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง มารู้ตัวอีกทีตอนอยู่บนแท็กซี่แล้ว ทำไมต้องรีบน่ะเหรอ เพราะเราต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี รถออก 07.30 น.. แต่นี่เราอยู่บางซื่อในขณะที่นาฬิกาบอกเวลา 07.00น.

ถ้าเป็นวันปกติแล้วไม่มีทางที่จะมาทัน นอกจากจะนั่งเรือเร็วมา 5555 แต่นี่มันวันพิเศษไง ช่วงสงกรานต์ กรุงเทพถนนโล่งมากกกกกกกกกก มากแบบ ก ไก่ ล้านตัว เราจึงมาถึงสถานีธนบุรีทันเวลาที่รถออกโดยคนขับแท็กซี่ใจเย็นมาตลอดทาง 5555 อดถ่ายรูปบรรยบากาศที่สถานีเอาแค่ป้ายสถานีก็ได้วะ

หน้าตาของตั๋วรถไฟขบวน 255 ธนบุรี-หลังสวน
ไปถึงสถานียังไม่ทันได้เอ่ยปากว่าไปไหน พนักงานการรถไฟยื่นตั๋วมาให้ในนาทีสุดท้ายก่อนรถออกพอดิบพอดี ว้า โชคดีที่ยังทัน

เราเลือกนั่งคันสุดท้ายของขบวน เลือกที่นั่งฝั่งขวามือ เพราะคำนวณทางแดดทางลมแล้ว ฝั่งนี้น่าจะดีกว่า และก็เป็นดังคาด เลือกนั่งคันสุดท้ายเวลารถไฟโค้งจะสวยกว่าคันอื่น ๆ เพราะเราจะมองเห็นรถไฟยาวๆค่อยๆตีโค้งไปตามราง

บนขบวนรถไปประจวบคีรีขันธ์ของเราคราวนี้ โล่งผิดกับรถเข้า กทม มาก เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ รถไฟหวานเย็นของเราจะพาเราหยุดตลอดทาง ของกินไม่ต้องห่วงมีแม่ค้าเอาของดีแต่ละตำบลมาขายตลอดการเดินทาง

หลับ ๆ ตื่นๆ เพราะเพลียมาจากการนั่งๆยืนๆของเมื่อคืน รถไฟของเราก็ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน มีรถสวนขึ้นมาเป็นระยะๆ
ระหว่างนั่งบนรถไฟ จะแวะมาเล่าให้ฟังนิดนึงเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพไปประจวบโดยรถไฟฟรี
จากกรุงเทพเราสามารถขึ้นรถไฟฟรีได้ที่สถานีธนบุรี หรือสถานีบางกอกน้อย ใกล้ๆกับโรงพยาบาลศิริราชนั่นแหละครับ วันนึงจะมีรถ 2 เที่ยว เช้ากับบ่าย

หรืออีกหนึ่งทางเลือก สามารถนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปลงหัวหิน แล้วหาอะไรกินเพลินที่หัวหินก่อนจะนั่งรถตู้ไปที่ประจวบก็ได้

นี่เราคัดมาให้เฉพาะขบวนรถไฟฟรีนะครับ ถ้าหากประสงค์จะนั่งรถไฟแบบเสียตังค์สามารถติดต่อสอบถามได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย มีหลากหลายขบวนให้เลือกครับ
มาที่การเดินทางของเราต่อ ผ่านศาลายา นครปฐม ใกล้ถึงชุมทางหนองปลาดุกแล้ว ส่วนใหญ่ผมจะหลับๆตื่นๆ เพราะคงเพลียจากเมื่อคืน

ชุมทางหนองปลาดุก จุดเริ่มต้นของทางรถไฟสายมรณะในอดีต คนบนขบวนรถเริ่มหนาตา แม่ค้าพ่อขาย เดินกันตลอด แต่เราไม่ค่อยหิว ง่วงมากกว่าเลยยังไม่ได้ลิ้มลองรสชาติตามคำเชื้อเชิญของแม่ค้า

ถึงบ้านโป่งแล้วววว
คนงามบ้านโป่งอยู่ไหนนนนนน สถานีบ้านโป่งคนขึ้นค่อนข้างเยอะ เยอะกว่าที่บางกอกน้อยซะอีก และแล้วในขณะที่คิดถึงวลี "คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง..." ก็ปรากฏคนงามบ้านโป่งก็เดินมานั่งที่นั่งตรงข้าม งามสมดังคำกล่าวจริงๆ แต่ไม่กล้าถ่ายรูปเค้ากลัวคนหล่อข้างๆเค้าจะดุ 55555 เดี๋ยวถัดไปไม่กี่สถานีคนสวยโพธารามน่าจะขึ้นมา

หลับเพลิน ตื่นมาอีกทีราชบุรีแล้ว คนสวยโพธารามไม่เห็นมี คนงามบ้านโป่งยังนั่งตรงข้ามเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือพระกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ แหงนไปดูป้าย "สำรองสำหรับพระภิกษุและผู้พิการ" คนงามบ้านโป่งของเราก็เลยต้องจรลีไปนั่งกับเพื่อนที่เบาะถัดไป เหลือทิ้งไว้แต่แฟนหนุ่มของเธอ

หม้อแกงร้อนๆจ้า หม้อแกงร้อน 4 ถาด 100 เลยจ้า เผลอแปบเดียวเพชรบุรีแล้ว จอดนานหน่อยรอขบวนสปินเตอร์มาแซง ย้ำว่ามาแซง ไม่ได้สวนทาง ไรว๊าา มาทีหลังแซงหน้าเราไปแบบไม่เห็นฝุ่น สงสัยพี่แกรีบ เพราะไปไกลถึงยะลา

และในที่สุดเราก็ถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ ช่วงสถานีหัวหินเราหลับแบบไม่น่าให้อภัยตัวเอง 555 อดถ่ายรูปสถานีสวยๆ ฟ้าวันนั้นสดใสมาก รถไฟก็ทำเวลาได้ดี บ่าย 2 นิด เราก็ถึง นั่งพักหายเหนื่อยก็โทรหาโฮสเทลที่จองไว้ พี่เค้าบอกว่าเข้าพักได้เลย เราจะรออะไรล่ะครับ เรารีบเดินไปโฮสเทล เปิดแอร์ อาบน้ำ นอน 55555 ภารกิจสำคัญทั้งนั้น
แอบเสียดายนิดนึงที่ไม่ได้ถ่ายรูปโฮสเทลมาเลย กลับเข้าไปโฮสเทลทีไรก็หลับทันที 5555
เราพักที่ Safehouse Hostel นะ พี่เชอรี่เป็นเจ้าของและผู้ดูแล พร้อมทั้งเป็นคนให้ข้อมูลที่เที่ยวทั่วเมืองประจวบชนิดว่า ไม่ต้องไปก็เหมือนได้เห็น
ราคาที่พักก็ไม่แพงด้วย ถ้ามีเวลาว่างเยอะๆน่าไปพักซักเดือนนึงเลย

ตื่นมา 5 โมงเย็น มองออกไปทางประตูของโฮสเทล แสงไม่มีแล้ว ตอนแรกถอดใจแล้วว่าจะไม่ออกไปไหนละ แต่นึกไงไม่รู้ วิญญาณความขยันเข้าสิง เลยรีบปั่นจักรยานมาเขาช่องกระจก ขับวนอยู่ 2 รอบกว่าจะหาทางขึ้นเขาเจอ พอดีไปเจอ 2 สาว กำลังปั่นหาทางขึ้นเหมือนกัน สอบถามชื่อได้ว่าพี่ยุ้ยกับพี่เปิ้ล
ทำงานแถวๆมหาชัย นั่งรถไฟขบวนเดียวกัน แต่ดันมารู้จักกันตอนจะหลงทางนี่เอง 5555 เลยพากันไปหาจนเจอ เดินขึ้นบันไดไป 300 กว่าขั้นก็ถึง การเดินขึ้นที่นี่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสูง แต่ปัญหาอยู่ที่ ลิงงงงงงงงงงงง ลิงเยอะมาก และลิงดุมาก ชอบแยกเขี้ยวใส่ เอ๊ะหรือว่ายิ้มให้นะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เห็นรองเท้าโดนขโมยไปหลายคู่ พอแสงออกมาเท่านั้นแหละ ยกกล้องมาถ่ายแทบไม่ทัน ว้าว!!! แบบแสงอาทิตย์ส่องลอดเมฆมากระทบกับเทือกเขาตะนาวศรีที่เห็นอยู่ไกลๆ

น้องลิง ลูกลิง ฝูงลิง

วิวอ่าวประจวบ ไม่รู้จะถ่ายมุมไหนให้ตรงเลยถ่ายให้ออกมาเป็นปรัชญาให้คนได้มุมมองในการคิด 55555 อะไรของวะเนี่ย
ช่วงนี้ก็ชมวิวสวยๆจากเขาช่องกระจกกันนะครับ

วิวอีกฝั่งหนึ่งของเมืองประจวบ

พระเอกนั่งเก๊กอย่างหล่อ

มองเห็นสูงๆนั่นแหละเขาล้อมหมวกที่เราจะไปพิชิตในวันรุ่งขึ้น

แสงตอนเย็นๆสวยๆ

มุมเดิม เพิ่มเติมคือแสงสีทองมาแล้ว

อ่าวประจวบ ถัดไปเป็นอ่าวมะนาว มองไม่เห็นหรอก บอกเฉยๆ
ลิงน้อย มองถัดไปเป็นอ่าวน้อย

สะพานแดง แอบตั้งชื่อให้เค้าอีก 5555

นี่คือสะพานสราญวิถี เราเรียกว่าสะพานแดงแล้วกันเนอะ เรียกง่ายดี สถานที่นั่งชมวิววกินลม กินขนม กินน้ำ กินอะไรก็ตามใจ ของเมืองประจวบและเป็นจุดเริ่มของถนนคนเดินเมืองประจวบเค้าเลยล่ะครับ เราปิดท้ายเย็นวันที่ 15 เมษายน ด้วยถนนคนเดินประจวบฯ ของขายเยอะสมควร ทั้งของกิน ของใช้ ของฝาก แต่เราเน้นไปที่ของกิน
นึกภาพผู้ชายคนนึงเดินนำหน้าผู้หญิง 2 คน แล้วแวะทุกร้านที่ขายของกิน สุดท้ายได้ของกินมาเต็มไม้เต็มมือโดยเฉพาะของหวาน เยอะมากๆ มัวแต่ซื้อ ชิม เพลินจนลืมถ่ายรูป(แอบเสียใจ) พอซื้อเสร็จก็ไปนั่งหามุมที่ชอบบนสะพานแล้วก็เริ่มบรรเลงบทเพลงของทะเล นาทีนั้นสารภาพว่าลืมฟังเสียงคลื่นเพราะมัวแต่กิน กิน แล้วก็กิน พออิ่มหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ปั่นจักรยานกลับโฮสเทลกันเถอะนี่ถ่ายมาตอนเกือบ 3 ทุ่มคนก็ยังเดินขวักไขว่ คึกคักกันอยู่ กินอิ่มแล้วก็กลับไปนอนกันดีกว่าครับ
เดี๋ยวมาต่อของวันที่ 16 นะครับ
[CR] ประจวบ...เหมาะ ที่ประจวบคีรีขันธ์
จริงๆ ก็พูดให้เท่ๆไปงั้นแหละ ความจริงคือนอนอยู่บ้านตั้งแต่ 11 เม.ย. จนถึง 14 ละ ถ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวคงเฉาตายก่อนกลับกรมแน่ๆ เลยสวมวิญญาณพลทหารนักท่องเที่ยว หลับตาจิ้มแผนที่ประเทศไทย ดีนะไม่เตลิดจิ้มไปฝั่งพม่า ไม่งั้นแย่เลย จิ้มได้แถวยะลาโน่นแหละ แต่ไม่ไป ก็จะไปประจวบอ่ะ จิ้มๆเล่นไปงั้นแหละ จิ้มเสร็จจองที่พัก จองที่พักเสร็จ อาบน้ำ กินข้าวเย็น ชวนที่บ้านมารดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ พอ3 ทุ่ม ที่บ้านก็ขับรถมาปล่อยทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวที่สถานีรถไฟบำเหน็จณรงค์....
เรื่องราวต่อไปจะเป็นแบบไหนไปอ่านได้ทีละรูปเลยนะคร้าบบ
(ขอแนะนำตัวนิดนึง เราเองเป็นพลทหารประจำการแถวๆเกียกกายมาได้ 6 เดือนแล้วครับ เราเป็นคนที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยมาก มีโอกาสเมื่อไรไปเมื่อนั้น แต่ไม่เคยคิดจะเขียนรีวิวซักที ก็เที่ยวตามใจเราอ่ะ ไม่รู้จะมีใครอยากรู้กับเรามั๊ย กระทู้นี้มาลองเขียนดูเป็นครั้งแรกนะครับ มีอะไรผิดพลาดต้องขออภัยไว้ ณ ทีนี้เลยนะครับ รูปทั้งหมดถ่ายจาก Fuji XA-1 กับกล้อง ไอโฟน โดยผ่านการแต่งภาพจาก Photoshop Express นะครับ ถ้าไม่แต่งคงไม่สวย 555 )
เรามาเริ่มต้นเรื่องราวของการเดินทางครั้งนี้ที่ บ้านเราเอง สถานีบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ นี่แหละ
ตั๋วรถไฟของเราวันนี้
เราเดินทางโดยรถไฟฟรี ขบวน 134 หนองคาย-กรุงเทพฯ ล่าช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย
05.30 น. เราเดินทางมาถึงชุมทางบางซื่อ ลงรถไปอาบน้ำอาบท่า เอาสัมภาระที่จะกลับเข้ากรมไปฝากไว้ที่หอเพื่อน
แล้วปรากฏว่า เผลอหลับ!!! ตื่นมาอีกทีเกือบ 7 โมงแล้ว ทีนี้มหกรรมความเร่งรีบก็เกิดขึ้น ตอนนั้นรีบจนจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง มารู้ตัวอีกทีตอนอยู่บนแท็กซี่แล้ว ทำไมต้องรีบน่ะเหรอ เพราะเราต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี รถออก 07.30 น.. แต่นี่เราอยู่บางซื่อในขณะที่นาฬิกาบอกเวลา 07.00น.
หน้าตาของตั๋วรถไฟขบวน 255 ธนบุรี-หลังสวน
ไปถึงสถานียังไม่ทันได้เอ่ยปากว่าไปไหน พนักงานการรถไฟยื่นตั๋วมาให้ในนาทีสุดท้ายก่อนรถออกพอดิบพอดี ว้า โชคดีที่ยังทัน
เราเลือกนั่งคันสุดท้ายของขบวน เลือกที่นั่งฝั่งขวามือ เพราะคำนวณทางแดดทางลมแล้ว ฝั่งนี้น่าจะดีกว่า และก็เป็นดังคาด เลือกนั่งคันสุดท้ายเวลารถไฟโค้งจะสวยกว่าคันอื่น ๆ เพราะเราจะมองเห็นรถไฟยาวๆค่อยๆตีโค้งไปตามราง
หลับ ๆ ตื่นๆ เพราะเพลียมาจากการนั่งๆยืนๆของเมื่อคืน รถไฟของเราก็ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน มีรถสวนขึ้นมาเป็นระยะๆ
ระหว่างนั่งบนรถไฟ จะแวะมาเล่าให้ฟังนิดนึงเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพไปประจวบโดยรถไฟฟรี
จากกรุงเทพเราสามารถขึ้นรถไฟฟรีได้ที่สถานีธนบุรี หรือสถานีบางกอกน้อย ใกล้ๆกับโรงพยาบาลศิริราชนั่นแหละครับ วันนึงจะมีรถ 2 เที่ยว เช้ากับบ่าย
มาที่การเดินทางของเราต่อ ผ่านศาลายา นครปฐม ใกล้ถึงชุมทางหนองปลาดุกแล้ว ส่วนใหญ่ผมจะหลับๆตื่นๆ เพราะคงเพลียจากเมื่อคืน
ชุมทางหนองปลาดุก จุดเริ่มต้นของทางรถไฟสายมรณะในอดีต คนบนขบวนรถเริ่มหนาตา แม่ค้าพ่อขาย เดินกันตลอด แต่เราไม่ค่อยหิว ง่วงมากกว่าเลยยังไม่ได้ลิ้มลองรสชาติตามคำเชื้อเชิญของแม่ค้า
ถึงบ้านโป่งแล้วววว
คนงามบ้านโป่งอยู่ไหนนนนนน สถานีบ้านโป่งคนขึ้นค่อนข้างเยอะ เยอะกว่าที่บางกอกน้อยซะอีก และแล้วในขณะที่คิดถึงวลี "คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง..." ก็ปรากฏคนงามบ้านโป่งก็เดินมานั่งที่นั่งตรงข้าม งามสมดังคำกล่าวจริงๆ แต่ไม่กล้าถ่ายรูปเค้ากลัวคนหล่อข้างๆเค้าจะดุ 55555 เดี๋ยวถัดไปไม่กี่สถานีคนสวยโพธารามน่าจะขึ้นมา
หลับเพลิน ตื่นมาอีกทีราชบุรีแล้ว คนสวยโพธารามไม่เห็นมี คนงามบ้านโป่งยังนั่งตรงข้ามเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือพระกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ แหงนไปดูป้าย "สำรองสำหรับพระภิกษุและผู้พิการ" คนงามบ้านโป่งของเราก็เลยต้องจรลีไปนั่งกับเพื่อนที่เบาะถัดไป เหลือทิ้งไว้แต่แฟนหนุ่มของเธอ
หม้อแกงร้อนๆจ้า หม้อแกงร้อน 4 ถาด 100 เลยจ้า เผลอแปบเดียวเพชรบุรีแล้ว จอดนานหน่อยรอขบวนสปินเตอร์มาแซง ย้ำว่ามาแซง ไม่ได้สวนทาง ไรว๊าา มาทีหลังแซงหน้าเราไปแบบไม่เห็นฝุ่น สงสัยพี่แกรีบ เพราะไปไกลถึงยะลา
และในที่สุดเราก็ถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ ช่วงสถานีหัวหินเราหลับแบบไม่น่าให้อภัยตัวเอง 555 อดถ่ายรูปสถานีสวยๆ ฟ้าวันนั้นสดใสมาก รถไฟก็ทำเวลาได้ดี บ่าย 2 นิด เราก็ถึง นั่งพักหายเหนื่อยก็โทรหาโฮสเทลที่จองไว้ พี่เค้าบอกว่าเข้าพักได้เลย เราจะรออะไรล่ะครับ เรารีบเดินไปโฮสเทล เปิดแอร์ อาบน้ำ นอน 55555 ภารกิจสำคัญทั้งนั้น
แอบเสียดายนิดนึงที่ไม่ได้ถ่ายรูปโฮสเทลมาเลย กลับเข้าไปโฮสเทลทีไรก็หลับทันที 5555
เราพักที่ Safehouse Hostel นะ พี่เชอรี่เป็นเจ้าของและผู้ดูแล พร้อมทั้งเป็นคนให้ข้อมูลที่เที่ยวทั่วเมืองประจวบชนิดว่า ไม่ต้องไปก็เหมือนได้เห็น
ราคาที่พักก็ไม่แพงด้วย ถ้ามีเวลาว่างเยอะๆน่าไปพักซักเดือนนึงเลย
ตื่นมา 5 โมงเย็น มองออกไปทางประตูของโฮสเทล แสงไม่มีแล้ว ตอนแรกถอดใจแล้วว่าจะไม่ออกไปไหนละ แต่นึกไงไม่รู้ วิญญาณความขยันเข้าสิง เลยรีบปั่นจักรยานมาเขาช่องกระจก ขับวนอยู่ 2 รอบกว่าจะหาทางขึ้นเขาเจอ พอดีไปเจอ 2 สาว กำลังปั่นหาทางขึ้นเหมือนกัน สอบถามชื่อได้ว่าพี่ยุ้ยกับพี่เปิ้ล
ทำงานแถวๆมหาชัย นั่งรถไฟขบวนเดียวกัน แต่ดันมารู้จักกันตอนจะหลงทางนี่เอง 5555 เลยพากันไปหาจนเจอ เดินขึ้นบันไดไป 300 กว่าขั้นก็ถึง การเดินขึ้นที่นี่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสูง แต่ปัญหาอยู่ที่ ลิงงงงงงงงงงงง ลิงเยอะมาก และลิงดุมาก ชอบแยกเขี้ยวใส่ เอ๊ะหรือว่ายิ้มให้นะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เห็นรองเท้าโดนขโมยไปหลายคู่ พอแสงออกมาเท่านั้นแหละ ยกกล้องมาถ่ายแทบไม่ทัน ว้าว!!! แบบแสงอาทิตย์ส่องลอดเมฆมากระทบกับเทือกเขาตะนาวศรีที่เห็นอยู่ไกลๆ
น้องลิง ลูกลิง ฝูงลิง
วิวอ่าวประจวบ ไม่รู้จะถ่ายมุมไหนให้ตรงเลยถ่ายให้ออกมาเป็นปรัชญาให้คนได้มุมมองในการคิด 55555 อะไรของวะเนี่ย
ช่วงนี้ก็ชมวิวสวยๆจากเขาช่องกระจกกันนะครับ
วิวอีกฝั่งหนึ่งของเมืองประจวบ
พระเอกนั่งเก๊กอย่างหล่อ
มองเห็นสูงๆนั่นแหละเขาล้อมหมวกที่เราจะไปพิชิตในวันรุ่งขึ้น
แสงตอนเย็นๆสวยๆ
มุมเดิม เพิ่มเติมคือแสงสีทองมาแล้ว
อ่าวประจวบ ถัดไปเป็นอ่าวมะนาว มองไม่เห็นหรอก บอกเฉยๆ
ลิงน้อย มองถัดไปเป็นอ่าวน้อย
สะพานแดง แอบตั้งชื่อให้เค้าอีก 5555
นี่คือสะพานสราญวิถี เราเรียกว่าสะพานแดงแล้วกันเนอะ เรียกง่ายดี สถานที่นั่งชมวิววกินลม กินขนม กินน้ำ กินอะไรก็ตามใจ ของเมืองประจวบและเป็นจุดเริ่มของถนนคนเดินเมืองประจวบเค้าเลยล่ะครับ เราปิดท้ายเย็นวันที่ 15 เมษายน ด้วยถนนคนเดินประจวบฯ ของขายเยอะสมควร ทั้งของกิน ของใช้ ของฝาก แต่เราเน้นไปที่ของกิน
นึกภาพผู้ชายคนนึงเดินนำหน้าผู้หญิง 2 คน แล้วแวะทุกร้านที่ขายของกิน สุดท้ายได้ของกินมาเต็มไม้เต็มมือโดยเฉพาะของหวาน เยอะมากๆ มัวแต่ซื้อ ชิม เพลินจนลืมถ่ายรูป(แอบเสียใจ) พอซื้อเสร็จก็ไปนั่งหามุมที่ชอบบนสะพานแล้วก็เริ่มบรรเลงบทเพลงของทะเล นาทีนั้นสารภาพว่าลืมฟังเสียงคลื่นเพราะมัวแต่กิน กิน แล้วก็กิน พออิ่มหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ปั่นจักรยานกลับโฮสเทลกันเถอะนี่ถ่ายมาตอนเกือบ 3 ทุ่มคนก็ยังเดินขวักไขว่ คึกคักกันอยู่ กินอิ่มแล้วก็กลับไปนอนกันดีกว่าครับ
เดี๋ยวมาต่อของวันที่ 16 นะครับ