.
“
ความสำคัญ” ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาล มีความสำคัญ มีอำนาจต่อโลกยิ่งนัก เพราะดวงอาทิตย์คือต้นกำเนิดพลังงานพื้นฐาน เป็นปัจจัยพื้นฐานแรกสุดของระบบธรรมชาติสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิตประเภทพืชในรูปของแสง และพืชก็เปลี่ยนแสงให้เป็นพลังงานในการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอ๊อคซิเจน ก่อเกิดเป็นระบบชีวภาพที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่น ซึ่งสามารถพูดได้ว่า หากปราศจากดวงอาทิตย์ โลกก็ไม่อาจมีสิ่งมีชิวิตถือกำเนิดขึ้นมาได้
ข้อความย่อหน้าแรกคือเกริ่นนำที่อาจดูคล้ายเรื่องทางวิทยาศาสตร์หรือดาราศาสตร์ไปสักหน่อย แต่จริงๆไม่ใช่ เพราะวัตถุประสงค์ในการเขียนบทความนี้ขึ้นก็เพื่อสื่อสารแสดงความเห็นทางการเมือง บ่งชี้ว่า บทบาทสถานะภาพของราษฎรไทย ก็ไม่ต่างไปจากดวงอาทิตย์ ที่มีความสำคัญที่สุดเป็นปัจจัยพื้นฐานแรกสุดในการร่วมอยู่กันเป็นสังคมที่ชื่อ ประเทศไทย เพราะหากสิ้นไร้ราษฎรแล้วก็ไร้อำนาจ ประเทศก่อไม่อาจก่อกำเนิดหรือดำรงอยู่ต่อไปได้
ฟังเผินๆเหมือนดูดี
ดูเหมือนชนชั้นราษฎรจะมีความสำคัญเหมือนมีอำนาจ แต่สภาพความเป็นไปในสังคมนั้น ซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ข้อความย่อหน้าเดียวอธิบายได้หมด เช่นเดียวกับผลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลก ก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความสำคัญ หรือคำว่า “เป็นปัจจัยพื้นฐานแรกสุด” แค่เพียงคำเดียวได้เช่นกัน เพราะมันมีองค์ประกอบมากไปกว่านั้น แตกต่างกันไปในสภาพสังคม “ประเทศ” ที่มีพฤติกรรมแตกต่างกันเพราะเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการเมืองการปกครอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบแผนของสังคมที่ชื่อ “ประเทศไทย” ที่มีองค์ประกอบที่ผลโดยตรงมาจากเรื่องการเมืองการปกครอง จนทำให้แตกต่างไปจากสังคมประเทศอื่นๆอย่างชัดเจน
กับองค์ประกอบที่เรียกขานกันว่า “อำนาจ” ที่ส่งผลให้ราษฎรหรือประชาชนเป็นแค่ปัจจัยพื้นฐานไร้ความหมายใดๆ นอกจากมีอยู่เพื่อให้มีสังคมไว้ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งปกครอง
“
อำนาจ” สำหรับสังคมประเทศไทยกลับกลายเป็นเรื่องน่าขัน เมื่ออำนาจที่ว่านี้ดูเหมือนจะอยู่เหนือองค์ประกอบพื้นฐานที่ “สำคัญที่สุด” อย่างราษฎรหรือประชาชนเสียอีก และยิ่งน่าขันที่สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มาจากระบอบการปกครองที่ใช้ก็เรียกกันว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ที่มีความหมายว่า “อำนาจประชาชน” แต่กลับกีดกันประชาชนให้ออกห่างจากอำนาจ ทั้งๆที่กรอบหลักเกณฑ์ของสังคมไทยที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทันทีที่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ข้อความแรกในมาตรา 1 ของธรรมนูญชั่วคราว 2475 คือ "
อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย" แต่ความเป็นจริงมิใช่เลย อำนาจที่ว่านี้เป็นของประชาชนจริงๆ นับระยะเวลาได้น้อยกว่า การตกอยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แย่งชิงหรือหลอกลวงเอาไปจากประชาชนเสียอีก
หรือนั้นก็อาจสอดรับกับองค์ประกอบต่อมาที่คล้ายคลึงกันระหว่างราษฎรไทยกับดวงอาทิตย์ นั้นคือเรื่อง
“
อิทธิพล” เนื่องด้วยโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี จึงเกิดความแตกต่างด้านระยะทางด้านระยะห่างจากโลกกับดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาของการโคจร 1 รอบ ซึ่งระยะห่างแต่ล่ะช่วงนั้นทำให้เกิดเป็นฤดูกาล ซึ่งมีอำนาจส่งผลต่อเงื่อนไขของการเจริญเติบโตรวมถึงการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก
ดังนั้นการที่ประชาชนไทยถูกผลักไสให้ออกห่างจากอำนาจเป็นระยะๆ ก็อาจเป็นเสมือนระยะในวงโคจรของโลกที่มีต่อดวงอาทิตย์ก็เป็นได้ เพียงแต่ได้รับผลลัพธ์ที่ได้รับกลับแตกต่างออกไปจากสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลจากฤดูกาลที่มีอิทธิพลมาจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากระยะวงโคจรการแย่งชิงอำนาจไปจากประชาชน ไม่ได้มีรอบสม่ำเสมอเช่นระยะวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์จึงทำให้
สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย เจริญงอกงามแบบผิดธรรมชาติ แคระแกรน จนประชาชนแทบจะใช้ประโยชน์จากอำนาจที่บอกว่าเป็นของตนเองไม่ได้เลย
ซึ่งนั้นก็เพียงพอจะได้ข้อสรุปสุดท้ายบนพื้นฐานความจริง ระหว่างความคล้ายคลึงกันของราษฎรไทยกับดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือ เราอาจพูดได้ว่า อำนาจของราษฎรไทยนั้นมีอยู่จริงแต่ไม่มีวันไปถึง
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงพอจะรู้แล้วว่า ที่หัวกะทู้ตั้งนั้นเป็นลักษณะการเขียนอุปมาอุปมัย ระหว่างคำว่า “ราษฎรไทย”กับ”ดวงอาทิตย์” และแน่นอนว่า ในเมื่อตั้งกะทู้ใน”ราชดำเนิน” ซึ่งเป็นเรื่องของการเมือง คงพูดถึงเรื่องอื่นไปก็คงจะไม่เหมาะสม ผู้เขียนจึงจะขออธิบายลักษณะความเหมือนทางการเมืองที่ใกล้เคียงกันของทั้งสองคำนี้ตามทัศนะของผู้เขียนเอง ให้ได้ทราบกันตามนี้ครับ
*แก้ไขข้อความในโคลงสี่ฯให้ ถูกต้องตามฉันทลักษณ์
ขอบคุณครับ
(บทความ) ราษฎรไทยก็เหมือนพระอาทิตย์ อำนาจของราษฎรไทยยิ่งเหมือนพระอาทิตย์
“ความสำคัญ” ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาล มีความสำคัญ มีอำนาจต่อโลกยิ่งนัก เพราะดวงอาทิตย์คือต้นกำเนิดพลังงานพื้นฐาน เป็นปัจจัยพื้นฐานแรกสุดของระบบธรรมชาติสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิตประเภทพืชในรูปของแสง และพืชก็เปลี่ยนแสงให้เป็นพลังงานในการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอ๊อคซิเจน ก่อเกิดเป็นระบบชีวภาพที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่น ซึ่งสามารถพูดได้ว่า หากปราศจากดวงอาทิตย์ โลกก็ไม่อาจมีสิ่งมีชิวิตถือกำเนิดขึ้นมาได้
ข้อความย่อหน้าแรกคือเกริ่นนำที่อาจดูคล้ายเรื่องทางวิทยาศาสตร์หรือดาราศาสตร์ไปสักหน่อย แต่จริงๆไม่ใช่ เพราะวัตถุประสงค์ในการเขียนบทความนี้ขึ้นก็เพื่อสื่อสารแสดงความเห็นทางการเมือง บ่งชี้ว่า บทบาทสถานะภาพของราษฎรไทย ก็ไม่ต่างไปจากดวงอาทิตย์ ที่มีความสำคัญที่สุดเป็นปัจจัยพื้นฐานแรกสุดในการร่วมอยู่กันเป็นสังคมที่ชื่อ ประเทศไทย เพราะหากสิ้นไร้ราษฎรแล้วก็ไร้อำนาจ ประเทศก่อไม่อาจก่อกำเนิดหรือดำรงอยู่ต่อไปได้
ฟังเผินๆเหมือนดูดี ดูเหมือนชนชั้นราษฎรจะมีความสำคัญเหมือนมีอำนาจ แต่สภาพความเป็นไปในสังคมนั้น ซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ข้อความย่อหน้าเดียวอธิบายได้หมด เช่นเดียวกับผลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลก ก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความสำคัญ หรือคำว่า “เป็นปัจจัยพื้นฐานแรกสุด” แค่เพียงคำเดียวได้เช่นกัน เพราะมันมีองค์ประกอบมากไปกว่านั้น แตกต่างกันไปในสภาพสังคม “ประเทศ” ที่มีพฤติกรรมแตกต่างกันเพราะเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการเมืองการปกครอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบแผนของสังคมที่ชื่อ “ประเทศไทย” ที่มีองค์ประกอบที่ผลโดยตรงมาจากเรื่องการเมืองการปกครอง จนทำให้แตกต่างไปจากสังคมประเทศอื่นๆอย่างชัดเจน กับองค์ประกอบที่เรียกขานกันว่า “อำนาจ” ที่ส่งผลให้ราษฎรหรือประชาชนเป็นแค่ปัจจัยพื้นฐานไร้ความหมายใดๆ นอกจากมีอยู่เพื่อให้มีสังคมไว้ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งปกครอง
“อำนาจ” สำหรับสังคมประเทศไทยกลับกลายเป็นเรื่องน่าขัน เมื่ออำนาจที่ว่านี้ดูเหมือนจะอยู่เหนือองค์ประกอบพื้นฐานที่ “สำคัญที่สุด” อย่างราษฎรหรือประชาชนเสียอีก และยิ่งน่าขันที่สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มาจากระบอบการปกครองที่ใช้ก็เรียกกันว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ที่มีความหมายว่า “อำนาจประชาชน” แต่กลับกีดกันประชาชนให้ออกห่างจากอำนาจ ทั้งๆที่กรอบหลักเกณฑ์ของสังคมไทยที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทันทีที่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ข้อความแรกในมาตรา 1 ของธรรมนูญชั่วคราว 2475 คือ "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย" แต่ความเป็นจริงมิใช่เลย อำนาจที่ว่านี้เป็นของประชาชนจริงๆ นับระยะเวลาได้น้อยกว่า การตกอยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แย่งชิงหรือหลอกลวงเอาไปจากประชาชนเสียอีก
หรือนั้นก็อาจสอดรับกับองค์ประกอบต่อมาที่คล้ายคลึงกันระหว่างราษฎรไทยกับดวงอาทิตย์ นั้นคือเรื่อง
“อิทธิพล” เนื่องด้วยโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี จึงเกิดความแตกต่างด้านระยะทางด้านระยะห่างจากโลกกับดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาของการโคจร 1 รอบ ซึ่งระยะห่างแต่ล่ะช่วงนั้นทำให้เกิดเป็นฤดูกาล ซึ่งมีอำนาจส่งผลต่อเงื่อนไขของการเจริญเติบโตรวมถึงการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก
ดังนั้นการที่ประชาชนไทยถูกผลักไสให้ออกห่างจากอำนาจเป็นระยะๆ ก็อาจเป็นเสมือนระยะในวงโคจรของโลกที่มีต่อดวงอาทิตย์ก็เป็นได้ เพียงแต่ได้รับผลลัพธ์ที่ได้รับกลับแตกต่างออกไปจากสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลจากฤดูกาลที่มีอิทธิพลมาจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากระยะวงโคจรการแย่งชิงอำนาจไปจากประชาชน ไม่ได้มีรอบสม่ำเสมอเช่นระยะวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์จึงทำให้ สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย เจริญงอกงามแบบผิดธรรมชาติ แคระแกรน จนประชาชนแทบจะใช้ประโยชน์จากอำนาจที่บอกว่าเป็นของตนเองไม่ได้เลย
ซึ่งนั้นก็เพียงพอจะได้ข้อสรุปสุดท้ายบนพื้นฐานความจริง ระหว่างความคล้ายคลึงกันของราษฎรไทยกับดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือ เราอาจพูดได้ว่า อำนาจของราษฎรไทยนั้นมีอยู่จริงแต่ไม่มีวันไปถึง
ดั่งอาทิตย์ ที่แจ้ง................................กลางหาว
แสงส่องเฉิด ฉายขาว..............................ทั่วท้อง
แต่ล้วนรู้ เรื่องราว..........................สิ่งหนึ่ง อยู่เอย
มิมีวัน จับต้อง...................................แค่รู้ มีจริง
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงพอจะรู้แล้วว่า ที่หัวกะทู้ตั้งนั้นเป็นลักษณะการเขียนอุปมาอุปมัย ระหว่างคำว่า “ราษฎรไทย”กับ”ดวงอาทิตย์” และแน่นอนว่า ในเมื่อตั้งกะทู้ใน”ราชดำเนิน” ซึ่งเป็นเรื่องของการเมือง คงพูดถึงเรื่องอื่นไปก็คงจะไม่เหมาะสม ผู้เขียนจึงจะขออธิบายลักษณะความเหมือนทางการเมืองที่ใกล้เคียงกันของทั้งสองคำนี้ตามทัศนะของผู้เขียนเอง ให้ได้ทราบกันตามนี้ครับ
*แก้ไขข้อความในโคลงสี่ฯให้ ถูกต้องตามฉันทลักษณ์
ขอบคุณครับ