ใครจะไปคิด .. ว่าเด็กวิศวขอบตาดำๆกลุ่มหนึ่งจะต้องไปแบกกล้องขึ้นเขา ?
เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันลงทะเบียนเรียนของมหาวิทยาลัยชื่อดังทางด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง
กับรายวิชาที่มีชื่อว่า
‘เจนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว’
มีด้วยหรอ ? รายวิชาอะไร น่าสนใจดีแต่งานจะหนักไหม ? เอาหน่าคงดีว่าเรียนมารยาทแหละ (แซว)
โดยโจทย์หนึ่งในราชวิชานี้คือ
“Low price , high experiences”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเรา วางรีพอร์ท ถอดชอป แบกเป้ขึ้นหลัง แล้วไปตะลุยจันทบุรีกัน
“ไปจันท์ แต่ไปวันศุกร์”
; เฮ้พวกเราจะไปไหนกันดีอะ ภูกระดึงก็น่าไป ชุมชนแบบสังขละบุรีก็น่าเดิน ทะเลแบบกระบี่ก็สวย
; อยากไปทุกที่เลยอะ มันจะมีที่ไหนที่มีทั้งภูเขา ทะเล แล้วก็ชุมชนมั้ยวะ?
; ถ้ามีก็คงจะดีเนอะว่าปะไปที่เดียวได้ครบทุกมุมมองเลย
; งั้นเราไปจันทบุรีกันดีปะ? มีทั้งทะเล ภูเขา ชุมชน ครบเลยนะเหว่ย
; เฮ้ยยยจริงปะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ..
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นในการวางแผนไปจันทบุรีของพวกเราในครั้งนี้ แต่ทว่าจะไปเที่ยวหล่อๆ สวยๆ ก็คงไม่ตรงคอนเซป เพราะฉะนั้นพวกเราจะพาทุกคนไปมองจันทบุรีให้ลึกเข้าไปอีกแบบที่ทุกคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสิ่งเหล่านี้ จันทบุรีก็มีนะรู้ป่าวววววววว

หลังจากที่พวกเราวางแพลนกันได้แล้วว่าจะไปจันทบุรี คราวนี้ก็ต้องมาดูว่าจันทบุรีมีอะไรให้ไปดูบ้าง ? เริ่มจากวางแพลนคร่าวๆ สถานที่ที่ทุกคนสนใจ และพวกเราได้พบสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่อาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จักนัก ( ทั้งๆที่ชื่อเดียวกับอำเภอ) นั่นคือ เขาสอยดาว แต่การจะเข้ามาที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากที่นี่ไม่ใช่อุทยานแห่งชาติเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาสอยดาว ดังนั้นการที่เราจะเดินเข้าไปถ่ายคลิปอะไรไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ต้องดำเนินการในการติดต่อขอพักและขอถ่ายทำวีดีโอ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้างในการเดินเรื่องต่างๆ( ก็งานหน่วยงานเขาเยอะนี่เนาะ.. ) แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี เย้
พวกเราวางแผนที่จะเดินทางสู่จันทบุรีด้วย เชิดชัยทัวร์ ที่พวกเราได้จองไว้ตอนบ่ายโดยจะไปขึ้นรถที่ ท่าหมอชิต 2 ตอนตี 4.30 น. แต่อยู่ดีๆ ก็มีเบอร์แปลกโทรมาบอกพวกเราว่า “หนูลูก คนขับป้าท้องเสียคงไปไม่ได้แล้วนะลูก ..” วินาทีนั้นก็คิดแผนสำรองกันเต็มไปหมด แต่คุณป้าเชิดชัยทัวร์บอกกับพวกเราว่า “แต่เดี๋ยวป้าจองรถที่เอกมัยไว้ให้นะ พวกหนูสะดวกไปไหม ขอโทษทีนะลูก” พวกเราจึงตกลงกันไปขึ้นที่เอกมัยตอน ตี 5 แทน ขอบพระคุณคุณป้ามากนะคะที่ดูแลและรับผิดชอบพวกเราตั้งแต่จองยันได้ลงรถเลย

ประมาณ 4 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงจันท์กันแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ขนส่งอำเภอเมืองแต่พวกเราอยากไปอำเภอสอยดาวซึ่งไกลออกไปเกือบ 70 กิโล ! พวกเราเลยเดินไปหาลุงเปี๊ยก คนขับรถสองแถวสีแดงที่ยอมให้พวกเราอ้อนและคิดแค่เหมาคัน 1000 บาท ส่งถึงที่พร้อมแวะกินข้าว โดยเราบอกลุงเปี๊ยกว่า ขอร้านเด็ดๆ ค่ะลุง ลุงแกเลยจัดให้พาพวกเรามาที่ร้าน “เจ๊เพ็ญ เย็นตาโฟ” โดยราคาเริ่มต้นของร้านนี้คือ 40 บาทไปถึงชามละ 200 บาทเลยทีเดียว !!!!!!!!!!!!!!

ปล. ชามนี้หนึ่งร้อยบาทเท่าน้าน กั้งกับปูแน่นมากๆ แล้วยังมีแผ่นเกี๊ยวที่เป็นกุ้งแพอีกด้วย (กุ้งชุบแป้งทอดเป็นแพ) เด็ดมาก ต้องลอง
อิ่มกันแล้วก็ขึ้นรถลุงเปี๊ยกกันต่อเลย มุ่งหน้าสู่เขาสอยดาว .. ตลอดข้างทางเราจะพบว่าเราขึ้นภูเขาตลอดเวลา แต่ก็ไม่ถึงซักที เพราะอำเภอสอยดาวมีพื้นที่อยู่สูงกว่าอำเภออื่นๆ และตลอดทางเราก็จะได้เห็นรถป้ายทะเบียนแปลกๆ คาดว่าน่าจะมาจากฝั่งเพื่อนบ้าน รวมไปถึงคุณทหารที่ถามพวกเราว่า “คนไทยปะเนี่ย !” 55555555555 ตอนแรกพวกเราจะแกล้งพูดไม่ชัดแต่กลัวจะยาวเลยตอบกลับแบบดีๆ บ้ายบายค่ะคุณทหารรีเทนเนอร์สีชมพู (ไม่กล้าถ่ายรูป)

ในที่สุดเราก็มาถึง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ที่นี่เราเจอกับอาจารย์ ปณัฐ ผู้ที่จะเป็นวิทยากรให้ความรู้กับพวกเรา จารย์เล่าให้ฟังว่าที่นี่เมื่อก่อนจะมีการปลูกต้นกระวานอยู่ที่น้ำตกชั้น 16 แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แล้วก็มีกบอกหนามที่หาได้ที่นี่ที่เดียวในโลกเท่านั้น ปกติน้ำตกจะมีทั้งหมด 16 ชั้นแต่เดี๋ยวนี้เปิดให้ขึ้นแค่ 9 ชั้นเท่านั้น ประมาณ 2 โล ( ดูน้อยจังอยากได้โหดกว่านี้ !!! )

นี่คือรูปกบอกหนามที่มีที่นี่ที่เดียวในโลก !!!!!!! แต่เป็นแค่ตัวที่สตาฟไว้เท่านั้นนะตัวจริงยากนักที่จะเจอ

รูปนี้คือโป่งที่ทำไว้เพื่อให้สัตว์ป่าเช่น ช้าง หรือกระทิงเข้ามากิน ถ้าสังเกตุดีๆ รอยของพวกมันใหม่ๆอยู่เลยแหละ
จากนั้นอาจารย์พาพวกเราไปเดินดูเส้นทางศึกษาธรรมชาติพร้อมอธิบายคร่าวๆ ก่อนจะปล่อยให้เราปีนไปดูน้ำตกกันเอง ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ไปกันเองจริงๆ ..
HOW TO SURVIVE IN KHAOSOIDAO?
ตอนนั้นเวลาบ่ายโมงพอดีเราจึงไปขอให้คุณพี่ทหารคนหนึ่งพาเราขึ้นไปพร้อมทั้งพี่เขาจะมารับพวกเราตอน 4 โมง พวกเราทั้ง 8 คนจึงเริ่มต้นผจญภัยตั้งแต่ตรงนี้.... โดยเส้นทางที่เราเห็นตรงหน้าทำให้เราเปลี่ยนความคิดที่ว่า “2 กิโล จิ๊บๆ เบๆ ” น้ำตกเขาสอยดาวจะไม่ใช่น้ำตกที่เราจะขึ้นไปตามเสต็ปชั้น 1 ,2 ,3, 4 แต่ที่นี่จะมีเพียงบางชั้นที่เราสามารถเขาไปดูได้เนื่องจากบางชั้นก็อันตรายเกินไป และนี่คือรูปบางส่วนของน้ำตกเขาสอยดาวที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีเท่าที่เราไปเห็นด้วยตาของเราเอง ..

ชั้นที่ 1 น้ำตกที่สวยงามบนทางเดินที่ยังสบายๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าทางข้างหน้าเราจะเจอกับอะไร ...

เส้นทางเริ่มโหดขึ้นเรื่อยๆ ตามความสูงของน้ำตกที่เรามา ผ่านมาประมาณ 1 กิโลกว่าๆ เราก็มาพบกับชั้นที่ 5

อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าน้ำตกเขาสอยดาว เราจะไม่สามารถเดินเล่นทั้ง 9 ชั้นได้ อาจจะมีแค่บางชั้นที่เปิดให้เข้าเท่านั้น โดยแต่ละชั้นจะมีความสวยงานที่แตกต่างกันออกไป และมากขึ้นเมื่ออยู่ชั้นที่สูงขึ้น พร้อมเส้นทางที่อันตรายมากขึ้นเช่นกัน
กำลังจะไปชั้น 6 แล้วนะ ^^ (ผานางลื่น ลื่นจริงๆนะจะบอกให้)

*** ข้อแนะนำสำหรับนักเดินทางที่อยากเก็บรูปภาพให้ได้มากที่สุด ควรจะเลือกชนิดของกล้องที่มีลักษณะกระทัดรัดและทนต่อการกระแทก เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างลำบาก ให้หลายๆจุดกล้องโปรดีๆ อาจจะไม่สามารถหยิบขึ้นมาเพื่อถ่ายได้เลย ***
อะ เริ่มได้ยินเสียงน้ำแล้ว ใกล้แล้วแน่ ๆ

ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย พวกเรา สุดยอดไปเลย !!!!!!!!!!!!!!!
หลังจากนั้นพวกเราก็ยังคงเดินต่อเพื่อจะให้ถึงชั้นที่ 9 โดยจากชั้นที่ 6 ไป ชั้นที่ 9 มีระยะทาง 300 เมตร แต่ด้วยตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 3 (ที่นี่จำกัดให้ลงมาก่อน 4 โมงเย็น) บวกกับทางที่ยากและชันขึ้นเข้าไปทุกที พวกเราจึงขอหยุดการเดินขึ้นน้ำตกครั้งนี้ไว้ที่ประมาณชั้น 8 (ถ้านับจากระยะทางที่ใกล้ถึงชั้นที่ 9 มากๆแล้ว) เพราะยังไงคนที่มาด้วยก็ต้องสำคัญกว่าจุดหมายอยู่แล้ว ถูกมั้ย ?

ยืนหล่อไปหนึ่งที อิอิ 5555555555
ลงมาอย่างปลอดภัยพร้อมความหวังว่าวันหนึ่งจะกลับมาปีนให้ถึงชั้นที่ 9 จนได้ ( ชั้นที่ 9 ว่ากันว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุดของน้ำตก ) พวกเรามุ่งหน้าไปอาบน้ำที่บ้านพัก แต่ในขณะที่เราเดินตามกันเราพบรอยเลือดหยดตามทางโดยมุ่งหน้าไปที่บ้านพักของพวกเรา .. เพื่อนของเราโดนทากดูดเลือดดูดขาค่ะ 555555555555555555 ปล. แนะนำ2 หากใครจะมาเดินป่าควรพกยาเส้นมาด้วยเพราะเป็นวิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนทากเกาะนะคะ

จากนั้นเรารีบพุ่งตัวไปทานอาหารจากร้านสวัสดิการโดยอาจารย์ปณัฐได้บอกเราว่าอาหารพื้นที่ที่นี่คือ ผัดกระวาน และหมูชมวง พวกเราไม่รอช้าค่ะ รีบสั่งผัดกระวานหมูป่า และหมูชมวงด้วยความอยากรู้อยากลอง ทั้งๆที่ยังไม่เคยมีใครทานเมนูพวกนี้มาก่อน ขณะนั่งทานข้าวกันอยู่ก็มีไฟดับบ้าง ฝนตกบ้าง หมาวิ่งไล่นกยูงบ้าง ธรรมชาติสรรสร้างมากๆ ค่ะ

ตอนแรกพวกเรากล้า ๆ กลัวๆ ที่จะทานเพราะเราไม่เคยทานกันเลย แต่พอได้ทานแล้วกลับรู้สึกว่าอร่อยมากๆ ต้นกระวานเป็นพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะเหมือนเครื่องเทศ รสชาติมันออกจะคล้ายๆ ข่า ขิง แต่ทานง่ายกว่า (เยอะ) ช่วยบำรุงร่างกายและรักษาสมดุล ส่วนหมูชมวงอันนี้ใครไม่ทานคือพลาดมาก อร่อยมากๆ รสชาติจะออกหวานตัดกับใบชะมวงที่มีรสออกเปรี้ยว ทานบนป่าเงียบๆแบบนี้ อ้อเกือบลืมแหนะ ราคาอาหารบนนี้ไม่แพงเลยพวกเราไปกัน 8 คน ข้าว 8 จาน (มีเบิ้ลด้วย ) หมูชมวง 2 จาน , ผัดกระวานหมูป่า 2 จาน , ไข่เจียว 2 จาน , ต้มจืดอีก 2 ถ้วย รวมทั้งหมด 480 เท่านั้นกับอาหารชามโตๆแบบนี้ หารกันเหลือคนละ 60 แบบอิ่มๆ หนังท้องตึงเลยค่ะท่านผู้ชม ดีเวอร์ร์ร์ร์ร์
ก่อนจะหมดคืนนี้ไปพวกเราก็ได้ออกมานั่งคุยเรื่องแผนของพรุ่งนี้กันโดยหากมองรอบๆแล้วเหมือนจะมีแค่พวกเรา 8 คนเท่านั้นที่อยู่แถวนี้ แต่พวกเรามีเพื่อนเยอะเลยนะคะไม่ว่าจะเป็นตุ๊กแก นกยูง ตั่วเฮีย น้องลิลลี่ (หมาน้อยตัวเดียวของที่นี่) หรือแม้กระทั่งสัตว์อื่นๆที่เราไม่รู้จะเรียกมันว่าตัวอะไร ( บางทีก็จะมีช้างเข้ามาแต่พวกเราไม่เจอค่ะ ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือโชคดี ) ที่นี่อาจไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตให้เราเล่น ซึ่งมันคือโอกาสดีที่เราจะปิดเพื่อเปิดอะไรบางอย่าง ราตรีสวัสดิ์พร้อมเตรียมตัวบอกลาเขาสอยดาว พื้นที่ที่ทำให้เราเข้าใจคำว่าเงียบสงบ และหันมามองคนข้างๆ มากขึ้น
[CR][SR] " ไปจันท์ แต่ไปวันศุกร์ " วางรีพอร์ตถอดช็อปแบกเป้ตะลุยเมืองจันท์ 3 วัน 2 คืน
เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันลงทะเบียนเรียนของมหาวิทยาลัยชื่อดังทางด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง
กับรายวิชาที่มีชื่อว่า ‘เจนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว’
มีด้วยหรอ ? รายวิชาอะไร น่าสนใจดีแต่งานจะหนักไหม ? เอาหน่าคงดีว่าเรียนมารยาทแหละ (แซว)
โดยโจทย์หนึ่งในราชวิชานี้คือ “Low price , high experiences”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเรา วางรีพอร์ท ถอดชอป แบกเป้ขึ้นหลัง แล้วไปตะลุยจันทบุรีกัน
; เฮ้พวกเราจะไปไหนกันดีอะ ภูกระดึงก็น่าไป ชุมชนแบบสังขละบุรีก็น่าเดิน ทะเลแบบกระบี่ก็สวย
; อยากไปทุกที่เลยอะ มันจะมีที่ไหนที่มีทั้งภูเขา ทะเล แล้วก็ชุมชนมั้ยวะ?
; ถ้ามีก็คงจะดีเนอะว่าปะไปที่เดียวได้ครบทุกมุมมองเลย
; งั้นเราไปจันทบุรีกันดีปะ? มีทั้งทะเล ภูเขา ชุมชน ครบเลยนะเหว่ย
; เฮ้ยยยจริงปะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ..
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นในการวางแผนไปจันทบุรีของพวกเราในครั้งนี้ แต่ทว่าจะไปเที่ยวหล่อๆ สวยๆ ก็คงไม่ตรงคอนเซป เพราะฉะนั้นพวกเราจะพาทุกคนไปมองจันทบุรีให้ลึกเข้าไปอีกแบบที่ทุกคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสิ่งเหล่านี้ จันทบุรีก็มีนะรู้ป่าวววววววว
พวกเราวางแผนที่จะเดินทางสู่จันทบุรีด้วย เชิดชัยทัวร์ ที่พวกเราได้จองไว้ตอนบ่ายโดยจะไปขึ้นรถที่ ท่าหมอชิต 2 ตอนตี 4.30 น. แต่อยู่ดีๆ ก็มีเบอร์แปลกโทรมาบอกพวกเราว่า “หนูลูก คนขับป้าท้องเสียคงไปไม่ได้แล้วนะลูก ..” วินาทีนั้นก็คิดแผนสำรองกันเต็มไปหมด แต่คุณป้าเชิดชัยทัวร์บอกกับพวกเราว่า “แต่เดี๋ยวป้าจองรถที่เอกมัยไว้ให้นะ พวกหนูสะดวกไปไหม ขอโทษทีนะลูก” พวกเราจึงตกลงกันไปขึ้นที่เอกมัยตอน ตี 5 แทน ขอบพระคุณคุณป้ามากนะคะที่ดูแลและรับผิดชอบพวกเราตั้งแต่จองยันได้ลงรถเลย
ประมาณ 4 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงจันท์กันแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ขนส่งอำเภอเมืองแต่พวกเราอยากไปอำเภอสอยดาวซึ่งไกลออกไปเกือบ 70 กิโล ! พวกเราเลยเดินไปหาลุงเปี๊ยก คนขับรถสองแถวสีแดงที่ยอมให้พวกเราอ้อนและคิดแค่เหมาคัน 1000 บาท ส่งถึงที่พร้อมแวะกินข้าว โดยเราบอกลุงเปี๊ยกว่า ขอร้านเด็ดๆ ค่ะลุง ลุงแกเลยจัดให้พาพวกเรามาที่ร้าน “เจ๊เพ็ญ เย็นตาโฟ” โดยราคาเริ่มต้นของร้านนี้คือ 40 บาทไปถึงชามละ 200 บาทเลยทีเดียว !!!!!!!!!!!!!!
ปล. ชามนี้หนึ่งร้อยบาทเท่าน้าน กั้งกับปูแน่นมากๆ แล้วยังมีแผ่นเกี๊ยวที่เป็นกุ้งแพอีกด้วย (กุ้งชุบแป้งทอดเป็นแพ) เด็ดมาก ต้องลอง
อิ่มกันแล้วก็ขึ้นรถลุงเปี๊ยกกันต่อเลย มุ่งหน้าสู่เขาสอยดาว .. ตลอดข้างทางเราจะพบว่าเราขึ้นภูเขาตลอดเวลา แต่ก็ไม่ถึงซักที เพราะอำเภอสอยดาวมีพื้นที่อยู่สูงกว่าอำเภออื่นๆ และตลอดทางเราก็จะได้เห็นรถป้ายทะเบียนแปลกๆ คาดว่าน่าจะมาจากฝั่งเพื่อนบ้าน รวมไปถึงคุณทหารที่ถามพวกเราว่า “คนไทยปะเนี่ย !” 55555555555 ตอนแรกพวกเราจะแกล้งพูดไม่ชัดแต่กลัวจะยาวเลยตอบกลับแบบดีๆ บ้ายบายค่ะคุณทหารรีเทนเนอร์สีชมพู (ไม่กล้าถ่ายรูป)
ในที่สุดเราก็มาถึง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ที่นี่เราเจอกับอาจารย์ ปณัฐ ผู้ที่จะเป็นวิทยากรให้ความรู้กับพวกเรา จารย์เล่าให้ฟังว่าที่นี่เมื่อก่อนจะมีการปลูกต้นกระวานอยู่ที่น้ำตกชั้น 16 แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แล้วก็มีกบอกหนามที่หาได้ที่นี่ที่เดียวในโลกเท่านั้น ปกติน้ำตกจะมีทั้งหมด 16 ชั้นแต่เดี๋ยวนี้เปิดให้ขึ้นแค่ 9 ชั้นเท่านั้น ประมาณ 2 โล ( ดูน้อยจังอยากได้โหดกว่านี้ !!! )
นี่คือรูปกบอกหนามที่มีที่นี่ที่เดียวในโลก !!!!!!! แต่เป็นแค่ตัวที่สตาฟไว้เท่านั้นนะตัวจริงยากนักที่จะเจอ
จากนั้นอาจารย์พาพวกเราไปเดินดูเส้นทางศึกษาธรรมชาติพร้อมอธิบายคร่าวๆ ก่อนจะปล่อยให้เราปีนไปดูน้ำตกกันเอง ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ไปกันเองจริงๆ ..
HOW TO SURVIVE IN KHAOSOIDAO?
ตอนนั้นเวลาบ่ายโมงพอดีเราจึงไปขอให้คุณพี่ทหารคนหนึ่งพาเราขึ้นไปพร้อมทั้งพี่เขาจะมารับพวกเราตอน 4 โมง พวกเราทั้ง 8 คนจึงเริ่มต้นผจญภัยตั้งแต่ตรงนี้.... โดยเส้นทางที่เราเห็นตรงหน้าทำให้เราเปลี่ยนความคิดที่ว่า “2 กิโล จิ๊บๆ เบๆ ” น้ำตกเขาสอยดาวจะไม่ใช่น้ำตกที่เราจะขึ้นไปตามเสต็ปชั้น 1 ,2 ,3, 4 แต่ที่นี่จะมีเพียงบางชั้นที่เราสามารถเขาไปดูได้เนื่องจากบางชั้นก็อันตรายเกินไป และนี่คือรูปบางส่วนของน้ำตกเขาสอยดาวที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีเท่าที่เราไปเห็นด้วยตาของเราเอง ..
ชั้นที่ 1 น้ำตกที่สวยงามบนทางเดินที่ยังสบายๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าทางข้างหน้าเราจะเจอกับอะไร ...
เส้นทางเริ่มโหดขึ้นเรื่อยๆ ตามความสูงของน้ำตกที่เรามา ผ่านมาประมาณ 1 กิโลกว่าๆ เราก็มาพบกับชั้นที่ 5
อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าน้ำตกเขาสอยดาว เราจะไม่สามารถเดินเล่นทั้ง 9 ชั้นได้ อาจจะมีแค่บางชั้นที่เปิดให้เข้าเท่านั้น โดยแต่ละชั้นจะมีความสวยงานที่แตกต่างกันออกไป และมากขึ้นเมื่ออยู่ชั้นที่สูงขึ้น พร้อมเส้นทางที่อันตรายมากขึ้นเช่นกัน
กำลังจะไปชั้น 6 แล้วนะ ^^ (ผานางลื่น ลื่นจริงๆนะจะบอกให้)
*** ข้อแนะนำสำหรับนักเดินทางที่อยากเก็บรูปภาพให้ได้มากที่สุด ควรจะเลือกชนิดของกล้องที่มีลักษณะกระทัดรัดและทนต่อการกระแทก เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างลำบาก ให้หลายๆจุดกล้องโปรดีๆ อาจจะไม่สามารถหยิบขึ้นมาเพื่อถ่ายได้เลย ***
อะ เริ่มได้ยินเสียงน้ำแล้ว ใกล้แล้วแน่ ๆ
ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย พวกเรา สุดยอดไปเลย !!!!!!!!!!!!!!!
หลังจากนั้นพวกเราก็ยังคงเดินต่อเพื่อจะให้ถึงชั้นที่ 9 โดยจากชั้นที่ 6 ไป ชั้นที่ 9 มีระยะทาง 300 เมตร แต่ด้วยตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 3 (ที่นี่จำกัดให้ลงมาก่อน 4 โมงเย็น) บวกกับทางที่ยากและชันขึ้นเข้าไปทุกที พวกเราจึงขอหยุดการเดินขึ้นน้ำตกครั้งนี้ไว้ที่ประมาณชั้น 8 (ถ้านับจากระยะทางที่ใกล้ถึงชั้นที่ 9 มากๆแล้ว) เพราะยังไงคนที่มาด้วยก็ต้องสำคัญกว่าจุดหมายอยู่แล้ว ถูกมั้ย ?
ยืนหล่อไปหนึ่งที อิอิ 5555555555
ลงมาอย่างปลอดภัยพร้อมความหวังว่าวันหนึ่งจะกลับมาปีนให้ถึงชั้นที่ 9 จนได้ ( ชั้นที่ 9 ว่ากันว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุดของน้ำตก ) พวกเรามุ่งหน้าไปอาบน้ำที่บ้านพัก แต่ในขณะที่เราเดินตามกันเราพบรอยเลือดหยดตามทางโดยมุ่งหน้าไปที่บ้านพักของพวกเรา .. เพื่อนของเราโดนทากดูดเลือดดูดขาค่ะ 555555555555555555 ปล. แนะนำ2 หากใครจะมาเดินป่าควรพกยาเส้นมาด้วยเพราะเป็นวิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนทากเกาะนะคะ
จากนั้นเรารีบพุ่งตัวไปทานอาหารจากร้านสวัสดิการโดยอาจารย์ปณัฐได้บอกเราว่าอาหารพื้นที่ที่นี่คือ ผัดกระวาน และหมูชมวง พวกเราไม่รอช้าค่ะ รีบสั่งผัดกระวานหมูป่า และหมูชมวงด้วยความอยากรู้อยากลอง ทั้งๆที่ยังไม่เคยมีใครทานเมนูพวกนี้มาก่อน ขณะนั่งทานข้าวกันอยู่ก็มีไฟดับบ้าง ฝนตกบ้าง หมาวิ่งไล่นกยูงบ้าง ธรรมชาติสรรสร้างมากๆ ค่ะ
ตอนแรกพวกเรากล้า ๆ กลัวๆ ที่จะทานเพราะเราไม่เคยทานกันเลย แต่พอได้ทานแล้วกลับรู้สึกว่าอร่อยมากๆ ต้นกระวานเป็นพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะเหมือนเครื่องเทศ รสชาติมันออกจะคล้ายๆ ข่า ขิง แต่ทานง่ายกว่า (เยอะ) ช่วยบำรุงร่างกายและรักษาสมดุล ส่วนหมูชมวงอันนี้ใครไม่ทานคือพลาดมาก อร่อยมากๆ รสชาติจะออกหวานตัดกับใบชะมวงที่มีรสออกเปรี้ยว ทานบนป่าเงียบๆแบบนี้ อ้อเกือบลืมแหนะ ราคาอาหารบนนี้ไม่แพงเลยพวกเราไปกัน 8 คน ข้าว 8 จาน (มีเบิ้ลด้วย ) หมูชมวง 2 จาน , ผัดกระวานหมูป่า 2 จาน , ไข่เจียว 2 จาน , ต้มจืดอีก 2 ถ้วย รวมทั้งหมด 480 เท่านั้นกับอาหารชามโตๆแบบนี้ หารกันเหลือคนละ 60 แบบอิ่มๆ หนังท้องตึงเลยค่ะท่านผู้ชม ดีเวอร์ร์ร์ร์ร์
ก่อนจะหมดคืนนี้ไปพวกเราก็ได้ออกมานั่งคุยเรื่องแผนของพรุ่งนี้กันโดยหากมองรอบๆแล้วเหมือนจะมีแค่พวกเรา 8 คนเท่านั้นที่อยู่แถวนี้ แต่พวกเรามีเพื่อนเยอะเลยนะคะไม่ว่าจะเป็นตุ๊กแก นกยูง ตั่วเฮีย น้องลิลลี่ (หมาน้อยตัวเดียวของที่นี่) หรือแม้กระทั่งสัตว์อื่นๆที่เราไม่รู้จะเรียกมันว่าตัวอะไร ( บางทีก็จะมีช้างเข้ามาแต่พวกเราไม่เจอค่ะ ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือโชคดี ) ที่นี่อาจไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตให้เราเล่น ซึ่งมันคือโอกาสดีที่เราจะปิดเพื่อเปิดอะไรบางอย่าง ราตรีสวัสดิ์พร้อมเตรียมตัวบอกลาเขาสอยดาว พื้นที่ที่ทำให้เราเข้าใจคำว่าเงียบสงบ และหันมามองคนข้างๆ มากขึ้น
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว