มาตรการแก้ปัญหารถกระบะสไตล์ดัจริตแลนด์

บอกก่อนว่าผมเป็นฝั่งเห็นด้วยกับการห้ามนั่งกระบะท้าย คาดเข็มขัดนิรภัยทุกตำแหน่ง แต่เห็นมาตรการที่ออกมาแล้วทำเอาไมเกรนลงไข่เลย แก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินไม่สนเสียงใคร ไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมากับปัญหาที่จะเพิ่มขึ้น ใครเป็นคนสอนให้แก้ปัญหาโดยการเพิ่มปัญหากันครับ

ลองถอยหลังดูสักก้าวนะ แล้วไปศึกษาดูว่าชีวิตคนต่างจังหวัดเค้าเป็นอย่างไร ไอ้กฏหมายน่ะมันดีครับไม่เถียงแต่มันไม่นำพาสำหรับประเทศด้อยพัฒนาแบบบ้านเมืองเราหรอกครับ ประเทศที่ประชากรชนชั้นกลางถึงชนชั้นล่างส่วนใหญ่มีปัญญาซื้อรถได้แค่คันเดียว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คนอเมริกาชนชั้นกลางทำงานได้เดือนล่ะประมาณ 4500 - 5000 เหรียญ ตีเป็นเงินไทยคร่าว ๆ ประมาณ 135,000 - 150,000 บาท รถพื้นๆ คันนึงราคาประมาณ 25,000 - 35,000 เหรียญ เงินไทยก็ราวๆ 750,000 - 1,050,000 บาท คนอเมริกาทำงาน 5 - 7 เดือน สามารถซื้อรถได้คันนึง

แล้วคนไทยล่ะครับ เงินเดือนประมาณ 20,000 - 30,000 บาท กับราคารถประมาณ 8-9 แสน ใช้เวลา 30-40 เดือนถึงจะซื้อรถได้คันนึง ค่าครองชีพไม่ค่อยต่างกันเลยเนอะ แต่ชีวิตจริงไหนจะค่านู้นค่านี่อีก งั้นลองเป็นผ่อนดูมั้ย

คนอเมริกาผ่อนรถเดือนล่ะ 350 - 500 เหรียญ คิดเป็น 8-11% ของเงินเดือน คนไทยผ่อนรถเดือนล่ะ 9,000 - 10,000 บาท คิดเป็น 50 % ของเงินเดือน

เป็นไงครับจะทำตามประเทศที่เค้าเจริญแล้ว คุณช่วยมองประเทศคุณก่อนไหมว่าความจริงมันเป็นยังไง ถ้าค่าครองชีพของเราเป็นเหมือนคนอเมริกา จะซื้อกระบะไว้ขนของ ซื้อ SUV ไว้ขนคน ซื้อเก๋งไว้ขนกิ๊ก ผมว่าไม่มีใครเดือดร้อนหรอก แต่ค่าครองชีพคนไทยมันต่ำไง จะซื้อรถสักคันก็ต้องให้คุ้มค่าที่สุด

ผมว่าก่อนจะออกมาตรการอะไรช่วยหาวิธีแก้ไขไว้ด้วยจะดีกว่ามั้ยครับ นี่ดันทุรังแต่จะทำๆ แต่ไม่สนใจผลกระทบหรือความเดือดร้อนของใครเลย คุณจะให้เค้าขายรถกระบะไปออก SUV เหรอครับถามหน่อย คุณไม่ให้ทางเลือกสำหรับคนที่ด้อยกว่าเลยเหรอ ในเมื่อพวกคุณที่ออกกฏหมายกันนั่งรถประจำต่ำแหน่งโก้หรู มีรถตู้ไว้ใช้งานกัน แต่ชาวบ้านชนชั้นล่างต้องปากกัดตีนถีบ จะไปไหนทีต้องวนรถมารับกันเป็นสิบๆ เที่ยวงั้นเหรอครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่