จากข่าวนี้รายงานว่า....
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้รายละเอียดค่าใช้จ่ายไว้ว่า 1.ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นเงิน 1,000,000 บาท 2.ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา กิจกรรมทางการศึกษา ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบุตร เป็นเงิน 200,000 บาท 3.ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 200,000 บาท 4.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 800,000 บาท และ 5.ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือและเยี่ยมเยียนประชาชนเป็นเงิน 450,000 บาท
ดูเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากทีเดียว..
เลยอยากทราบค่าใช้จ่ายของนายกฯท่านอื่นๆค่ะ
เวลาไปเยี่ยมเยือนประชาชนต้องมีค่าใช้จ่ายรายเดือน
เดือนละเท่าไหร่...?
ค่าใช้จ่ายนี้เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่..?
ประชาชนคิดอย่างไรที่อดีตนายกฯโอดครวญว่าเป็นภาระหนัก..


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มติ 6 ต่อ 2 ตุลาการศาลปกครองกลางเมินออกคำสั่งทุเลาคดีเรียกสินไหม 3.5 หมื่นล้านจากยิ่งลักษณ์ ชี้ไม่เข้าเงื่อนไขเพราะกรมบังคับคดียังไม่ขยับ แค่มีหนังสือแจ้งเตือน ผงะ! นารีปูยกเหตุผลเดือนหนึ่งต้องใช้เงิน 2.6 ล้านบาทเพื่อดำรงฐานานุรูปอดีตนายกฯ ใช้จ่ายส่วนตัว 8 แสน-ช่วยเหลือประชาชนอีก 4.5 แสน
เมื่อวันจันทร์ นายวชิระ ชอบแต่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 1996/2559 ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รมช.การคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ให้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จากกรณีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.59 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย
โดยองค์คณะตุลาการเสียงข้างมากได้มีมติ 6 ต่อ 2 มีคำสั่งยกคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยระบุว่า การที่ศาลจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 ประการครบถ้วน คือ 1.คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.การให้คำสั่งพิพาทมีผลใช้บังคับต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และ 3.การทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาท ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ
และเมื่อพิจารณาคำขอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนแล้วเห็นว่า ภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีให้ถ้อยคำต่อศาลรับกันว่า นอกจากหนังสือแจ้งเตือนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีและขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด ในเมื่อผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ในชั้นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่า หากศาลไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาท จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟ้องคดีที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง จึงเห็นว่าเงื่อนไขตามข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีในคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทยังไม่มีน้ำหนักพอรับฟังได้ กรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี
ทั้งนี้ ในคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวซึ่งมีความยาว 17 หน้า มีเนื้อหาที่น่าสนใจโดยเฉพาะเหตุผลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้แจงต่อศาลในการขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า หลังจากพ้นตำแหน่งนายกฯ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2557 ลงวันที่ 7 พ.ค.57 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ หรือค่าตอบแทนใดๆ จากการที่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว และปัจจุบันก็มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามสถานะทางสังคมและฐานานุรูปที่เป็นอดีตนายกฯ และผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชนหลายแห่ง โดยเฉลี่ยเดือนละ 2,650,000 บาท
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้รายละเอียดค่าใช้จ่ายไว้ว่า 1.ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นเงิน 1,000,000 บาท 2.ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา กิจกรรมทางการศึกษา ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบุตร เป็นเงิน 200,000 บาท 3.ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 200,000 บาท 4.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 800,000 บาท และ 5.ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือและเยี่ยมเยียนประชาชนเป็นเงิน 450,000 บาท
ด้าน น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวถึงการอายัดทรัพย์ในคดีการทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่า 20,000 ล้านบาทจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกว่า ได้ยึดทรัพย์บุคคลดังกล่าวตามที่กรมการค้าต่างประเทศแจ้งรายการทรัพย์มาแล้วมูลค่า 20,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากเป็นการยึดทรัพย์ในคดีทางแพ่ง เราไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของทรัพย์สินว่าเป็นทรัพย์สินอะไรบ้าง และตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองหรือสั่งทุเลาการบังคับคดี กรมก็ยังดำเนินการต่อไปในการขายทอดตลาด แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศขายทอดตลาด เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่าเราทำขั้นตอนกระบวนการยึดแล้วแจ้งหมายครบถ้วนแล้วหรือไม่
"กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เหมือนกับคดีของนายบุญทรง ต้องรอให้กระทรวงการคลังทำหนังสือตั้งเรื่องมาให้เพื่อขอให้อายัดทรัพย์ หากทำหนังสือมาให้กรมเมื่อไหร่ก็พร้อมดำเนินการยึดทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตามขั้นตอนต่อไป" น.ส.รื่นวดีกล่าว
ขณะที่นายนพดล หลาวทอง ในฐานะทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเรื่องนี้ว่า คำขอทุเลาการบังคับของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นไปตามเงื่อนไขที่จะยื่นขอคุ้มครองชั่วคราว เพราะทีมทนายเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 กับกรมบังคับคดีดำเนินการใช้มาตรการบังคับโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานก็ให้สัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์หลายฉบับว่าจะทำการยึดหรืออายัดทรัพย์ หากศาลปกครองไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดี รวมทั้งคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากมีผลใช้บังคับต่อไปในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์
“หากให้มีการใช้มาตรการทางปกครองที่เป็นการยึดหรืออายัดทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์โดยสิ้นเชิง ย่อมทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีทรัพย์ใดๆ เหลืออยู่เลยในระหว่างพิจารณาคดีของศาล และย่อมได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที และไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขตามฐานานุรูปได้เลย หากให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินไปก่อน แล้วผู้ฟ้องคดีมาขอทุเลา แม้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลา แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เสียหายไปแล้ว ทีมทนายจึงเห็นว่าควรยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลใหม่ เพื่อขอความเป็นธรรมต่อศาลให้ความคุ้มครอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อไป” นายนพดลกล่าว
วันเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาแถลงขอบคุณศาลอุทธรณ์ว่าให้ความเป็นธรรมที่สั่งสอบใหม่คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกฯ ผิดมาตรา 157 ว่า ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะเป็นคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องนายจิรชัย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามมาตรา 157 ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องนายจิรชัยโดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้อง ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินไต่สวนมูลฟ้องใหม่ ซึ่งหลังจากนี้ศาลชั้นต้นต้องรับคดีมาไต่สวนมูลฟ้องใหม่ แล้วจึงมีคำพิพากษาออกมา ซึ่งอาจยกฟ้องเหมือนเดิมก็ได้ เพียงแต่นายจิรชัยต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าดำเนินการทุกอย่างตามกระบวนการของกฎหมาย
“เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสาระของคดีรับจำนำข้าวเลย เป็นเรื่องการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายจิรชัยเท่านั้น แต่ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาตีปี๊บและโยงไปเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องในเนื้อหาสาระนี้ ยิ่งทำให้ประชาชนสับสน ในฐานะที่เคยเป็นพยานของคณะกรรมการชุดนายจิรชัย ผมเชื่อว่านายจิรชัยชี้แจงต่อศาลได้ ว่าขั้นตอนต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ทุกอย่างก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาล โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีอะไรน่าตกใจ แค่เสียงปี๊บดังเท่านั้นเอง” นพ.วรงค์ระบุ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
http://www.thaipost.net/?q=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94-%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B235%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%9926%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99
((มาลาริน)) ^_^ เพิ่งทราบค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของอดีตนายกฯค่ะ..ทำให้อยากทราบว่านายกฯท่านอื่นมีค่าใช้จ่ายกับปชช.ไหม...?
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้รายละเอียดค่าใช้จ่ายไว้ว่า 1.ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นเงิน 1,000,000 บาท 2.ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา กิจกรรมทางการศึกษา ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบุตร เป็นเงิน 200,000 บาท 3.ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 200,000 บาท 4.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 800,000 บาท และ 5.ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือและเยี่ยมเยียนประชาชนเป็นเงิน 450,000 บาท
ดูเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากทีเดียว..
เลยอยากทราบค่าใช้จ่ายของนายกฯท่านอื่นๆค่ะ
เวลาไปเยี่ยมเยือนประชาชนต้องมีค่าใช้จ่ายรายเดือน
เดือนละเท่าไหร่...?
ค่าใช้จ่ายนี้เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่..?
ประชาชนคิดอย่างไรที่อดีตนายกฯโอดครวญว่าเป็นภาระหนัก..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้