มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเราทุกคนเกิดจากธรรมชาติและมนุษย์ก็จากไปตามธรรมชาติ ซึ่งจริงๆแล้วเราควรจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติ แต่เนื่องด้วยมนุษย์มีความพิเศษกว่าสิ่งอื่นที่ถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ นั่นก็คือมนุษย์มีดวงจิตที่บริสุทธิ์และมีพลังที่สามารถเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายได้ในเวลาเดียวกันที่เราเรียกว่าพลังความคิด และที่กล่าวว่ามนุษย์สามารถเป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายได้ในเวลาเดียวกันก็เป็นเพราะว่าเมื่อเเรกเกิดเรามีดวงจิตเพียงดวงเดียวที่มีความอ่อนไหวต่อทุกสิ่งที่เข้ามากระทบซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการเลี้ยงดูจากผู้เป็นที่รักทุกท่าน ( โลกภายนอก คือ เป้าหมายเทียม ) และอีกส่วนก็มาจากจุดประสงค์ที่ต้องการเรียนรู้และเติบโตภายในของเราเอง ( โลกภายใน คือ เป้าหมายแท้ ) ทั้งสองส่วนถูกควบคุมโดยจิตสำนึกที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยอัตโนมัติจากการได้รับการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนตั้งแต่เล็กจนโตและจากจุดประสงค์ที่ต้องการเรียนรู้และเติบโตจากภายในที่เราเรียกว่า จิตด้านมืดกับจิตด้านสว่าง หรือ ความคิดด้านดีกับความคิดด้านไม่ดี เพื่อช่วยสนับสนุนทั้งความคิดและการกระทำจากเป้าหมายแท้ ( การเจริญเติบโตทางด้านความคิด ) และความคิดและการกระทำจากเป้าหมายเทียม( ความฝันที่อยากจะเป็น ) ทั้งสองด้านคือส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความมีอยู่และเป็นอยู่ของเรา ดังจะกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีแสงสว่างเราก็ไม่รู้จักความมืด และถ้าไม่มีความมืดเราก็ไม่รู้จักแสงสว่าง ส่วนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ด้านมืดหรือด้านสว่างแต่ส่วนสำคัญอยู่ที่เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถแบ่งแยกส่วนที่เป็นด้านมืดกับส่วนที่เป็นด้านสว่างออกจากกันอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับกลางวันและกลางคืน กุญแจที่จะไขคำตอบคือ โลกหมุนรอบตัวเรา เราไม่ได้หมุนรอบโลก นั่นก็คือเราจะเป็นในสิ่งที่เราคิดและทำ เราไม่ได้เป็นในสิ่งที่คนอื่นคิดและทำ When you judge another, you do not define them, you define yourself เมื่อเราตัดสินผู้อื่นไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะเป็นอย่างที่เราคิดว่าผู้อื่นเป็น แต่หมายความว่าเราเป็นอย่างที่เราคิด เพราะความคิดนั้นเกิดขึ้นมาจากตัวเรา เราจึงเป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายตัวเราเองได้ในเวลาเดียวกันขึ้นอยู่กับว่าความคิดนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี When you squeeze an orange, orange juice comes out - because that's what's inside. When you are squeezed, what comes out is what is inside ทุกๆความคิดทุกๆกริยาทุกๆคำพูดและทุกๆการกระทำที่เราแสดงออกมาล้วนแล้วแต่บ่งบอกความเป็นคนของตัวเราเองทั่งสิ้น แต่เรากลับสำคัญผิดคิดว่าเป็นเพราะคนอื่นเป็นอย่างนั้นคนอื่นเป็นอย่างนี้จึงทำให้เราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ นั่นก็เป็นเพราะคนอื่นที่ผิดเพราะฉะนั้นก็ต้องแก้ที่คนอื่นไม่ใช่ตัวเรา เมื่อเราเริ่มต้นด้วยความคิดที่หลงทางเราก็จะไม่สามารถรับรู้ความคิดคำพูดและการกระทำของตัวเราเองได้ เราจะรับรู้ได้แต่ความคิดคำพูดและการกระทำของผู้อื่นเท่านั้น และเมื่อเราไม่สามารถรับรู้ความคิดคำพูดและการกระทำของเราเองได้เราก็ไม่สามารดึงตัวเองออกจากความคิดคำพูดและการกระทำนั้นๆของเราได้เช่นกัน ไม่มีใครสามารถช่วยดึงหรือฉุดเราขึ้นจากหลุมทีเราเป็นผู้ขุดขึ้นมาได้อย่างหยั่งยืนและถาวรนอกจากตัวเราเองเท่านั้น You must be the change you want to see in the world การจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็แล้วแต่ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆซึ่งก็คือตัวเรา ถ้าเรามัวแต่มองภาพรวมใหญ่เราก็จะไม่มีวันเห็นความเปลี่ยนแปลงเพราะถ้าไม่เริ่มต้นเราจะพบจุดจบได้อย่างไร ทุกอย่างไม่มีอะไรสายเกินแก้อยู่ที่เราอยากแก้หรือเปล่าเท่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นและสิ้นสุดที่ตัวเรา ชีวิตเป็นของเราดังนั้นเราคือผู้เลือกทางเดินให้กับตัวเราเอง ทุกอย่างเป็นไปได้ ผิดหรือถูกคือการเรียนรู้ที่จะเติบโตอย่างสง่างาม.
มนุษย์ คือ ธรรมชาติ