ใหญ่คิดว่าตนเองกำลังลอยอยู่ ภายใต้แสงซึ่งไม่อาจระบุแหล่งกำเนิด ไม่มีทิศทางที่มา แสงที่ทำให้เขายังคงสามารถมองเห็นร่างกายอันเล็กจิ๋วของตน เมื่อเปรียบเทียบกับความเวิ้งว้างว่างเปล่าอันไร้สิ้นสุดที่ห้อมล้อมอยู่รอบกาย แสงที่ไม่ทำให้เกิดเงาขึ้นไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมใด แสงที่ไม่ได้ให้ความสว่างในแบบที่เขาคุ้นเคย แสงที่เข้มข้นจนเป็นหนึ่งเดียวกันกับความว่าง เขายังรู้สึกว่ามันทั้งเก่าแก่ยิ่งกว่าความเป็นจริงทั้งปวง และเยาว์วัยราวกับพึ่งถือกำเนิดขึ้นในเวลาเดียวกันได้อย่างน่าประหลาด
ก่อนหน้านี้เขาเคยมั่นใจว่าหลังจากที่หล่นลงมาจากบานประตูกลใต้ที่นั่งคนขับรถม้า เขาก็ตกลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เพราะได้เห็นประตูบานนั้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่หลังจากนั้นแล้ว เมื่อทางออกเพียงหนึ่งเดียวของเขาหายลับไปจากสายตา เขาก็ไม่สามารถแน่ใจได้อีก
บางทีเขาอาจจะกำลังตกลงไปด้วยความเร็วเท่าเดิม ลดลง หรืออาจเป็นตรงกันข้าม ไม่แน่ว่าเขาอาจกำลังลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หรืออาจกำลังลอยไปทางซ้าย หรือไม่ก็ทางขวา แต่ในเมื่อทั้งข้างบน ข้างล่าง ต่างไม่อาจระบุลงไปให้ชัดเจนได้ว่าอยู่ในทิศทางใด เมื่อไม่มีสิ่งอื่นใดให้นำมาใช้อ้างอิงในเชิงความสัมพันธ์กับตัวเขาได้เลยเช่นนี้ จะซ้าย ขวา หน้า หลัง บน หรือล่าง คำทั้งหมดนั้นจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป
นอกจากแสงแล้วก็ยังมี เสียงของความเงียบ ที่อัดแน่นอยู่ภายในความว่างเปล่านี้ด้วย ความเงียบที่แม้แต่เสียงกรีดร้องอย่างสุดเสียงในยามที่เขามองเห็นร่างของอีกอร่าลอยห่างออกไป ก็ไม่อาจทำให้ความเงียบอันมหาศาลนี้ลดทอนลงไปได้แม้แต่น้อย
และยังมี กลิ่นที่ไร้กลิ่น ของความว่างเปล่า กลิ่นที่ทำให้กลิ่นจากร่างของอีกอร่า ซึ่งเป็นกลิ่นสุดท้ายที่เขาได้สูดดมประทับลงไปในความทรงจำอย่างล้ำลึก กลิ่นที่ทำให้เขาสำนึกได้เมื่อสายว่าเธอเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาเผลอกอดเสียเต็มแรง อีกทั้งยังวางมือลงไปในตำแหน่งที่ไม่ค่อยเหมาะสมอีกด้วย มันคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอผลักเขา และปล่อยมือจากประตูกล ซึ่งเขาเชื่อว่าเธอคงไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนั้น
“ตอนนั้นเธอไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ”
เขาพูดออกเสียงใส่ความเงียบตรงหน้า ไม่แน่ใจแล้วว่าตนเองยังคงสามารถได้ยินเสียง หรือที่คิดว่าได้ยินนั้นจะเป็นเพียงเสียงของความคิดที่รับรู้ได้จากภายในหัวของตัวเองเท่านั้น
เขานึกถึงอีกอร่า ที่แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายขนาดนั้น แต่สีหน้าของเธอกลับยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ ว่าจะต้องสามารถเอาตัวรอดได้ และแม้ไม่ได้พูดออกมาจากปาก แต่จากแววตาของดวงตาที่ไม่เท่ากันคู่นั้น ก็ราวกับเธอได้ให้สัญญา ว่าจะต้องกลับมาช่วยเขาออกไปให้ได้
เขาไม่รู้ว่าเธอไปเอาความเชื่อมั่นขนาดนั้นมาจากไหน แต่เธอก็ได้มอบสิ่งสำคัญไว้ให้กับเขาโดยจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม และมันทำให้เขายังคงไม่สติแตกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น
”แต่ก็คงอีกไม่นาน”
เขาคิดว่าตนเองติดอยู่ภายในความว่างเปล่านี้มานานมากแล้ว แต่จะ นาน หรือ ไม่นาน เวลา เองก็นับเป็นปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ ที่ข้างนอกนั่น ซึ่งมันจะผ่านมานานเท่าไรแล้วเขาก็ไม่อาจระบุได้ เขาไม่เคยต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเวลามาก่อน ที่จริงเขายังคงต้องกังวลกับเวลา แต่ไม่ใช่ในรูปแบบนี้ เขาไม่เคยต้องตั้งคำถามว่า เวลา คืออะไรกันแน่ และมันทำงานที่ทำอยู่ตลอดมาได้อย่างไร แล้วทำไมทุกสิ่งถึงต้องยินยอมร่ายรำไปในท่วงทำนองเดียวกันกับมันด้วย
เวลา ที่ควรจะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่อยู่ข้างนอก กลับดูเหมือนจะต่างออกไปภายในความว่างเปล่านี้ เขาเชื่อว่าจังหวะของมันยังคงดำเนินอยู่ เพราะเขายังคงสามารถรับรู้ถึงร่างกายที่ยังทำงาน รับรู้ถึงตัวตนของตนเองจากทุกขณะที่เขากำลังคิด ดังนั้นเวลาเองก็ควรจะต้องกำลังดำเนินไปด้วยเช่นกัน
แต่ในขณะที่อยู่ภายในนี้ เขากลับไม่ได้รู้สึกหิว หรือกระหายแต่อย่างใด และไม่มีความต้องการที่จะขับถ่ายเกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะเวลาที่แท้จริงพึ่งผ่านไปเพียงไม่นาน ต่างจากในความรู้สึกของเขา หรืออาจเป็นไปได้ว่าเวลาที่อยู่ในความว่างเปล่านี้จะสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับความคิด ความมีตัวตนของเขาได้ แต่ไม่อาจส่งผลใดใดกับร่างกาย หรือไม่มีความมุ่งหมายที่จะทำอย่างนั้นเอง
เขาลองยกสองมือขึ้นมาตรงหน้า กางนิ้วเข้าออก ขยับมันไปมา ตบสองมือเข้าด้วยกันจนเกิดเสียง ดมพวกมัน ก่อนจะก้มมองไล่ขึ้นมาตั้งแต่เท้า ขา เอว จนถึงหน้าอก เขาทำแม้กระทั่งใช้สองมือลูบจับไปตามร่างกายของตนเองด้วยซ้ำ เพื่อยืนยันว่าร่างกายที่กำลังคิดถึงอยู่นี้ยังมีจริง
ถ้าจนถึงที่สุดแล้วเขาไม่สามารถค้นพบทางออก เขาจะต้องติดอยู่ภายในที่ว่างซึ่งอัดแน่นไปด้วยความเป็นไปได้มากมายแห่งนี้ไปตลอดกาล หรือว่าร่างกายของเขาจะยังสามารถแก่ชรา แล้วตายไป แต่แม้กระทั่ง ความตาย จะสามารถนำพาเขาออกไปจากความว่างเปล่านี้ได้หรือไม่
บางที กาล-อวกาศ เวลา หรือ สนามความเป็นจริง ของความว่างเปล่าแห่งนี้อาจรู้จักกันในชื่อเรียกว่า ความเป็นนิรันดร์ ก็เป็นได้
“เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”
เขาไม่แน่ใจว่าเคยได้ยินมาจากไหน หรือบางทีอาจพึ่งคิดมันขึ้นมาเองก็เป็นได้ “เพราะฉันมีอยู่ ฉันจึงเจ็บปวด” 'หยุด' “เพราะฉันเจ็บปวด ฉันจึงยิ่งคิด” 'พอได้แล้ว หยุดคิดได้แล้ว' แต่น่าเสียดายที่มันไม่อาจทำได้ง่ายดายอย่างที่คิด 'เห็นไหมล่ะ' 'คิด' 'เราจะหยุดคิดเพื่อให้ตัวเองหยุดคิดได้อย่างไร'
“เพราะฉันมีอยู่ ฉันจึงต้องคิด”
ไม่รู้ว่าเป็นการตั้งใจหรือไม่ แต่เขาค่อยๆ งอขาทั้งสองขึ้น แล้วใช้สองแขนกอดเข่า โอบตัวเองเอาไว้ ศีรษะก้มลงเพื่อเก็บซ่อนตัวตนจากทุกสิ่ง นิ้วโป้งมือขวาแตะไว้ที่ริมฝีปาก และเริ่มดูดมันเล่นอย่างไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นศีรษะของเขาก็ค่อยๆ หมุนลงมาในทิศเบื้องล่าง
ถ้าหากว่ามันจะยังคงมีอยู่ใน อสถานที่ แห่งนี้
#####
ในชั่วพริบตา เขากำลังมีชีวิต ทุกสิ่งรอบกายคือสัญญาณที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองบางประการ และในชั่วพริบตา เขาก็ไม่มีชีวิต
ในชั่วพริบตา เขากำลังมีชีวิต สามารถตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบกายได้อย่างจำกัด เขามีความต้องการอันจำกัด และตอบสนองต่อความต้องการของตน กินอาหาร มีชีวิต สืบพันธ์ และตาย
ในชั่วพริบตา เขากำลังมีชีวิต เป็นพืช เป็นแมลง เป็นสัตว์ เป็นปลา เป็นนก หรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน และหนึ่งในจำนวนนั้นคือเจ้ากิ้งก่ายักษ์ที่น่ากลัวซึ่งฝากรอยแผลไว้ให้ในค่ำคืนนั้น และพวกที่คล้ายกับมันอีกมากมาย ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ สองขา สี่ขา มีทั้งที่กินพืช กินสัตว์ เป็นทั้งผู้ล่า หรือผู้ที่ถูกล่า ใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง กินอาหาร มีชีวิต สืบพันธ์ และสุดท้ายก็ตาย
ในชั่วพริบตา ชีวิตเริ่มมีเจตจำนงบางประการ มีความต้องการ ตั้งคำถาม มีความสงสัย หนึ่งในช่วงชีวิตพวกนั้นได้มีสายตาที่คุ้นเคยคู่หนึ่งจ้องมองมา แต่ไม่ใช่มนุษย์ เกือบเหมือน แต่ก็ยังไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะขนจำนวนมากบนร่างกาย ไม่ใช่เพราะโครงของใบหน้า รูปร่างที่ดูแปลก แต่เป็นเพราะแววตา แววตาที่ยังคงขาดบางสิ่งบางอย่างไป
ในชั่วพริบตา ทั้งหมดนั้นได้ถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมา วนเวียนไม่รู้จบ แต่ในทุกครั้งที่มันกำลังเล่นอยู่ เขากลับไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากชีวิตที่กำลังดำเนินไปนั้น
ในชั่วพริบตา ทั้งหมดนั้นคือความฝันที่เกิดขึ้นภายในความว่างเปล่า หรือที่แท้แล้วแม้แต่ความว่างเปล่านี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งของความฝันด้วยเช่นกัน
ตลอดเวลา เขายังคงกอดสิ่งสุดท้ายที่อีกอร่ามอบไว้ให้อย่างแนบแน่น สิ่งสุดท้ายที่คอยค้ำจุนตัวตนของเขาเอาไว้ สิ่งที่ไร้รูป ไม่ใช่คำพูด แต่ทรงพลังอำนาจ
อีกอร่าได้มอบ ความหวัง ไว้ให้กับเขา
#####
ใหญ่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ไม่สามารถจดจำความฝันแสนประหลาดจำนวนมากมายมหาศาลพวกนั้นได้แม้แต่เรื่องเดียว พวกมันเป็นเหมือนเม็ดทรายลื่นๆ จำนวนมากมายมหาศาลที่ไหลผ่านมือของเขาไปโดยไม่สามารถคว้าจับไว้ได้แม้แต่เม็ดเดียว เม็ดทรายแบบเดียวกับชุดสีทองซึ่ง คิง แซนแมน สวมใส่อยู่เสมอ
เมื่อไม่รับรู้ มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น สำหรับตัวเขา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ก่อนหน้านี้เขากำลังล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า แล้วทันใดนั้น
เขากระพริบตาสองสามครั้ง ยังไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว
เขากำลังนอนอยู่บนพื้นที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป ประสาทสัมผัสทั้งหมดในร่างกายของเขาสำลักสัญญาณนานาชนิดที่ส่งเข้ามาจากทุกช่องทางอย่างฉับพลัน ก่อนที่มันจะรีบปรับลดประสิทธิภาพการรับรู้ให้เหลือเพียงเล็กน้อยเหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอดชีวิตของเขา
เขาตัวสั่นเหมือนกับพึ่งผ่านอากาศหนาวเย็นจัดมา แต่นอกจากนั้นแล้วร่างกายของเขาก็ยังทำงานได้เกือบเป็นปกติ มีแสงสว่างส่องลงมาจากด้านบน ไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงสีขาวที่เกิดจากหลอดไฟประดิษฐ์ เขากำลังนอนตะแคงในท่าขดตัวอยู่บนพื้น ภายในห้อง หรือพื้นที่ปิดที่ถูกสร้างขึ้น
เขาค่อยๆ เหยียดร่างจากท่าขดตัวนั้นอย่างช้าๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก้มมองเงาของตนเองที่ทอดอยู่บนพื้นอย่างคิดถึง ก่อนเริ่มสำรวจมองรอบกาย
มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพดานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการก่อสร้างของหมู่บ้านที่เขาคุ้นเคย ไม่มีหลอดไฟให้พบเห็น ดูเหมือนเพดานสีขาวนั้นจะสามารถส่องแสงสว่างออกมาได้เอง เขาคิดว่าน่าจะมีหลอดไฟซ่อนอยู่เหนือขึ้นไป พื้นห้องนั้นมีสี และลวดลายคล้ายปูด้วยแผ่นไม้ แต่จากที่สัมผัสไม่น่าจะเป็นไม้จริง ผนังทั้งสี่ด้านราบเรียบเป็นสีอ่อน ไม่ใช่สีขาว แต่เขาไม่รู้จะเรียกมันว่าเป็นสีอะไรดี
เขาอยู่ชิดกับกำแพงด้านหนึ่ง ที่มุมห้องทางด้านขวามีสิ่งที่คล้ายเตียงตั้งอยู่ มันเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงประมาณหัวเข่า ขนาดพอให้นอนคนเดียวได้อย่างสบาย แต่ไม่มีใครนอนอยู่บนนั้น ทางด้านซ้าย ไม่ถึงมุมห้อง มีสิ่งที่คล้ายกับโต๊ะขนาดเล็กตั้งอยู่ มันมีรูปทรงสี่เหลี่ยมเช่นกัน สูงประมาณเอวของเขา ข้างใต้เป็นช่องว่าง แต่ไม่มีเก้าอี้ให้พบเห็น ทั้งสองอย่างนั้นต่างทำด้วยโลหะสีเงินกึ่งเงากึ่งด้าน มองดูเรียบง่าย
เขาพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเข้ามาอยู่ภายในห้องประหลาดนี้ได้อย่างไร ห้องลักษณะแบบนี้อาจมีอยู่ภายในเมืองใหญ่อย่างมหานคร อาจเป็นห้องในโรงแรมที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างที่เขาเคยได้ยินมา แต่เขาเดินทางออกจากความว่างเปล่ามาโผล่ในมหานครได้อย่างไร
และที่สำคัญ เขาไม่รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้จะตั้งอยู่ในมหานคร หรือเมืองใหญ่แห่งใดที่เขาเคยได้ยินชื่อมาทั้งสิ้น ไม่รู้สึกว่ามันจะตั้งอยู่บน โลก เดียวกันกับของเขาด้วยซ้ำ
กำแพงทั้งสามด้านนั้นราบเรียบ ไม่มีหน้าต่าง นอกจากกำแพงส่วนที่อยู่ทางด้านหลังของเขาที่มีร่องรอยของบางสิ่ง ทั้งความกว้าง ความสูง และรูปแบบของมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งประหลาด ตรงกันข้าม มันเป็นสิ่งธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่มีใครในหมู่บ้านที่จะไม่รู้จักสิ่งนี้
มันต้องเป็นประตูอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่หลังจากลองสำรวจดู นอกจากลายเส้นที่ทำให้มองดูคล้ายกับกรอบประตูแล้ว ประตูทั้งบานดูเหมือนจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับกำแพงที่มันติดตั้งอยู่ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น ประตูจะต้องสามารถเปิดออก หากทำไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ประตู และไม่ควรมีอยู่
ในเวลานั้นเขายังไม่รู้ว่า ได้มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งบุกเข้าไปในบ้านของรัต และรุ่ง ก่อนที่รุ่งจะไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ในค่ำคืนที่อ้างอิงได้ว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาติดอยู่ภายในรถม้า และมันไม่รู้วิธีเปิดจึงต้องพังประตูเข้าไป
แจ้ง (ุ18) (แฟนตาซี)
ก่อนหน้านี้เขาเคยมั่นใจว่าหลังจากที่หล่นลงมาจากบานประตูกลใต้ที่นั่งคนขับรถม้า เขาก็ตกลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เพราะได้เห็นประตูบานนั้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่หลังจากนั้นแล้ว เมื่อทางออกเพียงหนึ่งเดียวของเขาหายลับไปจากสายตา เขาก็ไม่สามารถแน่ใจได้อีก
บางทีเขาอาจจะกำลังตกลงไปด้วยความเร็วเท่าเดิม ลดลง หรืออาจเป็นตรงกันข้าม ไม่แน่ว่าเขาอาจกำลังลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หรืออาจกำลังลอยไปทางซ้าย หรือไม่ก็ทางขวา แต่ในเมื่อทั้งข้างบน ข้างล่าง ต่างไม่อาจระบุลงไปให้ชัดเจนได้ว่าอยู่ในทิศทางใด เมื่อไม่มีสิ่งอื่นใดให้นำมาใช้อ้างอิงในเชิงความสัมพันธ์กับตัวเขาได้เลยเช่นนี้ จะซ้าย ขวา หน้า หลัง บน หรือล่าง คำทั้งหมดนั้นจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป
นอกจากแสงแล้วก็ยังมี เสียงของความเงียบ ที่อัดแน่นอยู่ภายในความว่างเปล่านี้ด้วย ความเงียบที่แม้แต่เสียงกรีดร้องอย่างสุดเสียงในยามที่เขามองเห็นร่างของอีกอร่าลอยห่างออกไป ก็ไม่อาจทำให้ความเงียบอันมหาศาลนี้ลดทอนลงไปได้แม้แต่น้อย
และยังมี กลิ่นที่ไร้กลิ่น ของความว่างเปล่า กลิ่นที่ทำให้กลิ่นจากร่างของอีกอร่า ซึ่งเป็นกลิ่นสุดท้ายที่เขาได้สูดดมประทับลงไปในความทรงจำอย่างล้ำลึก กลิ่นที่ทำให้เขาสำนึกได้เมื่อสายว่าเธอเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาเผลอกอดเสียเต็มแรง อีกทั้งยังวางมือลงไปในตำแหน่งที่ไม่ค่อยเหมาะสมอีกด้วย มันคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอผลักเขา และปล่อยมือจากประตูกล ซึ่งเขาเชื่อว่าเธอคงไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนั้น
“ตอนนั้นเธอไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ”
เขาพูดออกเสียงใส่ความเงียบตรงหน้า ไม่แน่ใจแล้วว่าตนเองยังคงสามารถได้ยินเสียง หรือที่คิดว่าได้ยินนั้นจะเป็นเพียงเสียงของความคิดที่รับรู้ได้จากภายในหัวของตัวเองเท่านั้น
เขานึกถึงอีกอร่า ที่แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายขนาดนั้น แต่สีหน้าของเธอกลับยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ ว่าจะต้องสามารถเอาตัวรอดได้ และแม้ไม่ได้พูดออกมาจากปาก แต่จากแววตาของดวงตาที่ไม่เท่ากันคู่นั้น ก็ราวกับเธอได้ให้สัญญา ว่าจะต้องกลับมาช่วยเขาออกไปให้ได้
เขาไม่รู้ว่าเธอไปเอาความเชื่อมั่นขนาดนั้นมาจากไหน แต่เธอก็ได้มอบสิ่งสำคัญไว้ให้กับเขาโดยจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม และมันทำให้เขายังคงไม่สติแตกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น
”แต่ก็คงอีกไม่นาน”
เขาคิดว่าตนเองติดอยู่ภายในความว่างเปล่านี้มานานมากแล้ว แต่จะ นาน หรือ ไม่นาน เวลา เองก็นับเป็นปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ ที่ข้างนอกนั่น ซึ่งมันจะผ่านมานานเท่าไรแล้วเขาก็ไม่อาจระบุได้ เขาไม่เคยต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเวลามาก่อน ที่จริงเขายังคงต้องกังวลกับเวลา แต่ไม่ใช่ในรูปแบบนี้ เขาไม่เคยต้องตั้งคำถามว่า เวลา คืออะไรกันแน่ และมันทำงานที่ทำอยู่ตลอดมาได้อย่างไร แล้วทำไมทุกสิ่งถึงต้องยินยอมร่ายรำไปในท่วงทำนองเดียวกันกับมันด้วย
เวลา ที่ควรจะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่อยู่ข้างนอก กลับดูเหมือนจะต่างออกไปภายในความว่างเปล่านี้ เขาเชื่อว่าจังหวะของมันยังคงดำเนินอยู่ เพราะเขายังคงสามารถรับรู้ถึงร่างกายที่ยังทำงาน รับรู้ถึงตัวตนของตนเองจากทุกขณะที่เขากำลังคิด ดังนั้นเวลาเองก็ควรจะต้องกำลังดำเนินไปด้วยเช่นกัน
แต่ในขณะที่อยู่ภายในนี้ เขากลับไม่ได้รู้สึกหิว หรือกระหายแต่อย่างใด และไม่มีความต้องการที่จะขับถ่ายเกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะเวลาที่แท้จริงพึ่งผ่านไปเพียงไม่นาน ต่างจากในความรู้สึกของเขา หรืออาจเป็นไปได้ว่าเวลาที่อยู่ในความว่างเปล่านี้จะสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับความคิด ความมีตัวตนของเขาได้ แต่ไม่อาจส่งผลใดใดกับร่างกาย หรือไม่มีความมุ่งหมายที่จะทำอย่างนั้นเอง
เขาลองยกสองมือขึ้นมาตรงหน้า กางนิ้วเข้าออก ขยับมันไปมา ตบสองมือเข้าด้วยกันจนเกิดเสียง ดมพวกมัน ก่อนจะก้มมองไล่ขึ้นมาตั้งแต่เท้า ขา เอว จนถึงหน้าอก เขาทำแม้กระทั่งใช้สองมือลูบจับไปตามร่างกายของตนเองด้วยซ้ำ เพื่อยืนยันว่าร่างกายที่กำลังคิดถึงอยู่นี้ยังมีจริง
ถ้าจนถึงที่สุดแล้วเขาไม่สามารถค้นพบทางออก เขาจะต้องติดอยู่ภายในที่ว่างซึ่งอัดแน่นไปด้วยความเป็นไปได้มากมายแห่งนี้ไปตลอดกาล หรือว่าร่างกายของเขาจะยังสามารถแก่ชรา แล้วตายไป แต่แม้กระทั่ง ความตาย จะสามารถนำพาเขาออกไปจากความว่างเปล่านี้ได้หรือไม่
บางที กาล-อวกาศ เวลา หรือ สนามความเป็นจริง ของความว่างเปล่าแห่งนี้อาจรู้จักกันในชื่อเรียกว่า ความเป็นนิรันดร์ ก็เป็นได้
“เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”
เขาไม่แน่ใจว่าเคยได้ยินมาจากไหน หรือบางทีอาจพึ่งคิดมันขึ้นมาเองก็เป็นได้ “เพราะฉันมีอยู่ ฉันจึงเจ็บปวด” 'หยุด' “เพราะฉันเจ็บปวด ฉันจึงยิ่งคิด” 'พอได้แล้ว หยุดคิดได้แล้ว' แต่น่าเสียดายที่มันไม่อาจทำได้ง่ายดายอย่างที่คิด 'เห็นไหมล่ะ' 'คิด' 'เราจะหยุดคิดเพื่อให้ตัวเองหยุดคิดได้อย่างไร'
“เพราะฉันมีอยู่ ฉันจึงต้องคิด”
ไม่รู้ว่าเป็นการตั้งใจหรือไม่ แต่เขาค่อยๆ งอขาทั้งสองขึ้น แล้วใช้สองแขนกอดเข่า โอบตัวเองเอาไว้ ศีรษะก้มลงเพื่อเก็บซ่อนตัวตนจากทุกสิ่ง นิ้วโป้งมือขวาแตะไว้ที่ริมฝีปาก และเริ่มดูดมันเล่นอย่างไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นศีรษะของเขาก็ค่อยๆ หมุนลงมาในทิศเบื้องล่าง
ถ้าหากว่ามันจะยังคงมีอยู่ใน อสถานที่ แห่งนี้
#####
ในชั่วพริบตา เขากำลังมีชีวิต ทุกสิ่งรอบกายคือสัญญาณที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองบางประการ และในชั่วพริบตา เขาก็ไม่มีชีวิต
ในชั่วพริบตา เขากำลังมีชีวิต สามารถตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบกายได้อย่างจำกัด เขามีความต้องการอันจำกัด และตอบสนองต่อความต้องการของตน กินอาหาร มีชีวิต สืบพันธ์ และตาย
ในชั่วพริบตา เขากำลังมีชีวิต เป็นพืช เป็นแมลง เป็นสัตว์ เป็นปลา เป็นนก หรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน และหนึ่งในจำนวนนั้นคือเจ้ากิ้งก่ายักษ์ที่น่ากลัวซึ่งฝากรอยแผลไว้ให้ในค่ำคืนนั้น และพวกที่คล้ายกับมันอีกมากมาย ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ สองขา สี่ขา มีทั้งที่กินพืช กินสัตว์ เป็นทั้งผู้ล่า หรือผู้ที่ถูกล่า ใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง กินอาหาร มีชีวิต สืบพันธ์ และสุดท้ายก็ตาย
ในชั่วพริบตา ชีวิตเริ่มมีเจตจำนงบางประการ มีความต้องการ ตั้งคำถาม มีความสงสัย หนึ่งในช่วงชีวิตพวกนั้นได้มีสายตาที่คุ้นเคยคู่หนึ่งจ้องมองมา แต่ไม่ใช่มนุษย์ เกือบเหมือน แต่ก็ยังไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะขนจำนวนมากบนร่างกาย ไม่ใช่เพราะโครงของใบหน้า รูปร่างที่ดูแปลก แต่เป็นเพราะแววตา แววตาที่ยังคงขาดบางสิ่งบางอย่างไป
ในชั่วพริบตา ทั้งหมดนั้นได้ถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมา วนเวียนไม่รู้จบ แต่ในทุกครั้งที่มันกำลังเล่นอยู่ เขากลับไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากชีวิตที่กำลังดำเนินไปนั้น
ในชั่วพริบตา ทั้งหมดนั้นคือความฝันที่เกิดขึ้นภายในความว่างเปล่า หรือที่แท้แล้วแม้แต่ความว่างเปล่านี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งของความฝันด้วยเช่นกัน
ตลอดเวลา เขายังคงกอดสิ่งสุดท้ายที่อีกอร่ามอบไว้ให้อย่างแนบแน่น สิ่งสุดท้ายที่คอยค้ำจุนตัวตนของเขาเอาไว้ สิ่งที่ไร้รูป ไม่ใช่คำพูด แต่ทรงพลังอำนาจ
อีกอร่าได้มอบ ความหวัง ไว้ให้กับเขา
#####
ใหญ่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ไม่สามารถจดจำความฝันแสนประหลาดจำนวนมากมายมหาศาลพวกนั้นได้แม้แต่เรื่องเดียว พวกมันเป็นเหมือนเม็ดทรายลื่นๆ จำนวนมากมายมหาศาลที่ไหลผ่านมือของเขาไปโดยไม่สามารถคว้าจับไว้ได้แม้แต่เม็ดเดียว เม็ดทรายแบบเดียวกับชุดสีทองซึ่ง คิง แซนแมน สวมใส่อยู่เสมอ
เมื่อไม่รับรู้ มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น สำหรับตัวเขา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ก่อนหน้านี้เขากำลังล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า แล้วทันใดนั้น
เขากระพริบตาสองสามครั้ง ยังไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว
เขากำลังนอนอยู่บนพื้นที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป ประสาทสัมผัสทั้งหมดในร่างกายของเขาสำลักสัญญาณนานาชนิดที่ส่งเข้ามาจากทุกช่องทางอย่างฉับพลัน ก่อนที่มันจะรีบปรับลดประสิทธิภาพการรับรู้ให้เหลือเพียงเล็กน้อยเหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอดชีวิตของเขา
เขาตัวสั่นเหมือนกับพึ่งผ่านอากาศหนาวเย็นจัดมา แต่นอกจากนั้นแล้วร่างกายของเขาก็ยังทำงานได้เกือบเป็นปกติ มีแสงสว่างส่องลงมาจากด้านบน ไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงสีขาวที่เกิดจากหลอดไฟประดิษฐ์ เขากำลังนอนตะแคงในท่าขดตัวอยู่บนพื้น ภายในห้อง หรือพื้นที่ปิดที่ถูกสร้างขึ้น
เขาค่อยๆ เหยียดร่างจากท่าขดตัวนั้นอย่างช้าๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก้มมองเงาของตนเองที่ทอดอยู่บนพื้นอย่างคิดถึง ก่อนเริ่มสำรวจมองรอบกาย
มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพดานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการก่อสร้างของหมู่บ้านที่เขาคุ้นเคย ไม่มีหลอดไฟให้พบเห็น ดูเหมือนเพดานสีขาวนั้นจะสามารถส่องแสงสว่างออกมาได้เอง เขาคิดว่าน่าจะมีหลอดไฟซ่อนอยู่เหนือขึ้นไป พื้นห้องนั้นมีสี และลวดลายคล้ายปูด้วยแผ่นไม้ แต่จากที่สัมผัสไม่น่าจะเป็นไม้จริง ผนังทั้งสี่ด้านราบเรียบเป็นสีอ่อน ไม่ใช่สีขาว แต่เขาไม่รู้จะเรียกมันว่าเป็นสีอะไรดี
เขาอยู่ชิดกับกำแพงด้านหนึ่ง ที่มุมห้องทางด้านขวามีสิ่งที่คล้ายเตียงตั้งอยู่ มันเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงประมาณหัวเข่า ขนาดพอให้นอนคนเดียวได้อย่างสบาย แต่ไม่มีใครนอนอยู่บนนั้น ทางด้านซ้าย ไม่ถึงมุมห้อง มีสิ่งที่คล้ายกับโต๊ะขนาดเล็กตั้งอยู่ มันมีรูปทรงสี่เหลี่ยมเช่นกัน สูงประมาณเอวของเขา ข้างใต้เป็นช่องว่าง แต่ไม่มีเก้าอี้ให้พบเห็น ทั้งสองอย่างนั้นต่างทำด้วยโลหะสีเงินกึ่งเงากึ่งด้าน มองดูเรียบง่าย
เขาพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเข้ามาอยู่ภายในห้องประหลาดนี้ได้อย่างไร ห้องลักษณะแบบนี้อาจมีอยู่ภายในเมืองใหญ่อย่างมหานคร อาจเป็นห้องในโรงแรมที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างที่เขาเคยได้ยินมา แต่เขาเดินทางออกจากความว่างเปล่ามาโผล่ในมหานครได้อย่างไร
และที่สำคัญ เขาไม่รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้จะตั้งอยู่ในมหานคร หรือเมืองใหญ่แห่งใดที่เขาเคยได้ยินชื่อมาทั้งสิ้น ไม่รู้สึกว่ามันจะตั้งอยู่บน โลก เดียวกันกับของเขาด้วยซ้ำ
กำแพงทั้งสามด้านนั้นราบเรียบ ไม่มีหน้าต่าง นอกจากกำแพงส่วนที่อยู่ทางด้านหลังของเขาที่มีร่องรอยของบางสิ่ง ทั้งความกว้าง ความสูง และรูปแบบของมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งประหลาด ตรงกันข้าม มันเป็นสิ่งธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่มีใครในหมู่บ้านที่จะไม่รู้จักสิ่งนี้
มันต้องเป็นประตูอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่หลังจากลองสำรวจดู นอกจากลายเส้นที่ทำให้มองดูคล้ายกับกรอบประตูแล้ว ประตูทั้งบานดูเหมือนจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับกำแพงที่มันติดตั้งอยู่ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น ประตูจะต้องสามารถเปิดออก หากทำไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ประตู และไม่ควรมีอยู่
ในเวลานั้นเขายังไม่รู้ว่า ได้มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งบุกเข้าไปในบ้านของรัต และรุ่ง ก่อนที่รุ่งจะไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ในค่ำคืนที่อ้างอิงได้ว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาติดอยู่ภายในรถม้า และมันไม่รู้วิธีเปิดจึงต้องพังประตูเข้าไป