--- ผมมีความคิดว่า " การ ห้ามนั่งท้ายกระบะ และแคป" แม้หลังสงกรานต์ ก็บังคับใช้ไม่ได้ ---

กระทู้คำถาม
เพราะ  เชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้ สร้างความเดือดร้อน ให้แก่ประชาชนผู้มีความจำเป็น ต้องนั่งท้ายกระบะ และในแคป มากกว่า ข้ออ้างของรัฐบาล ที่อธิบายต่อสังคมว่า มีความจำเป็นจริงๆ เพื่อมุ่งเน้น เชฟชีวิต เพื่อความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เพราะเชื่อว่า ประชาชน ไม่มี ทางเลือกอื่น ในการแก้ไขปัญหา ไม่ให้นั่งท้ายกระบะ หรือในแคปได้

ความชอบธรรม ที่จะบังคับใช้กฎหมายตัวนี้ได้จริงๆ คือสถิติ ตัวเลข การนั่งท้ายกระบะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วกระเด็นกระดอน ออกมาบาดเจ็บ และเสียชีวิต ในแต่ละปี แต่ละช่วงเทศกาล มีตัวเลขจำนวนเท่าไหร่ เป็นจำนวนที่น่ากลัว หรือเป็นข้อกล่าวอ้าง ที่ สังคมพอจะยอมรับ ได้หรือไม่ เมื่อเทียบสัดส่วน การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทางรถยนต์ แล้ว นั่งท้ายกระบะแล้วกระเด็นมาตาย มีกี่เคสกี่ราย ข้อมูลความสมเหตุสมผลตรงนี้ จะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ของคนในสังคมโดยรวม และผู้ที่อ้างว่าตัวเองเดือดร้อน ก็จำเป็นจะต้องรับฟัง เพราะ มันหมายถึง ชีวิตและความปลอดภัยของตัวเองด้วย

รัฐบาล มักอ้างเสมอเสมอมาว่า ประเทศไทย เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุ เป็นอันดับ 2 ของโลก งั้นก็แสดงว่า จำนวนอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้น ในประเทศนี้ ก็ย่อมจะต้องมากตามไปด้วย เหตุผลของการเกิดอุบัติเหตุ มีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ คนขับขี่ประมาท รถไม่พร้อมใช้งาน ถนนหนทางไม่ อยู่ในสภาพที่ ได้มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัย ของการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้นเราทำไม ไม่ไปไล่เรียง ต้นเหตุ หรือสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ  ให้รัดกุมและ รอบคอบมากกว่านี้ ทำไมไม่คิดว่า เมื่อจำนวนเกิดอุบัติเหตุน้อยลงคนเสียชีวิตก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย แล้วปีหนึ่งๆ มีอุบัติเหตุ จากการนั่งกระบะท้าย แล้วกระเด็นกระดอนออกมาเสียชีวิต เป็นจำนวนกี่ราย จากจำนวนหลายพันหลายหมื่นศพ ที่อ้างๆว่า ตายเป็นอันดับ 2 ของโลก และกำลังจะไปขึ้นเป็นอันดับหนึ่งนั้น มาตราการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ให้นั่งท้ายกระบะ แลกกับความเดือดร้อน หรือผู้จำเป็นจะต้องนั่ง อีกหลายสิบล้านคนต่อปี มันสมเหตุสมผลกันหรือเปล่า รัฐบาล จะต้องมีข้อมูลรอบด้าน คิดให้ถี่ถ้วน กับผลกระทบที่จะตามมา ไม่ใช่ ตั้งแต่เพียงว่า ต่างประเทศเขาทำกันนานแล้ว โดยไม่ยอมมอง วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ของประชากร ภายใต้การปกครองของตัวเอง

จริงๆแล้วการบัญญัติ หรือบังคับใช้กฎหมาย ก็เพื่อมุ่งเน้น สร้างความปลอดภัยและเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย แก่คนในสังคม มิใช่ บัญญัติมา แล้ว สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย หรือสร้างผลกระทบมากกว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ กฎหมายเหล่านั้น ก็จะไม่ได้รับการยอมรับหรือคนในสังคมยินยอมปฏิบัติตาม

กฎหมายฉบับนี้ ถูกบัญญัติมา ตั้งแต่ ปีพศ  2522  แต่ทำไมไม่มีรัฐบาลไหน กล้าที่จะบังคับใช้จริงๆจังจัง เสียที นัยหนึ่ง ก็คงอาจจะมองว่า ถ้าบังคับใช้จริงๆแล้ว ความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะได้รับผลกระทบ จากการบังคับใช้มัน มีจำนวนมากมายมหาศาล เมื่อเปรียบเทียบในแต่ละปี ที่คนนั่งกระบะท้ายให้เหล่านี้ มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุ แล้วกระเด็นกระดอนออกมาเสียชีวิต แม้ตามหลักความเป็นจริง ชีวิตเพียงหนึ่งชีวิต ก็ไม่สมควร ที่จะต้องเสียไป หาก มีหนทางสามารถป้องกันได้ ก็คงจะไม่ต่างจาก สงคราม เมื่อมีเหตุ ต้องเกิดสงคราม ความสูญเสีย การบาดเจ็บล้มตาย ก็ย่อมต้องมีเป็นธรรมดา ถามว่า แล้วใคร อยากให้เกิดสงคราม มันหลีกเลี่ยงได้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงต้องทำสงครามกันล่ะ นั่นก็คือความจำเป็นอีกบริบถหนึ่งของมนุษย์ ที่จะต้องรักษา ดินแดน รักษาอธิปไตย รักษาเกียรติยศศักดิ์ศรี ของประเทศชาติของตนไว้ กรณีนี้ก็คงไม่ต่างกันมากนัก

กลางเดือนพฤษภา คือเดือนหน้า โรงเรียนต่างๆ ก็จะเปิดแล้ว ท่านได้เตรียมรองรับ มาตรการ ของนักเรียน ตามชนบท ที่นั่งท้ายรถกระบะ หรือนั่งในแคป ในแต่ละเช้าเย็น ที่มีความจำเป็น จะต้องเดินทางไปเรียนหนังสือ ในเมือง เด็กชนบทต่างๆเหล่านี้ ทั่วประเทศ วันวันนึงมีกี่หมื่นกี่แสนคน แล้วปีหนึ่งๆ พวกนี้ ต้องนั่งท้ายกระบะ  ไปกี่แสนกี่ล้านคน ทีนี้แหละ ท่านจะโดนข้อหา รังแกเด็กนักเรียน ที่เป็นอนาคตของชาติ แบบไม่ต้องสงสัย หากยังยืนยัน ที่จะปฏิบัติ ตามกฎหมายในมาตรานี้ จริงๆแล้ว ความชอบธรรมในการประกาศใช้ ไม่ใช่จะไม่มีเอาเสียเลยแต่ท่านต้องมีข้อมูลมีสถิติมีการวิจัย ทดลอง ผลได้ผลเสีย ให้ชัดเจนมากกว่านี้ มิใช่ ใน 1 ปี รถเกิดอุบัติเหตุ คนท้ายกระบะ กระเด็นออกมา คอขาดตาย เป็นที่สยดสยอง สื่อสังคมข่าว ก็กระพือข่าวกันให้แซด ท่านก็ตื่นตระหนกตกใจ รีบมารีบจัดการ ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อเซฟชีวิต ผู้ใต้ปกครองเหล่านั้น อย่างกรณีรถตู้ ที่เกิด อุบัติเหตุรถไฟไหม้  มีคนเสียชีวิต ทั้งคัน ไม่มีใครรอดสักลาย เป็นที่มาของการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ

ผม เชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้ แม้รัฐบาล ยืนยันจะประกาศใช้ให้ได้ และบังคับให้ประชาชน ต้องปฏิบัติตาม เชื่อว่าประชาชนจะต่อต้าน อย่างที่สุด หรือหาก ประกาศใช้ได้จริง ก็เชื่อเช่นกันว่า รัฐบาลต่อมาที่จะเข้ามาบริหารประเทศนี้  ก็จะมีการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้ประชาชน ได้รับผลกระทบในวงกว้าง และเป็นปัญหาต่อสังคมต่อไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่