รู้สึกเป็นโรคซึมเศร้าในเวลาที่ไม่ควรเป็นเลยค่ะ ทำยังไงดีคะ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ขอแนะนำตัวเองก่อนค่ะ เราอายุ 25 นะคะ เป็นสาวออฟฟิศทั่วไปค่ะ แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการสมัครเรียนต่อต่างประเทศ และรอสัมภาษณ์อยู่ แต่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนัก เลยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดีค่ะ
    ขอเล่า background ตัวเองนะคะ อาจจะยาวนิดนึงต้องขอโทษด้วย เราถือได้ว่าเกิดมาในครอบครัวที่โอเคในระดับหนึ่งค่ะ ตอนเด็กๆคุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจใหญ่โต เรียกได้ว่าบ้านเราก็มีฐานะในระดับหนึ่งเลยค่ะ บ้านเราส่งพี่ชายไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงเขาเลยบอกให้รอจบประถมก่อนแล้วค่อยไปค่ะ เราก็เป็นความฝันเลย เห็นพี่ไปเรียนแล้วกลับมาเล่าแต่เรื่องสนุกๆ แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจธุรกิจก็แย่ลงเรื่อยๆจนในที่สุดก็ล้มค่ะ แต่ยังดีที่มีธุรกิจรองรับอยู่บ้างเลยไม่ได้ขัดสนมาก แต่ก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าเหมือนแต่ก่อนค่ะ พอเริ่มมีปัญหาเรื่องเงินๆทองๆ คุณแม่ก็เริ่มเครียดและโมโหร้ายอย่างมากค่ะ คุณแม่จะดุด่าเราอย่างสุดๆ สรรหาคำหยาบคายมา เช่น ตอนม.3 เรากลับบ้านช้าวันสอบวันสุดท้ายเพราะอยู่เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน เขาก็ด่าว่าเรา"ร่าน" แอบไปหาผู้ชายละสิ ระวังท้องไม่มีพ่อ หรือเราโทรไปถามเขาว่าทานอะไรหรือยังตอนดึกๆที่เขายังทำงาน เขาก็ด่ากลับมาว่ามีสมองก็หัดคิดสิว่าทำงานให้พวกแกเสวยสุขกันอยู่จะได้แ-กไหม อะไรประมาณนี้ค่ะ และมีทำร้ายร่างกายเราบ้าง เช่น จิกตัว หยิกจนเขียว แต่คุณยายก็จะคอยช่วยตลอด คุณพ่อเราทำงานหนักมากค่ะ พอบริษัทล้ม เขาแทบไม่มีเวลานอน หางานนู้นนี่รับเป็นที่ปรึกษาต่างๆ แต่เขาก็พยายามไปรับไปส่งเราที่โรงเรียนตลอดเท่าที่ทำได้นะคะ เราเลยสนิทกับคุณพ่อและคุณยายมากค่ะ พี่ชายอยู่เมืองนอกตลอดไม่เคยรับรู้ปัญหาของทางบ้านค่ะ เพราะเขาสอบได้มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของอังกฤษ พ่อแม่เลยดันสุดๆ เรารู้สึกเลยว่าเราเริ่มกลัวแม่มาก เขากลับบ้านก็ต้องวิ่งไปหลบในห้องน้ำ นั่งรถไปไหนกับเขาสองต่อสองก็มวลท้อง แบบเครียดมากๆค่ะ แต่เราไม่อยากบอกใคร เพราะกลัวคุณพ่อกับคุณยายเครียด ต่อมาคุณแม่ก็อละวาดกับคุณยายจนคุณยายทนอยู่บ้านไม่ไหวเลยหนีไปอยู่กับน้าที่ต่างจังหวัด เราก็เลยติดพ่อแจเลยค่ะ
      ที่เราเล่าเรื่องฐานะทางครอบครัวเราคือไม่ใช่อะไรนะคะ คือจะบอกว่ามันเป็นความกดดันในระดับนึงเลยค่ะ คือคุณพ่อคุณแม่เป็นคนกว้างขวางในสังคมระดับนึงค่ะ นามสกุลเป็นที่รู้จัก เหมือนเขาก็เครียดที่ต้อง maintain status นั้นไว้อาค่ะ ความกดดันเลยมาตกกับเราด้วย และพี่ชายที่เป็นนักเรียนนอก เรียนเก่ง profile ดีก็เป็นสิ่งที่เขาสามารถนำไปเชิดหน้าชูตาได้นะค่ะ อันนี้เราเข้าใจนะคะ แต่เหมือนเราก็ต้องเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาเขาได้ ซึ่งเราก็พยายามมาตลอดค่ะ
      พอโตขึ้นเราเป็นเด็กเรียนดีตลอด ทั้งชีวิตเกรดไม่เคยต่ำว่า 3.6 เพราะไม่อยากสร้าง issue อะไรให้โดนด่าอีก เราเป็นคนที่มีบุคลิกแปลกๆตั้งแต่เรียนมัธยมค่ะ เราเป็นคนที่สนุกสนาน ตลก เพื่อนรัก ได้รับเลือกเป็นสภานักเรียน แต่เราเป็นคนกลัวคนไม่รักมากๆ กลัวเพื่อนไม่รักมากๆค่ะ พอมีปัญหากับเพื่อนทีก็นอยมากๆ จนพอม.ปลายเราก็ทะเลาะกับเพื่อนสนิทแรงมากๆแล้วชีวิตมัธยมปลายก็จบแบบพังๆค่ะ เป็นเหมือนปมฝังใจเรามาตลอดว่าไม่ค่อยมีใครรักเรา จะมีก็แค่คุณพ่อกับคุณยายเท่านั้น เราสอบติดมหาวิทยาลัยในคณะที่แม่อยากให้เราเรียน ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเพราะสอบตรงแล้วติดพอดีเลยเรียนไป เราก็ชอบนะคะ เรียนภาษาซึ่งเราชอบอยู่แล้วด้วย แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยจะทำกิจกรรมอะไรก็ไม่ค่อยได้ อย่างอยากทำงานลอยกระทงซึ่งต้องค้างที่คณะ ซึ่งเราก็ลงชื่อไว้โดยไม่รู้ว่าต้องค้าง พอรุ่นพี่แจ้งมาเลยไปขออนุญาตคุณแม่ คุณแม่ก็หาว่าทำอะไรข้ามหน้าข้ามหัวเขาไปลงชื่อโดยไม่ขอเขาได้ยังไง จะไปค้างมหาลัยเพราะอยากได้ผัวละสิ ประมาณนี้ค่ะ สุดท้ายเลยอด ชีวิตเราถูกควบคุมมาตลอดว่าต้องทำแบบที่คุณแม่ต้องการ ถ้าไม่ทำถือเป็นลูกอกตัญญู เราก็กดดันนะคะ แต่ก็ไม่อยากเป็นคนที่ได้แต่ตามความคิดแม่จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็พยายาม explore สิ่งต่างๆ เช่นไปเรียนเย็บผ้า ทำเสื้อขาย เรียนออกแบบละครเป็นวิชาเลือก ฝึกงานนิตยสาร ซึ่งคุณแม่เขาไม่ค่อยพอใจหรอกค่ะ แต่คุณพ่อไปคุยให้ นอกจากนี้เราไปรับสุนัขมาเลี้ยงซึ่งเรารักมากๆ เขาเหมือนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่ช่วยให้เราคลายเศร้า อย่างน้อยกลับบ้านมาโดนแม่ด่าก็ยังมีเจ้าตัวน้อยรอเราอยู่ค่ะ เลยพอทนๆไปได้อาค่ะ
       พอเรียนจบคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้เรียนต่อเลย ซึ่งเราก็อยากทำงานก่อนเลยขอเขาไว้นะค่ะ งานที่เราทำก็ทะเลาะกันบ้านแตก แต่สุดท้ายคุณแม่ก็ยอมให้ลองทำในสิ่งที่ชอบ แต่มันเหนื่อยนะคะเวลาทำงานแล้วมีปัญหาพอกลับมาบ่นกับที่บ้านก็โดนซ้ำเติมอีกว่าให้ไปเรียนต่อแล้วรีบกลับมาช่วยงานที่บ้านก็ไม่เชื่อ เราเบื่อที่คุณแม่อยากให้เรากลับไปทำธุรกิจที่บ้านเพราะเราต้องการอิสระบ้าง อยากออกไปพบเจอคนใหม่ๆบ้าง แต่เขาก้หาว่าเราดูถูกธุรกิจครอบครัว  
       ชีวิตเราก็พอทนมาระยะหนึ่งปรากฏคุณยายที่รักที่สุดเสียแบบกระทันหัน และไม่นานหลังจากนั้นน้องหมาก็เสียแบบกระทันหันอีก ชีวิตเราเป๋ไปเลยค่ะ รู้สึกถึงอาการโรคซึมเศร้าที่มันสะสมมามันเริ่มเห็นชัด แต่เราก็พยายามต่อสู้นะคะ คุณพ่อเราบอกให้เราหาเป้าหมายใหม่ ทำอะไรเพื่อความสุขตัวอง เรารู้สึกอยากออกไป อยากไปเปลี่ยนบรรยากาศ เลยคิดเรื่องเรียนต่อค่ะ ซึ่งคุณพ่อก็สนับสนุน เราก็รีบสอบ GMAT ตั้งใจจะสอบทุนด้วย แต่พอสุดท้ายคะแนน GMAT ต่ำ โอกาสได้ทุนก้น้อยลง แต่ก็คิดว่าจะลองยื่นไปก่อน ปรากฏว่ายื่นไปแล้วก็ผ่านไปรอบสัมภาษณ์ แต่อยู่ดีๆคุณแม่มาบอกเราว่าที่บ้านไม่มีเงินส่ง ถ้าไม่ได้ทุนก็ไปไม่ได้ แต่วิธีพูดของเขามันรุนแรงกว่านี้มากนะคะ เขาพูดว่าเราเหมือนปลิงสูบเลือดเขา และก็เป็นลูกอกตัญญูที่นอกจากจะไม่หาเงินแล้วยังใช้เงินเขาอีก นอกจากนี้เขาก็พูดย้ำๆซ้ำๆว่าเราโง่ ไม่ทันคน ไปอยู่เมืองนอกไม่ได้หรอก ต้องมาทำงานกับเขาให้เขาเทรน ซึ่งเราก็งงๆนะคะ เห็นตอนแรกอยากให้ไป ตอนนี้กลายเป็นแบบนี้
        เราไปปรึกษาพี่ชายเราตอนนี้เขาออกไปอยู่ด้วยตัวเอง แต่เขาก็เหมือนเดิม ทำตัวลอยตัว ไม่รับรู้อะไร (คุณแม่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะเขาบอกว่า พี่ชายเขาได้ดีแล้ว มีแต่แกเนี่ยแหละยังเป็นภาระ) มันก็น่าน้อยใจนะคะ ส่วนคุณพ่อเราสงสารที่สุด เพราะเขาคือคนที่งานงกๆ ส่งเงินให้คุณแม่ แต่คุณแม่เป็นคนจัดการเงิน ซึ่งคุณพ่อเองก็ไม่เข้าใจว่าเงินหายไปไหนหมด พอเราไปถามก็โดนด่ากลับมาว่าก็เอาไปลงกับพวกแกไง ใช้เงินกันเหมือนกับคนรวย จริงๆบ้านเราจนจะตาย เราก็อึ้งๆ เราก็ยอมรับว่าเราก็ใช้เงินเยอะในระดับนึง แต่เหมือนมันเป็นปกติของเรามานานมากแล้ว และคุณแม่เองก็ใช้เงินไม่น้อย เพราะเขาต้องไปร้านทำผม ตีโป่ง ไปเม้ามอยกับเพื่อนไฮโซเขา ซื้อของอวดกันแบบงงๆ แต่ก็นั้นแหละค่ะ ความสุขของเขา เราเลยทำตัวไม่ถูก แม่กลัวว่าคนอื่นจะมาดูถูกว่าเราจนเลยต้องทำแบบนั้น แต่ก็ห้ามเราใช้เงินเยอะ ทำตัวไม่ถูกนะคะ จริงๆแล้วถ้าครอบครัวเรามีปัญหาการเงินจริงๆและเราไม่ได้ทุนเราก็พร้อมจะไม่ไปนะคะ จริงๆก็เสียดายแหละค่ะ เพราะการเตรียมตัวสอบ เขียน essay มันหืดขึ้นคอจริงๆ แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถ้าไม่ได้มันก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเครียดอยู่ตอนนี้คือเรารู้สึกผิดที่เป็นลูกที่ไม่ดี รู้สึกผิดที่ขอทุนไม่ได้ รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ อยากโบยบิน อยากออกไปจากกรง แต่ก็ต้องใช้เงินเขา ให้ทนอยู่ก็รู้สึกสติแตก แล้วทีนี้เราลาออกจากงาน เพราะคิดว่าจะไปเรียนต่อแน่ๆ คุณแม่เลยถือโอกาสบอกให้เราไปช่วยธุรกิจของที่บ้าน สาขาต่างจังหวัดที่เราไม่อยากไปเลย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ และคิดดูนะคะ ต้องตัวติดกับคุณแม่ที่ต่างจังหวัดที่เราไม่คุ้นเคย เราคงต้องประสาทแน่ๆ เราคิดจะให้เรากับคุณแม่ไปหาจิตแพทย์พร้อมกัน เคยเกริ่นๆไป แต่เขาก็ว่าเราเพราะเขากลัวคนมองไม่ดีนะค่ะ
      มาถึงคำถามนะคะ 1. ถ้าเราได้ทุนและได้ไปเรียน เราจะรอดไหมคะ เรารู้สึกว่าคุณแม่ด่าเราโง่ เราเรียนไม่ได้จนเราเองก็เริ่มไม่มั่นใจในตัวเองแล้ว 2. ถ้าเราได้ไปเรียนแต่สภาพจิตใจแย่ เป็นโรคซึมเศร้า นอนไม่ค่อยได้ รู้สึกไม่มีแรง และร้องไห้ทุกวัน เรายังควรจะไปหรือรักษาโรคซึมเศร้าก่อน (เรากะว่าจะไปหาหมอกับคุณพ่อแทนค่ะ) 3. ถ้าเราไม่ได้ทุน เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ออกไปมีชีวิตที่อิสระกว่านี้คะ ?
     สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆน้องๆชาวพันทิพทุกคนนะคะที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ หวังว่าทุกคนจะมีคำแนะนำดีๆมาแบ่งปันและแบ่งเบาความทุกข์ในใจให้เราบ้างนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่