สวัสดีค่ะ นี้เป็นการตั้งกระทู้ครั้งแรก เราพิมพ์ในมือถือนะคะถ้าตกหล่นอะไรไปก็ขอโทษด้วย
วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องของเราเองค่ะ เราเชื่อว่าทุกคนมีไฟดวงเล็กๆอยู่ในตัวเองมันคือความฝันค่ะ...
ในวัยเด็กคุณเคยถูกถามใช่มั้ยคะ โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ตอนนั้นคุณก็สอบไปส่งๆบ้าง บางคนก็มีฝันที่แน่วแน่ตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากเป็นอะไร
เราเคยเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตอบ กล้าแย้ง กล้าที่จะแสดงความเป็นเราออกมาค่ะ
ในวัยนั้นเรามักคุยในสิ่งที่เราชอบกับเพื่อนๆ เราคลั่ง(ติ่งแต่เด็กฮาาา)ในสิ่งที่คนอื่นๆไม่ชอบกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ด่าหรือว่าอะไร
พอขึ้นมัธยมเราก็เจอกับโลกจริงๆที่โหดร้ายมากขึ้นแต่ก็ยังเป็นโลกใบเดิม เราพูดในสิ่งที่ชอบไม่ได้อีกแล้ว ทำในสิ่งที่รักไม่ได้อีกแล้ว ทำไมหรอคะ
เหยียดไงคะ เพื่อนๆในห้องเริ่มคิดว่าเราเป็นพวกเสนอหน้า อวดรู้ อวดเก่ง เลียแข้งอาจารย์ แล้วใครจะกล้าทำต่อคะ เราเป็นคนกลัวสังคมส่วนใหญ่ตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าไม่มีอะไรเราจะไม่เสนอตัวเองเข้าไปทำเด็ดขาดเลยค่ะ ส่วนหนึ่งคงเพราะเรากลัวค่ะ เราไม่อยากอยู่คนเดียว เราเกลียดการอยู่โดยไม่มีใครที่สามารถยิ้มออกมาให้กันได้เลย แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือรอยยิ้มจอมปลอมค่ะ ต่อหน้าก็หัวเราะสนุกสนาน ลับหลังก็นินทาเรา เผาเราให้คนอื่นฟัง
พอขึ้นม.ปลายเรามีความฝันในอาชีพค่ะ เราอยากเป็นนักแสดง(มีไอดอลนักแสดงที่นับถือค่ะ เค้าเก่งและเราอยากยืนอยู่จุดๆนั้นบ้าง) เราไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครและคิดว่ามันไม่เป็นไรถ้าเราจะทิ้งความฝันนั้นไป เราคิดว่าการสร้างสรรค์ความสดใสลงบนจอแก้วเป็นศิลปะที่สุดยอดมากๆค่ะแต่ตัวเราเองก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่ได้สวยจนโดดเด่นอะไร ไม่เคยแม้แต่จะลองแสดงงานของโรงเรียนเพราะกลัวค่ะ กลัวว่าอดีตแบบนั้นจะกลับมาอีก
เพื่อนสมัยม.ปลายพีคสุดแล้วค่ะในชีวิตเรา(ตอนนี้) เจ้าหล่อนเป็นจอมเหยียดผู้ขวางโลกค่ะ เจอใครก็จะเบะปากใส่ทำท่ารังเกียจบ้าง จิกตามองบ้าง ชอบเล่าอวดว่านางไปต่างไปเทศมามีญาติที่นู่นโง้นงี้ และจะเล่าวนไปมาเป็นเดือนๆพอขุดถึงก็เล่าอีกค่ะ นางเหยียดคนๆนึงที่เรานับถือมากๆ ขอให้นามสมมุติว่าเอละกัน เพื่อนเอเป็นคนดีค่ะ เอชอบพูดในสิ่งที่คิดเหมือนเราในสมัยเอ๊าะๆ(ฮาาา) แต่ก็เหมือนเดิมค่ะช่วงวันที่เปลี่ยนไปไม่ได้เปลี้ยนสังคมอันเน่าในนี้เลย เพื่อนในห้องก็เหยียดนางเป็นส่วนใหญ่ เรานับถือเอมากเอไม่แคร์ใครและคิดในแบบที่เอเป็นมาตลอด เอถูกเพื่อนทิ้งเพราะสิ่งที่เอชอบมันแปลกเราก็เลยเป็นเพื่อนเอเพราะพอจะเข้าใจเอแต่พอนางเหยียดโลกมาเหยียดเอให้เราฟังเรารู้สึกว่านี่หรอ สิ่งตอบแทนของการเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตลอด การที่เอชอบในสิ่งที่พวกคุณไม่ชอบมันแปลกหรอ การที่เอใช้กระเป๋าแปลกๆแต่เอก็ชอบมันแย่มากหรอ วันนั้นเราเล่าให้เอฟังหมดค่ะว่านางคนนั้นเหยียดเอว่ายังไง เอน้ำตาแตกและดราม่าไปพักนึงเลยค่ะ
นี่คือสังคมที่เราใช้ชีวิตค่ะ เราอยากจะบอกพวกคุณว่าได้โปรดอย่าตัดสินใครที่หน้าตา ความคิด ความฝัน ความชอบ หรือหน้าที่การงานอะไรก็แล้วแต่ การที่เราใส่แว่นไม่ได้หมายความว่าเราจะเนิร์ด การที้เราไม่แต่งหน้าไม่ใช่เราไม่รักสวยรักงาม ได้โปรดเถอะค่ะ
ความเจ็บปวดแบบนี้เจอแค่สักครั้งก็อยากจะหายๆไปแล้วค่ะ ความอดทนที่เราใช้มาทั้งชีวิตกำลังค่อยๆหมดไป แม่เราสอนค่ะว่าสังคมน่ะมันอยู่ยากนะ เราต้องเก่งฉลาดและเอาตัวรอดได้ ใช่ค่ะมันอยู่ยากมาจริงๆ มันเหนื่อยค่ะ การใส่หน้ากากเข้าหากันทุกวัน คุณรู้มั้ยค่ะว่าเวลาที่เราเห็นเอคุยในเรื่องที่เอชอบ รอยยิ้มน่ะมันเป็นประกานมากเลยนะคะ เธอก็มีความฝัน เธอก็เป็นมนุษย์
ตอนม.ปลายเราร้องไห้ในงานวันพ่อ เพราะปมครอบครัวค่ะ สิ่งที่เราได้กลับมาจากเพื่อนๆผู้หญิงคือคำปลอบโยนสักพักก็หายหัวไป เพื่อนผู้ชายหรอคะ ตั้งวงร้องเพลงล้อค่ะร้องไห้หาพ่อเธอหรือ มันอาจขำนะคะสำหรับพวกคุณแต่กับเรามันไม่เลย...
เราแค่อยากบอกกล่าวเรื่องราวเล็กๆของเราที่เป็นแบบนี้
เรากลัวการแสดงออกเพราะสังคมบีบบังคับให้ชอบแบบที่คนส่วนใหญ่ชอบ
สังคมของการเหยียดชังมันเปลี่ยนคนได้จริงๆนะคะ
เราอยากถามค่ะความฝันของเรามันควรโยนทิ้งไปมั้ย หรือจะพยายามลุกฮึดขึ้นมา สู้อีกสักตั้ง ครอบครัวเรารับได้ค่ะที่เราจะเรียนจบอะไร แต่เราทนสังคมไม่ไหวค่ะ การถูกด่าทอทุกวันมันป่นกำลังใจที่เรามีได้ไวมาก การอยากเป็นนักแสดงอยากเหยียดเลยนะคะว่าต้องหน้าตาดี ความสามารถค่ะ ได้โปรดดูที่ความสามารถกับความรักในอาชีพด้วย
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงจุดนี้นะคะ ไม่ได้จะปั่นหรืออะไรเนาแค่เด็กม.6คนนึงที่กำลังคิดว่าจะตามฝันไปให้ไกลหรือจะทิ้งมันเป็นอดีตเองค่ะ
จะรอทุกคนนะคะ❤
ความฝันเมื่อยังเด็ก
วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องของเราเองค่ะ เราเชื่อว่าทุกคนมีไฟดวงเล็กๆอยู่ในตัวเองมันคือความฝันค่ะ...
ในวัยเด็กคุณเคยถูกถามใช่มั้ยคะ โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ตอนนั้นคุณก็สอบไปส่งๆบ้าง บางคนก็มีฝันที่แน่วแน่ตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากเป็นอะไร
เราเคยเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตอบ กล้าแย้ง กล้าที่จะแสดงความเป็นเราออกมาค่ะ
ในวัยนั้นเรามักคุยในสิ่งที่เราชอบกับเพื่อนๆ เราคลั่ง(ติ่งแต่เด็กฮาาา)ในสิ่งที่คนอื่นๆไม่ชอบกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ด่าหรือว่าอะไร
พอขึ้นมัธยมเราก็เจอกับโลกจริงๆที่โหดร้ายมากขึ้นแต่ก็ยังเป็นโลกใบเดิม เราพูดในสิ่งที่ชอบไม่ได้อีกแล้ว ทำในสิ่งที่รักไม่ได้อีกแล้ว ทำไมหรอคะ
เหยียดไงคะ เพื่อนๆในห้องเริ่มคิดว่าเราเป็นพวกเสนอหน้า อวดรู้ อวดเก่ง เลียแข้งอาจารย์ แล้วใครจะกล้าทำต่อคะ เราเป็นคนกลัวสังคมส่วนใหญ่ตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าไม่มีอะไรเราจะไม่เสนอตัวเองเข้าไปทำเด็ดขาดเลยค่ะ ส่วนหนึ่งคงเพราะเรากลัวค่ะ เราไม่อยากอยู่คนเดียว เราเกลียดการอยู่โดยไม่มีใครที่สามารถยิ้มออกมาให้กันได้เลย แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือรอยยิ้มจอมปลอมค่ะ ต่อหน้าก็หัวเราะสนุกสนาน ลับหลังก็นินทาเรา เผาเราให้คนอื่นฟัง
พอขึ้นม.ปลายเรามีความฝันในอาชีพค่ะ เราอยากเป็นนักแสดง(มีไอดอลนักแสดงที่นับถือค่ะ เค้าเก่งและเราอยากยืนอยู่จุดๆนั้นบ้าง) เราไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครและคิดว่ามันไม่เป็นไรถ้าเราจะทิ้งความฝันนั้นไป เราคิดว่าการสร้างสรรค์ความสดใสลงบนจอแก้วเป็นศิลปะที่สุดยอดมากๆค่ะแต่ตัวเราเองก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่ได้สวยจนโดดเด่นอะไร ไม่เคยแม้แต่จะลองแสดงงานของโรงเรียนเพราะกลัวค่ะ กลัวว่าอดีตแบบนั้นจะกลับมาอีก
เพื่อนสมัยม.ปลายพีคสุดแล้วค่ะในชีวิตเรา(ตอนนี้) เจ้าหล่อนเป็นจอมเหยียดผู้ขวางโลกค่ะ เจอใครก็จะเบะปากใส่ทำท่ารังเกียจบ้าง จิกตามองบ้าง ชอบเล่าอวดว่านางไปต่างไปเทศมามีญาติที่นู่นโง้นงี้ และจะเล่าวนไปมาเป็นเดือนๆพอขุดถึงก็เล่าอีกค่ะ นางเหยียดคนๆนึงที่เรานับถือมากๆ ขอให้นามสมมุติว่าเอละกัน เพื่อนเอเป็นคนดีค่ะ เอชอบพูดในสิ่งที่คิดเหมือนเราในสมัยเอ๊าะๆ(ฮาาา) แต่ก็เหมือนเดิมค่ะช่วงวันที่เปลี่ยนไปไม่ได้เปลี้ยนสังคมอันเน่าในนี้เลย เพื่อนในห้องก็เหยียดนางเป็นส่วนใหญ่ เรานับถือเอมากเอไม่แคร์ใครและคิดในแบบที่เอเป็นมาตลอด เอถูกเพื่อนทิ้งเพราะสิ่งที่เอชอบมันแปลกเราก็เลยเป็นเพื่อนเอเพราะพอจะเข้าใจเอแต่พอนางเหยียดโลกมาเหยียดเอให้เราฟังเรารู้สึกว่านี่หรอ สิ่งตอบแทนของการเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตลอด การที่เอชอบในสิ่งที่พวกคุณไม่ชอบมันแปลกหรอ การที่เอใช้กระเป๋าแปลกๆแต่เอก็ชอบมันแย่มากหรอ วันนั้นเราเล่าให้เอฟังหมดค่ะว่านางคนนั้นเหยียดเอว่ายังไง เอน้ำตาแตกและดราม่าไปพักนึงเลยค่ะ
นี่คือสังคมที่เราใช้ชีวิตค่ะ เราอยากจะบอกพวกคุณว่าได้โปรดอย่าตัดสินใครที่หน้าตา ความคิด ความฝัน ความชอบ หรือหน้าที่การงานอะไรก็แล้วแต่ การที่เราใส่แว่นไม่ได้หมายความว่าเราจะเนิร์ด การที้เราไม่แต่งหน้าไม่ใช่เราไม่รักสวยรักงาม ได้โปรดเถอะค่ะ
ความเจ็บปวดแบบนี้เจอแค่สักครั้งก็อยากจะหายๆไปแล้วค่ะ ความอดทนที่เราใช้มาทั้งชีวิตกำลังค่อยๆหมดไป แม่เราสอนค่ะว่าสังคมน่ะมันอยู่ยากนะ เราต้องเก่งฉลาดและเอาตัวรอดได้ ใช่ค่ะมันอยู่ยากมาจริงๆ มันเหนื่อยค่ะ การใส่หน้ากากเข้าหากันทุกวัน คุณรู้มั้ยค่ะว่าเวลาที่เราเห็นเอคุยในเรื่องที่เอชอบ รอยยิ้มน่ะมันเป็นประกานมากเลยนะคะ เธอก็มีความฝัน เธอก็เป็นมนุษย์
ตอนม.ปลายเราร้องไห้ในงานวันพ่อ เพราะปมครอบครัวค่ะ สิ่งที่เราได้กลับมาจากเพื่อนๆผู้หญิงคือคำปลอบโยนสักพักก็หายหัวไป เพื่อนผู้ชายหรอคะ ตั้งวงร้องเพลงล้อค่ะร้องไห้หาพ่อเธอหรือ มันอาจขำนะคะสำหรับพวกคุณแต่กับเรามันไม่เลย...
เราแค่อยากบอกกล่าวเรื่องราวเล็กๆของเราที่เป็นแบบนี้
เรากลัวการแสดงออกเพราะสังคมบีบบังคับให้ชอบแบบที่คนส่วนใหญ่ชอบ
สังคมของการเหยียดชังมันเปลี่ยนคนได้จริงๆนะคะ
เราอยากถามค่ะความฝันของเรามันควรโยนทิ้งไปมั้ย หรือจะพยายามลุกฮึดขึ้นมา สู้อีกสักตั้ง ครอบครัวเรารับได้ค่ะที่เราจะเรียนจบอะไร แต่เราทนสังคมไม่ไหวค่ะ การถูกด่าทอทุกวันมันป่นกำลังใจที่เรามีได้ไวมาก การอยากเป็นนักแสดงอยากเหยียดเลยนะคะว่าต้องหน้าตาดี ความสามารถค่ะ ได้โปรดดูที่ความสามารถกับความรักในอาชีพด้วย
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงจุดนี้นะคะ ไม่ได้จะปั่นหรืออะไรเนาแค่เด็กม.6คนนึงที่กำลังคิดว่าจะตามฝันไปให้ไกลหรือจะทิ้งมันเป็นอดีตเองค่ะ
จะรอทุกคนนะคะ❤