สวัสดีครับ นี้คงเป็นกระทู้แรกสำหรับ แอคเคาท์นี้
ตั้งแต่เริ่ม บางทีมันอาจจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจใครหลายๆคน และสำหรับคนที่ได้เข้ามาอ่านเพื่อที่เค้าจะได้เปิดใจ
ผมคือคนๆหนึ่ง ที่อยู่บนโลกใบนี้ ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ อีกมากมายหลายพันล้านคน
และผม ติดเชื้อ HIV ครับ มันคือข่าวร้ายสำหรับผม แต่ผมอยากจะแชร์ และผมคิดว่าต้องมีเพื่อนอีกมากมายที่อาจจะต้องการกำลังใจ
ไม่ว่า เค้าจะท้อแท้ในเรื่องอะไร ไม่ว่าเค้าจะป่วยด้วยโรคอะไร ผมอยากให้รู้ว่ายังมีเพื่อนบนโลกใบนี้อีกมากมายที่เจอเรื่องร้ายร้ายๆไม่ต่างกัน
ตลอดเวลาที่ผมใช้ชีวิต แน่นอนว่าคนหลายๆคนต้องคิดเหมือนผมว่า เราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น เราคงไม่........อะไรต่างๆนาๆมากมาย
ผมอยากจะบอกว่า ชีวิตไม่ใช่ของเล่นเลยครับ เราคือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นที่อยู่บนวัฎจักรของความเป็นไปบนโลกใบนี้
"อย่าประมาท" ไม่ว่า คุณจะเป็นคนรักสนุก รักความเร็ว(หมายถึงการขับขี่) รักการดื่มกิน เที่ยว อยากให้ทุกคนตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
ครับ แล้วผมคือคนๆหนึ่งที่ประมาท ในส่วนนั้นที่ผมพลาด แล้วไม่สามารถขอร้องพระเจ้า หรืออะไรก็แล้วแต่ให้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขมัน
ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเล่า อาจจะมีความลำไย ดราม่า แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผมตลอดระยะเวลาหนึ่งตั้งแต่ผมตรวจพบเพื่อนสนิทที่ชื่อ HIV
day1
ผมเข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการปวดหัวครับ มีไข้ แขนขาอ่อนแรง วันนั้นผมไปกับแฟนครับ คุณหมอได้ขอตรวจเลือดผม ให้ยา โดยที่นัดผมมาโรงพยาบาลอีกในวันรุ่งขึ้น
day2
ผมได้เข้าพบกับคุณหมออีกท่านหนึ่ง โดยตรวจเช็คประวัติ และให้ผมไปที่ห้องๆหนึ่งครับเพื่อฟังผลเลือด วันนั้นผมรอฟังผลเลือดด้วยความกลัว และระหว่างที่รอผล คุณหมอได้โทรมาที่ห้องรอฟังผล ให้ผมขึ้นไปเพื่อทำการ แอดมิด ในบ่ายวันนั้น โดยไม่ต้องรอผลเลือด ตกเย็นคุณหมอมาหาผมสองท่าน ตรวจเช็ค ถามอาการของผม วัดไข้ เย็นวันนั้น ผมไม่มีไข้ละครับ แต่ยังปวดหัวอยู่ แต่ก็มียามาให้ผม เป็นยาแก้ปวด และคุณหมอแจ้งว่าจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดในวันรุ่งขึ้น
day3
ผมเข้าสู่กระบวนการตรวจร่างกายโดยมีคุณหมอมาดูแลสองท่านในช่วงบ่าย วันนั้นผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในจิตใจผมมันสับสนครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น เราจะเป็นอะไร
day 4
คุณหมอมาเยี่ยมพร้อมกับแจ้งผลการตรวจร่างกายว่า ปกติดีแต่ผลยังออกไม่หมด ไม่มีอาการอะไรน่าเป็นห่วง แต่ผมก็ยังไม่ได้รับอนุญาติให้ออกโรงพยาบาล
ตกเย็นผมเดินไปพร้อมสายน้ำเกลือ เพื่อถามพยาบาลว่า ผมป่วยเป็นอะไร พยาบาลก็บอกว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนะ ตอนนี้คุณหมอกังวลเรื่องอื่นมากกว่า พยาบาลย้อนถามผมว่า ผมกังวลอะไร ผมตอบว่า ผมกังวลผลเลือด พยาบาลก็ตอบว่า อย่าคิดมากนะ ตอนนี้มีเรื่องที่คุณหมอเป็นหวงมากกว่านั้น แต่ขอเวลาดูผลแลปต่างๆให้ละเอียดกว่านี้ ผมตกใจนะครับ ผมถามว่า ผมเป็นมะเร็งหรอ พยาบาลตอบว่า ไม่ใช่อย่าเพิ่งคิดมากนะ ตกเย็นมียาเพิ่มมาให้ผม ผมถามว่ายาอะไร เป็นยาคลายเครียส และทำให้หลับครับ
day 5
คุณหมอมาหาผมที่ห้องครับ แต่เป็นคุณหมออีกคน ตอนนั้นแม่ผมก็อยู่ในห้องด้วยครับ คุณหมอถามว่า ผมเข้าใจคนไข้นะครับว่าไม่สบายใจว่าป่วยเป็นอะไร แล้วปล่อยให้รออยู่หลายวันแบบนี้ คนไข้ย่อมไม่สบายใจ ตอนนั้นผมเริ่มเบลออีกครั้ง จนคุณหมอถามว่า พร้อมที่จะฟังผลตรวจหรือยังครับ จะให้คุณแม่อยู่ด้วยไหม ผมเริ่มสับสน ผมว่าไม่พร้อมที่จะให้คุณแม่อยู่ด้วย ตอนนั้นมีแค่ผมกับคุณหมอ ครับ คุณหมอแจ้งว่า ผมติดเชื้อ HIV แล้ว
คุณหมอใช้เวลาคุยกับผมอยู่สักพักใหญ่ คุณพร้อมที่จะให้คุณแม่เข้ามาไหม คุณหมอถาม ผมตัดสินใจให้คุณแม่เข้ามา สิ่งแรก ผมก้มลงกราบแม่ ขอโทษ ตอนนั้นผมทั้ง งง หน้าชา แล้วไม่คิดเรื่องชีวิตผมเลย ผมคิดแต่ว่า แล้วพ่อแม่ละ พ่อแม่ของผม ผมแคร์เค้ามาก แม่บอกว่าไม่เป็นไรๆนะลูก เราจะรักษามันไปด้วยกัน คุณหมอก็ยังคงอยู่ในห้องกับผมครับ ยอมรับว่าวันนั้นผมทำคุณหมอเสียเวลาไปประมาณครึ่งชั่วโมงที่จะต้องตรวจรักษาคนไข้อื่นๆต่อ
คุณหมอ คุยกับผมถึงการรักษา แล้วอาการที่ผมเป็นอยู่ มันเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV ระยะแรก ที่มันแสดงอาการออกมา ตรงนี้ต้องรักษา ซึ้งที่ผ่านมาก็รักษามาตั้งแต่วันแรกที่พบเชื้อ เพราะอาการผมดีขึ้น เพียงแต่ผมไม่รู้ โดยคุณหมอทิ้งโจทย์ว่า คุณจะว่างแผนอย่างไรต่อ จะทำอะไรต่อ และมีคำถามอะไรจะถามให้คิดไว้ พรุ่งนี้คุณหมอจะมาหาผมใหม่
day6
เช้าวั้นนั้น พี่พยาบาลที่ดูแลผม เค้าเดินมาหาผมพร้อมกอดผม ผมไม่เคยกอดใครที่ไม่ใช้ พ่อแม่แฟน แล้วรู้สึกอบอุ่นเท่านี้มาก่อน พี่พยาบาลพูดว่า เมื่อวานหนูเก่งมาก หนูเก่งที่สุด พี่จะไม่ทิ้งหนูนะ พี่จะอยู่กับหนู ต่อไปน้องคือน้องชายของพี่ น้องพี่เก่งที่สุด ตอนนั้นทำตาผมไม่ไหลเลยครับ ผมยิ้ม ผมกอดพี่เค้าแน่นมาก พี่เค้าก็คุยและให้ความรู้ผมถึงการดูแลรักษาตัวเองทุกอย่าง พร้อมทั้งเปิดใจคุยกัน พี่เค้าเอามือมาตบๆที่หน้าอกผมแบบแมนๆ ผมไม่เคย รู้ถึงความหวังดี ความรักที่ได้รับจากคนอื่นที่ไม่ใช้ครอบครัวเราแบบนี้มาก่อน
ตกบ่าย คุณหมอมา ตรงนี้คือสาระแล้ว
ผมเตรียมคำถามไว้หมดแล้ว ว่าผมจะวางแผนการรักษาอย่างไร คุณหมอเอาผลการตรวจเลือดมาให้ผม ซึ้งเป็นการตรวจครั้งที่สองเพื่อป้องกันการผิดพลาด
คุณหมอบอกว่าผลเลือดเรา ไม่พูดอะไรมากเนอะ
แล้วคุณหมอก็ถามว่า เป็นยังไงบ้าง
ผมตอบว่า เหมือนอยู่ในอวกาศครับ มันว่างเปล่าไปหมด ทุกอย่างมันดูว่างเปล่า
คุณหมอถามต่อว่าเราจะเอายังไงต่อไปในชีวิต
ผมตอบว่า ก็ต้องกลับไปทำงาน แล้ว ผมจะรักษา ผมต้องการแผนการรักษาที่ดีที่สุด แล้วผมต้องการป้องกันตัวเองให้ดีที่สุดที่จะไม่ติดโรคอื่นๆ มีวัคซีนอะไรที่ผมจำเป็นต้องฉีดไหมครับ
คุณหมอ บอกว่า มีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ไวรัสตับ แต่เราต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ตอนนี้เราอ่อนแอ ต้องรู้จักออกกำลังกาย เราทำได้หมด ไม่ว่าจะว่ายน้ำ เข้ายิม วิ่ง ปั่นจักรยาน เราทำได้เหมือนคนปกติ เพราะเราไม่ได้เป็นเอดส์ ตอนนี้เราแค่มีเชื้อไวรัสในร่างกาย เราทานยาเพื่อคุมมัน แต่ผมเองไม่ใช่ผู้เชียวชาญต้านผู้ติดเชื้อ HIV แต่ผมให้กำลังใจคุณได้ คุณหมอตบไหล่ผมเพื่อเรียกสติ คุณหมอก็คุยให้ความรู้ต่างๆพร้อมทั้ง เมื่อวานเจาะเลือดเพื่อตรวจโรคอื่นๆอีกเช่นไวรัสตับ โรคติดต่อทางเพศอื่นๆ ผลตรวจเป็นลบทั้งหมด นั้นหมายถึงผมยังไม่มีโรคฉวยโอกาศ และค่าเม็ดเลือดขาวผมเท่าคนปกติ แต่ค่า cd4 ผมต้องรอตรวจวันที่โรงพยาบาลมีการนัดตรวจซึ้งจะมีเฉพาะผู้ติดเชื้อ HIV เท่านั้น โดยคุณหมอบอกผมว่าจะให้ผมออกโรงพยาบาลวันพรุ่งนี้ โดยถามว่าเราอยากออกหรือยัง พร้อมหรือยัง จะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ผมคิดว่านอนโรงพยาบาลมันจะทำให้คุณดูเป็นคนป่วย คิดแต่เรื่องนี้ ผมเลยตัดสินใจ ออกวันพรุ่งนี้ครับ โดยคุณหมอบอกว่า พรุ่งนี้จะแวะมาหาอีก
day 7
คุณหมอมาหาผมพร้อมเซ็นว่าให้ออกโรงพยาบาลได้ โดยทำการนัดเพื่อตรวจ CD4 และ ให้ใบสำหรับฉีดวัคซีนต่างๆ ซึ้งวัคซีนบางตัวโรงพยาบาลไม่มี คุณหมอใจดีมากครับ เค้าเช็คว่าที่ไหนมีบ้าง ซึ้งก็ได้ข้อมูลมา ว่าผมต้องไปฉีดที่ไหนๆ เพราะเรื่องการฉีดวัคซีนกับทางโรงพยาบาลของรัฐมันจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ผมจึงเลือกไปฉีดของสถานพยาบาลเอกชนทั้งหมด เพราะไม่ต้องผ่านระบบเบิกจ่ายวัคซีนซึ้งบางตัวยากมากสำหรับการเบิกจ่าย คุณหมอก็ให้กำลังใจ และบอกว่า เราต้องสตรอง คุณหมอตบไหล่ บอกให้ ถ้าต้องกินยาต้องกินสม่ำเสมอ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่รัว่า CD4 เท่าไหร่ คุณหมอก็บอกว่าผมเป็นกำลังใจให้ ผมเลยขอเฟสบุ๊คคุณหมอ โดยคุณหมอบอกว่า มีอะไรก็สอบถามผมได้ แต่ผมอาจจะตอบช้าหน่อยนะ ผมเองเวลาเครียสๆก็ไปร้านกาแฟสวยๆ เราต้องหาอะไรทำให้มันไม่เครียสนะ คุณหมอใจดีมากๆครับ
week 1 หลังผมทราบผล
แน่นอนครับ ผมอยู่บ้านผม นอนพักผ่อน และยังไม่พร้อมที่จะไปทำงานครับ เลยขอลางานสองวัน ช่วงนั้น ผมยอมรับว่ามันคือช่วงที่จิตใจเราอ่อนแอมาก ร้องไห้ คิดว่าจะเอายังไงต่อไปในอนาคต แฟนเราละ เพื่อน ถ้ามีคนรู้ หรืออะไรมากมาย ผมก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตครับ ไม่ว่าจะเรื่องการรักษา หรือ การทานยา ผมยอมรับว่า มันต่างจากที่เราเคยรับรู้เมื่อสมัยเด็กๆมาก ทุกๆวันนี้ ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตได้ปกติ บางคนรักษาสุขภาพดีกว่าคนปกติทั่วไปที่ไม่มีเชื้ออีก แต่ก็อย่างว่า ช่วงนั้น แม่ผมเครียสมาก กลัวผมจะมีตุ่มขึ้น กลัวผมจะป่วยหนัก กลายเป็นว่า ผมต้องมาอธิบายให้แม่ฟัง
week 2
วันที่ผมต้องไปตรวจ CD4 มาถึงครับ พระเจ้า ผมยอมรับว่าผมรู้สึกไม่ดีเลย ผมลงไปยังห้องตรวจ ผมต้องต่อสู้กับความกลัวของผมที่จะเดินไปยื่นบัตรคิว
ผมอายครับ ตอนนั้นผมยอมรับว่าผมอายมาก ผมใส่แมส เพราะตอนนั้นผมกลัวติดเชื้อฉวยโอกาสด้วย และปกปิดใบหน้า สุดท้ายผมยื่นบัตรคิว และรีบออกมาจากตรงนั้น ผมมืดไปหมด ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป อีกใจไม่อยากมารักษาตรงนี้แล้ว อยากไปรักษาที่กรุงเทพ ที่ที่ไม่มีคนรู้จักเรา ผมเดินไปนั้งตรงศาลาหน้าโรงพยาบาล ทันใดนั้น เสียงโทรศัพผมดังขึ้น พร้อมกับ แฮปปี้เบริดเดย์น้องรัก พี่สาวของผมโทร พี่พยาบาลครับ วันนั้นคือวันเกิดผมด้วย ผมลืมไปสนิท แต่พี่พยาบาลจำได้ พี่ถามว่าน้องอยู่ไหน มาตรวจหรือยัง เดียวพี่ไปหา สุดท้ายพี่รีบขี่มอไซต์มาหาผมพร้อมพาผมไปดำเนินการ โดยพี่สาวพยาบาลของผมช่วยให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้ พี่เจาะเลือดให้ผมเพื่อตรวจ CD4 จนถึงคิวผม พาไปพบกับอาจารย์หมอ โดยคุณหมออ่านประวัติการตรวจรักษาที่ผ่านมา และบอกผมว่า คุณยังดูดีมาก CD4 อาจจะไม่ต่ำมาก แต่ต้องให้ทานยา คุณหมอถามผมว่าเป็นไงบ้างยังมีอาการอะไรอยู่ไหม ผมก็ตอบไปครับว่ามีอาการอะไรบ้าง คุณหมอก็บอกว่า อาทิตย์หน้าเรามาเจอกัน
week 3
ผมไปที่ห้องตรวจห้องเดิมกับพี่พยาบาลที่ผมรักมากๆ ค่า cd4 ผม ไม่เป็นไปดังหวังครับ 292 มันต่ำกว่ามาตรฐาน คนปกติ จะอยู่ที่ 500 - 1500 แต่ถ้า CD4 อยู่ที่ 400 - 500 หรือต่ำกว่า 500 แสดงว่า ร่างกายของเราโดยเชื้อไวรัสทำลาย CD4 ไปแล้ว โดยหนึ่งปี CD4 จะลดลงประมาณ 90 แล้วที่เหลือก็คือการดูแลสุขภาพของแต่ละคนว่า ดูแลตัวเองดี CD4 ต่ำกว่า 350 ก็อาจจะยังสุขภาพดีได้ แต่ถ้าต่ำกว่า 250 - 200 โอกาศจะติดเชื้อฉวยโอกาสจะมากขึ้น
ผมได้ยามาครับ ทีโนโฟเวีย เอฟฟาไวเรน ลามิวูดีน กินวันครั้งก่อนนอน วันนั้นเมาครับ กินไปได้สักพัก กินน้ำตามมากๆ ลุกไปฉี่ ถึงกับเซเลย เดินเซไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็มานอนต่อ ฝันร้ายด้วยครับ แต่ถือว่าผลข้างเคียงจากยา ไม่แรงมาก บางคนอ้วก บางคนเวียนหัว ลมพิษ โชคดีที่ผมไม่แพ้ยาสูตรนี้ครับ
week 4
เป็นวีคที่ผมตัดสินใจบอกเพื่อนสนิทของผมที่สนิทกันมากครับ เรียนด้วยกันมา แล้วตอนผมเข้า รพ เค้าก็ติดตามอาการเราตลอดและเป็นหวง
ทุกคนบอกว่า ต้องสู้นะ เดียวนี้มันรักษาได้ ยาดี ต้องอยู่กะพวกกู และกำลังใจจากเพื่อนครับ ช่วงที่ผ่านมาผมก็โกหกเค้าว่าเป็นนู้นนี้นั้นไป พอผมบอก ก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจของเพื่อนที่มีให้กัน โดยเพื่อนบอกว่า กูไม่บอกใครต่อนะ ในกลุ่ม ถ้าจะบอกก็บอกเอง แต่ให้รู้ว่ากูเป็นห่วง รักมาก อย่าิดมาก มีอะไรให้โทรมา
ข้ามมา week 7
ผมตัดสินใจบอกคนที่ผมรักครับ แฟนผมเอง เป็นช่วงที่ผมมีผื่นขึ้นด้วย
5.00 พอดี เลิกงานก่อนนะครับ เดียวมาเล่าต่อ ผมต้องกินข้าวเย็ยนให้ตรงเวลา เดียวเย็นนี้ไปออกกำลังกายต่อแล้วจะกลับมาเล่าต่อนะครับ
ขอโทษที่ไม่จบในนี้ทีเดียว เดียวมาต่อข้างล้างครับ เตรียมดราม่าเบาๆได้เลย ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
HIV experience ความรัก มิตรภาพ กำลังใจ
ตั้งแต่เริ่ม บางทีมันอาจจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจใครหลายๆคน และสำหรับคนที่ได้เข้ามาอ่านเพื่อที่เค้าจะได้เปิดใจ
ผมคือคนๆหนึ่ง ที่อยู่บนโลกใบนี้ ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ อีกมากมายหลายพันล้านคน
และผม ติดเชื้อ HIV ครับ มันคือข่าวร้ายสำหรับผม แต่ผมอยากจะแชร์ และผมคิดว่าต้องมีเพื่อนอีกมากมายที่อาจจะต้องการกำลังใจ
ไม่ว่า เค้าจะท้อแท้ในเรื่องอะไร ไม่ว่าเค้าจะป่วยด้วยโรคอะไร ผมอยากให้รู้ว่ายังมีเพื่อนบนโลกใบนี้อีกมากมายที่เจอเรื่องร้ายร้ายๆไม่ต่างกัน
ตลอดเวลาที่ผมใช้ชีวิต แน่นอนว่าคนหลายๆคนต้องคิดเหมือนผมว่า เราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น เราคงไม่........อะไรต่างๆนาๆมากมาย
ผมอยากจะบอกว่า ชีวิตไม่ใช่ของเล่นเลยครับ เราคือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นที่อยู่บนวัฎจักรของความเป็นไปบนโลกใบนี้
"อย่าประมาท" ไม่ว่า คุณจะเป็นคนรักสนุก รักความเร็ว(หมายถึงการขับขี่) รักการดื่มกิน เที่ยว อยากให้ทุกคนตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
ครับ แล้วผมคือคนๆหนึ่งที่ประมาท ในส่วนนั้นที่ผมพลาด แล้วไม่สามารถขอร้องพระเจ้า หรืออะไรก็แล้วแต่ให้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขมัน
ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเล่า อาจจะมีความลำไย ดราม่า แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผมตลอดระยะเวลาหนึ่งตั้งแต่ผมตรวจพบเพื่อนสนิทที่ชื่อ HIV
day1
ผมเข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการปวดหัวครับ มีไข้ แขนขาอ่อนแรง วันนั้นผมไปกับแฟนครับ คุณหมอได้ขอตรวจเลือดผม ให้ยา โดยที่นัดผมมาโรงพยาบาลอีกในวันรุ่งขึ้น
day2
ผมได้เข้าพบกับคุณหมออีกท่านหนึ่ง โดยตรวจเช็คประวัติ และให้ผมไปที่ห้องๆหนึ่งครับเพื่อฟังผลเลือด วันนั้นผมรอฟังผลเลือดด้วยความกลัว และระหว่างที่รอผล คุณหมอได้โทรมาที่ห้องรอฟังผล ให้ผมขึ้นไปเพื่อทำการ แอดมิด ในบ่ายวันนั้น โดยไม่ต้องรอผลเลือด ตกเย็นคุณหมอมาหาผมสองท่าน ตรวจเช็ค ถามอาการของผม วัดไข้ เย็นวันนั้น ผมไม่มีไข้ละครับ แต่ยังปวดหัวอยู่ แต่ก็มียามาให้ผม เป็นยาแก้ปวด และคุณหมอแจ้งว่าจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดในวันรุ่งขึ้น
day3
ผมเข้าสู่กระบวนการตรวจร่างกายโดยมีคุณหมอมาดูแลสองท่านในช่วงบ่าย วันนั้นผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในจิตใจผมมันสับสนครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น เราจะเป็นอะไร
day 4
คุณหมอมาเยี่ยมพร้อมกับแจ้งผลการตรวจร่างกายว่า ปกติดีแต่ผลยังออกไม่หมด ไม่มีอาการอะไรน่าเป็นห่วง แต่ผมก็ยังไม่ได้รับอนุญาติให้ออกโรงพยาบาล
ตกเย็นผมเดินไปพร้อมสายน้ำเกลือ เพื่อถามพยาบาลว่า ผมป่วยเป็นอะไร พยาบาลก็บอกว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนะ ตอนนี้คุณหมอกังวลเรื่องอื่นมากกว่า พยาบาลย้อนถามผมว่า ผมกังวลอะไร ผมตอบว่า ผมกังวลผลเลือด พยาบาลก็ตอบว่า อย่าคิดมากนะ ตอนนี้มีเรื่องที่คุณหมอเป็นหวงมากกว่านั้น แต่ขอเวลาดูผลแลปต่างๆให้ละเอียดกว่านี้ ผมตกใจนะครับ ผมถามว่า ผมเป็นมะเร็งหรอ พยาบาลตอบว่า ไม่ใช่อย่าเพิ่งคิดมากนะ ตกเย็นมียาเพิ่มมาให้ผม ผมถามว่ายาอะไร เป็นยาคลายเครียส และทำให้หลับครับ
day 5
คุณหมอมาหาผมที่ห้องครับ แต่เป็นคุณหมออีกคน ตอนนั้นแม่ผมก็อยู่ในห้องด้วยครับ คุณหมอถามว่า ผมเข้าใจคนไข้นะครับว่าไม่สบายใจว่าป่วยเป็นอะไร แล้วปล่อยให้รออยู่หลายวันแบบนี้ คนไข้ย่อมไม่สบายใจ ตอนนั้นผมเริ่มเบลออีกครั้ง จนคุณหมอถามว่า พร้อมที่จะฟังผลตรวจหรือยังครับ จะให้คุณแม่อยู่ด้วยไหม ผมเริ่มสับสน ผมว่าไม่พร้อมที่จะให้คุณแม่อยู่ด้วย ตอนนั้นมีแค่ผมกับคุณหมอ ครับ คุณหมอแจ้งว่า ผมติดเชื้อ HIV แล้ว
คุณหมอใช้เวลาคุยกับผมอยู่สักพักใหญ่ คุณพร้อมที่จะให้คุณแม่เข้ามาไหม คุณหมอถาม ผมตัดสินใจให้คุณแม่เข้ามา สิ่งแรก ผมก้มลงกราบแม่ ขอโทษ ตอนนั้นผมทั้ง งง หน้าชา แล้วไม่คิดเรื่องชีวิตผมเลย ผมคิดแต่ว่า แล้วพ่อแม่ละ พ่อแม่ของผม ผมแคร์เค้ามาก แม่บอกว่าไม่เป็นไรๆนะลูก เราจะรักษามันไปด้วยกัน คุณหมอก็ยังคงอยู่ในห้องกับผมครับ ยอมรับว่าวันนั้นผมทำคุณหมอเสียเวลาไปประมาณครึ่งชั่วโมงที่จะต้องตรวจรักษาคนไข้อื่นๆต่อ
คุณหมอ คุยกับผมถึงการรักษา แล้วอาการที่ผมเป็นอยู่ มันเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV ระยะแรก ที่มันแสดงอาการออกมา ตรงนี้ต้องรักษา ซึ้งที่ผ่านมาก็รักษามาตั้งแต่วันแรกที่พบเชื้อ เพราะอาการผมดีขึ้น เพียงแต่ผมไม่รู้ โดยคุณหมอทิ้งโจทย์ว่า คุณจะว่างแผนอย่างไรต่อ จะทำอะไรต่อ และมีคำถามอะไรจะถามให้คิดไว้ พรุ่งนี้คุณหมอจะมาหาผมใหม่
day6
เช้าวั้นนั้น พี่พยาบาลที่ดูแลผม เค้าเดินมาหาผมพร้อมกอดผม ผมไม่เคยกอดใครที่ไม่ใช้ พ่อแม่แฟน แล้วรู้สึกอบอุ่นเท่านี้มาก่อน พี่พยาบาลพูดว่า เมื่อวานหนูเก่งมาก หนูเก่งที่สุด พี่จะไม่ทิ้งหนูนะ พี่จะอยู่กับหนู ต่อไปน้องคือน้องชายของพี่ น้องพี่เก่งที่สุด ตอนนั้นทำตาผมไม่ไหลเลยครับ ผมยิ้ม ผมกอดพี่เค้าแน่นมาก พี่เค้าก็คุยและให้ความรู้ผมถึงการดูแลรักษาตัวเองทุกอย่าง พร้อมทั้งเปิดใจคุยกัน พี่เค้าเอามือมาตบๆที่หน้าอกผมแบบแมนๆ ผมไม่เคย รู้ถึงความหวังดี ความรักที่ได้รับจากคนอื่นที่ไม่ใช้ครอบครัวเราแบบนี้มาก่อน
ตกบ่าย คุณหมอมา ตรงนี้คือสาระแล้ว
ผมเตรียมคำถามไว้หมดแล้ว ว่าผมจะวางแผนการรักษาอย่างไร คุณหมอเอาผลการตรวจเลือดมาให้ผม ซึ้งเป็นการตรวจครั้งที่สองเพื่อป้องกันการผิดพลาด
คุณหมอบอกว่าผลเลือดเรา ไม่พูดอะไรมากเนอะ
แล้วคุณหมอก็ถามว่า เป็นยังไงบ้าง
ผมตอบว่า เหมือนอยู่ในอวกาศครับ มันว่างเปล่าไปหมด ทุกอย่างมันดูว่างเปล่า
คุณหมอถามต่อว่าเราจะเอายังไงต่อไปในชีวิต
ผมตอบว่า ก็ต้องกลับไปทำงาน แล้ว ผมจะรักษา ผมต้องการแผนการรักษาที่ดีที่สุด แล้วผมต้องการป้องกันตัวเองให้ดีที่สุดที่จะไม่ติดโรคอื่นๆ มีวัคซีนอะไรที่ผมจำเป็นต้องฉีดไหมครับ
คุณหมอ บอกว่า มีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ไวรัสตับ แต่เราต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ตอนนี้เราอ่อนแอ ต้องรู้จักออกกำลังกาย เราทำได้หมด ไม่ว่าจะว่ายน้ำ เข้ายิม วิ่ง ปั่นจักรยาน เราทำได้เหมือนคนปกติ เพราะเราไม่ได้เป็นเอดส์ ตอนนี้เราแค่มีเชื้อไวรัสในร่างกาย เราทานยาเพื่อคุมมัน แต่ผมเองไม่ใช่ผู้เชียวชาญต้านผู้ติดเชื้อ HIV แต่ผมให้กำลังใจคุณได้ คุณหมอตบไหล่ผมเพื่อเรียกสติ คุณหมอก็คุยให้ความรู้ต่างๆพร้อมทั้ง เมื่อวานเจาะเลือดเพื่อตรวจโรคอื่นๆอีกเช่นไวรัสตับ โรคติดต่อทางเพศอื่นๆ ผลตรวจเป็นลบทั้งหมด นั้นหมายถึงผมยังไม่มีโรคฉวยโอกาศ และค่าเม็ดเลือดขาวผมเท่าคนปกติ แต่ค่า cd4 ผมต้องรอตรวจวันที่โรงพยาบาลมีการนัดตรวจซึ้งจะมีเฉพาะผู้ติดเชื้อ HIV เท่านั้น โดยคุณหมอบอกผมว่าจะให้ผมออกโรงพยาบาลวันพรุ่งนี้ โดยถามว่าเราอยากออกหรือยัง พร้อมหรือยัง จะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ผมคิดว่านอนโรงพยาบาลมันจะทำให้คุณดูเป็นคนป่วย คิดแต่เรื่องนี้ ผมเลยตัดสินใจ ออกวันพรุ่งนี้ครับ โดยคุณหมอบอกว่า พรุ่งนี้จะแวะมาหาอีก
day 7
คุณหมอมาหาผมพร้อมเซ็นว่าให้ออกโรงพยาบาลได้ โดยทำการนัดเพื่อตรวจ CD4 และ ให้ใบสำหรับฉีดวัคซีนต่างๆ ซึ้งวัคซีนบางตัวโรงพยาบาลไม่มี คุณหมอใจดีมากครับ เค้าเช็คว่าที่ไหนมีบ้าง ซึ้งก็ได้ข้อมูลมา ว่าผมต้องไปฉีดที่ไหนๆ เพราะเรื่องการฉีดวัคซีนกับทางโรงพยาบาลของรัฐมันจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ผมจึงเลือกไปฉีดของสถานพยาบาลเอกชนทั้งหมด เพราะไม่ต้องผ่านระบบเบิกจ่ายวัคซีนซึ้งบางตัวยากมากสำหรับการเบิกจ่าย คุณหมอก็ให้กำลังใจ และบอกว่า เราต้องสตรอง คุณหมอตบไหล่ บอกให้ ถ้าต้องกินยาต้องกินสม่ำเสมอ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่รัว่า CD4 เท่าไหร่ คุณหมอก็บอกว่าผมเป็นกำลังใจให้ ผมเลยขอเฟสบุ๊คคุณหมอ โดยคุณหมอบอกว่า มีอะไรก็สอบถามผมได้ แต่ผมอาจจะตอบช้าหน่อยนะ ผมเองเวลาเครียสๆก็ไปร้านกาแฟสวยๆ เราต้องหาอะไรทำให้มันไม่เครียสนะ คุณหมอใจดีมากๆครับ
week 1 หลังผมทราบผล
แน่นอนครับ ผมอยู่บ้านผม นอนพักผ่อน และยังไม่พร้อมที่จะไปทำงานครับ เลยขอลางานสองวัน ช่วงนั้น ผมยอมรับว่ามันคือช่วงที่จิตใจเราอ่อนแอมาก ร้องไห้ คิดว่าจะเอายังไงต่อไปในอนาคต แฟนเราละ เพื่อน ถ้ามีคนรู้ หรืออะไรมากมาย ผมก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตครับ ไม่ว่าจะเรื่องการรักษา หรือ การทานยา ผมยอมรับว่า มันต่างจากที่เราเคยรับรู้เมื่อสมัยเด็กๆมาก ทุกๆวันนี้ ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตได้ปกติ บางคนรักษาสุขภาพดีกว่าคนปกติทั่วไปที่ไม่มีเชื้ออีก แต่ก็อย่างว่า ช่วงนั้น แม่ผมเครียสมาก กลัวผมจะมีตุ่มขึ้น กลัวผมจะป่วยหนัก กลายเป็นว่า ผมต้องมาอธิบายให้แม่ฟัง
week 2
วันที่ผมต้องไปตรวจ CD4 มาถึงครับ พระเจ้า ผมยอมรับว่าผมรู้สึกไม่ดีเลย ผมลงไปยังห้องตรวจ ผมต้องต่อสู้กับความกลัวของผมที่จะเดินไปยื่นบัตรคิว
ผมอายครับ ตอนนั้นผมยอมรับว่าผมอายมาก ผมใส่แมส เพราะตอนนั้นผมกลัวติดเชื้อฉวยโอกาสด้วย และปกปิดใบหน้า สุดท้ายผมยื่นบัตรคิว และรีบออกมาจากตรงนั้น ผมมืดไปหมด ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป อีกใจไม่อยากมารักษาตรงนี้แล้ว อยากไปรักษาที่กรุงเทพ ที่ที่ไม่มีคนรู้จักเรา ผมเดินไปนั้งตรงศาลาหน้าโรงพยาบาล ทันใดนั้น เสียงโทรศัพผมดังขึ้น พร้อมกับ แฮปปี้เบริดเดย์น้องรัก พี่สาวของผมโทร พี่พยาบาลครับ วันนั้นคือวันเกิดผมด้วย ผมลืมไปสนิท แต่พี่พยาบาลจำได้ พี่ถามว่าน้องอยู่ไหน มาตรวจหรือยัง เดียวพี่ไปหา สุดท้ายพี่รีบขี่มอไซต์มาหาผมพร้อมพาผมไปดำเนินการ โดยพี่สาวพยาบาลของผมช่วยให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้ พี่เจาะเลือดให้ผมเพื่อตรวจ CD4 จนถึงคิวผม พาไปพบกับอาจารย์หมอ โดยคุณหมออ่านประวัติการตรวจรักษาที่ผ่านมา และบอกผมว่า คุณยังดูดีมาก CD4 อาจจะไม่ต่ำมาก แต่ต้องให้ทานยา คุณหมอถามผมว่าเป็นไงบ้างยังมีอาการอะไรอยู่ไหม ผมก็ตอบไปครับว่ามีอาการอะไรบ้าง คุณหมอก็บอกว่า อาทิตย์หน้าเรามาเจอกัน
week 3
ผมไปที่ห้องตรวจห้องเดิมกับพี่พยาบาลที่ผมรักมากๆ ค่า cd4 ผม ไม่เป็นไปดังหวังครับ 292 มันต่ำกว่ามาตรฐาน คนปกติ จะอยู่ที่ 500 - 1500 แต่ถ้า CD4 อยู่ที่ 400 - 500 หรือต่ำกว่า 500 แสดงว่า ร่างกายของเราโดยเชื้อไวรัสทำลาย CD4 ไปแล้ว โดยหนึ่งปี CD4 จะลดลงประมาณ 90 แล้วที่เหลือก็คือการดูแลสุขภาพของแต่ละคนว่า ดูแลตัวเองดี CD4 ต่ำกว่า 350 ก็อาจจะยังสุขภาพดีได้ แต่ถ้าต่ำกว่า 250 - 200 โอกาศจะติดเชื้อฉวยโอกาสจะมากขึ้น
ผมได้ยามาครับ ทีโนโฟเวีย เอฟฟาไวเรน ลามิวูดีน กินวันครั้งก่อนนอน วันนั้นเมาครับ กินไปได้สักพัก กินน้ำตามมากๆ ลุกไปฉี่ ถึงกับเซเลย เดินเซไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็มานอนต่อ ฝันร้ายด้วยครับ แต่ถือว่าผลข้างเคียงจากยา ไม่แรงมาก บางคนอ้วก บางคนเวียนหัว ลมพิษ โชคดีที่ผมไม่แพ้ยาสูตรนี้ครับ
week 4
เป็นวีคที่ผมตัดสินใจบอกเพื่อนสนิทของผมที่สนิทกันมากครับ เรียนด้วยกันมา แล้วตอนผมเข้า รพ เค้าก็ติดตามอาการเราตลอดและเป็นหวง
ทุกคนบอกว่า ต้องสู้นะ เดียวนี้มันรักษาได้ ยาดี ต้องอยู่กะพวกกู และกำลังใจจากเพื่อนครับ ช่วงที่ผ่านมาผมก็โกหกเค้าว่าเป็นนู้นนี้นั้นไป พอผมบอก ก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจของเพื่อนที่มีให้กัน โดยเพื่อนบอกว่า กูไม่บอกใครต่อนะ ในกลุ่ม ถ้าจะบอกก็บอกเอง แต่ให้รู้ว่ากูเป็นห่วง รักมาก อย่าิดมาก มีอะไรให้โทรมา
ข้ามมา week 7
ผมตัดสินใจบอกคนที่ผมรักครับ แฟนผมเอง เป็นช่วงที่ผมมีผื่นขึ้นด้วย
5.00 พอดี เลิกงานก่อนนะครับ เดียวมาเล่าต่อ ผมต้องกินข้าวเย็ยนให้ตรงเวลา เดียวเย็นนี้ไปออกกำลังกายต่อแล้วจะกลับมาเล่าต่อนะครับ
ขอโทษที่ไม่จบในนี้ทีเดียว เดียวมาต่อข้างล้างครับ เตรียมดราม่าเบาๆได้เลย ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ