สวัสดีครับผมพึ่งตั้งกระทู้เป็นครั้งแรกปกติก้ชอบอ่านเรื่องของคนอื่นนะครับแต่ไม่เคยได้ลงเรื่องของตัวเองเลย คราวนี้ได้ถึงวาระซะที 55555 คือเรื่องมีอยู่ว่าในครอบครัวผม ผมเป็นลูกคนโตที่บ้านก้เลยคาดหวังให้ผมต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวให้ได้ (แต่ฐานะบ้านผมก้ไม่ได้ถือว่าจนนะครับมีกินมีใช้ไม่ได้ขาด อาจจะเพราะผมไม่ค่อยชอบซื้อของอยู่แล้วก้ได้ 555)โดยพ่อของผมก้ได้กำหนดทางเลือกให้ผมต้องมาเรียนบัญชี(เหมือนพ่อแม่หลายๆคนที่อยากให้ลูกเรียนบัญชีเพราะมันหางานง่าย) ผมก้ได้เรียนบัญชีตั้งแต่ ปวช. ปวส. และ จบป.ตรี โดยที่ผมไม่ได้มีใจรักในทางด้านนี้และมันก้ทำให้ผมไม่รู้ว่าตัวผมเองนั้นชอบอะไรอยากเป็นอะไร ที่ที่บ้านผมให้ผมเรียนมาทางนี้ เพราะที่บ้านมีธุรกิจครอบครัวที่รองรับอาชีพนี้อยู่แล้ว พอผมจบปวช. ผมก้ย้ายไปเรียนปวส. รอบค่ำ (โดยที่บ้านผมให้เหตผลว่าทำงานไวๆจะได้เก่งไวๆแล้วผมก้ต้องทำตามไปตามระเบียบโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้) ผมก้ได้บอกกับตัวเองเสมอมาว่าถ้าเราตั้งใจจริงๆต่อให้เป็นสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่ชอบแต่เราก้จะทำได้แล้วมันจะออกมาดี เหมือนกับที่พ่อผมได้พูดจูงใจผมมาโดยตลอด (คือก่อนที่จะเรียนบัญชีพ่อผมได้พูดเชิงจูงใจ คือพูดว่ามันดีแบบอย่างนั้น อย่างนู้น หางานง่าย มีธุรกิจที่บ้านรองรับ ซึ่งผมก้ปฏิเสธมันได้ ผมก้ต้องอดทนต่อไป)จนผมได้ทำงานตั้งแต่ปวส. คือ ทำงาน 8.30-17.00 จันถึง เสา ไปเรียนตอน 18.00-21.00 จันถึงศุก ผมรู้สึกเหนื่อยมาก แทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว ให้เพื่อน ให้ตัวเองเลย แต่ตอนนั้นผมก้เชื่อคำพูดของพ่อผมที่บอกว่ามันจะดีเอง เพราะหลังจากกลับมาเรียน เจอพ่อผม ก้จะคุยถึงข้อดีต่างๆนานาของการเรียนบัญชี ซึ่งผมก้คล้อยตามไปได้ทุกที ทั้งที่ในใจเรารู้ว่างานนี้มันไม่ใช่การตอบโจทย์ชีวิต ผมไม่เคยมีความสุขที่ได้ทำงาน ชีวิตมันมีแค่ตื่น ไปทำงาน เรียน นอน แล้วก้ตื่นในวันใหม่ วนไปซ้ำ ผมพยายามบอกกับพ่อของผม แต่พ่อก้ไม่ได้สนใจความคิดเห็นผมเท่าไหร่ แล้วก้คอยพูดจูงใจผมต่อ ซึ่งผมก้ต้องอดทนทำมันแม้ว่ารู้แล้วว่างานที่ทำที่เรียนอยุ่ไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ แต่ก้ต้องทำ โดยที่ผมก้ไม่รู้ต่อไปว่าตัวผมชอบอะไร ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์ทุกวัน คือทำตามหน้าที่ของมัน เวลาที่จะเสียก้จะถูกซ่อมให้ทำงานใหม่ด้วย อนาคตที่ดีแบบนี้ แบบนั้น ผมไม่รู้สึกถึงการใช้ชีวิต ผมอยู่แบบนี้ ตั้งแต่ปวส. จนตอนนี้ผม จบ ป.ตรีมาได้ 1 ปีกว่าแล้ว แต่ผมก้ยังรู้สึกเหมือนชีวิตผมเป็นหุ่นเชิดตัวนึง..... จนผมได้พบกับผู้หญิงคนนึง เทอได้เข้ามาเติมชีวิตให้ผม ผมรู้สึกชีวิตผมมีสีสัน ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอเธอ ได้หัวเราะไปกับเธอ ได้ร้องไห้ไปกับเธอ เทอทำให้ชีวิตผมมีความสุขมาก ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมมีความสุขมากและในที่สุดผมกับเทอก้ได้คบกัน ผมพยายามหาเวลาเพื่อให้ได้อยุ่กับเทอมากขึ้นจนผมไม่ค่อยได้เข้าบ้าน เหตนี้ทำให้ที่บ้านผมเริ่มที่จะไม่ชอบแฟนผม แต่พอแฟนผมรู้เค้าก้พยากยามเอาใจที่บ้านผม เวลาเทอมาที่บ้านผมเทอจะมีของมาฝากตลอด คุยด้วยท่าทีที่แจ่มใส และคอยจัดเวลาให้ผมได้กลับบ้านให้บ่อยขึ้นด้วยซ้ำ(แฟนผมเคยเลิกกับแฟนเก่าเพราะพ่อแม่แฟนเก่าไม่ชอบ ครั้งนี้แฟนผมจึงตั้งใจจะไม่ให้เป็นแบบนั้นอีก) ซึ่งอาทิตย์นึงผมกลับไปที่บ้านทุกเช้าก่อนจะไปทำงาน และจะไปกินข้าวเยน 2-3 วัน แล้วก้วันอาทิตอีก แต่ถึงอย่างนั้น ที่บ้านผมก้ยังแอนตี้เทอ จนผมได้รู้เหตผลที่ทำให้ผมรับไม่ได้ คือ แฟนผมคนนี้ไม่ได้มีฐานะพอสมควร แฟนผมไม่ได้จนแต่ก้พอมีพอกิน แต่ขยันทำงานเทอเกบตังจนสามารถออกรถได้แต่แค่นั้น ที่บ้านผมก้ยังไม่ชอบ พอผมรู้เรื่องนี้ระยะห่างของพ่อกับผมก้ยิ่งห่างขึ้นอีก จนผมไม่อยากกลับบ้านอีกแต่เพื่อแฟนผมจึงพยายามกลับ แต่ผมก้ทำได้แค่อาทิต ละ 2-3 ครั้ง ซื้อแฟนผมก้ไม่ชอบใจอีกเพราะมันอาจจะทำให้พ่อแม่ผมไม่ชอบเทอซึ่งเค้าก้ไม่ชอบไปแล้ว แต่พอตอนที่แฟนผมถามผมว่าที่บ้านผมใครชอบอะไรบ้าง ชอบกินอะไร ชอบของอะไรผมนี่แทบจะร้องไห้ เทอพยายามเพื่อเราตลอด ยิ่งเทอถามว่าช่วงนี้กลับบ้านน้อยลงจะไม่เป็นปัญหาหรอ ผมไม่รู้จะตอบยังไงดีเลย และแฟนผมก้คอยสนับผมในเรื่องที่ผมชอบเรื่อยๆ ผมได้เล่าถึงชีวิตผมให้เทอฟัง เทอก้แนะนำผมให้คุยกับพ่อดีๆ แล้วท่านจะเข้าใจ ผมก้พยายาม แต่กลายเป็นที่บ้านผมยิ่งไม่ชอบแฟนผมเข้าไปใหญ่เพราะหาว่าเทอทำให้ผมหลุดจากแผนที่เค้าได้เตรียมไว้ให้แล้ว ผมเปนแบบนี้จนไปถึงเหตการนึง ที่แฟนผมจะไปลงทุนธุรกิจเทอชวนผมปรึกษาผมๆก้เหนด้วยเลยอยากลงทุนกับเทอด้วย แต่ บัญชีเงินของผมอยุ่กับพ่อหมด ทีนี้ก้เกิดปัญหาใหญ่เลยครับ เพราะผมคิดว่าผมอยากลงทุนทำอะไรทีถ้ามันสามารถเลี้ยงดูเราได้ ผมจะได้ออกจากงานที่ผมต้องอดทนอดกลั้นสักที แต่ที่บ้านผมก้ได้ห้าม ไว้โดยให้เหตผลว่า การที่จะลงทุนตอนนี้มีแต่ความเสี่ยง (ซึ่งในเรื่องนี้ผมก้เข้าใจและเห็นด้วยนะครับ) แต่พอที่บ้านผมพูดในเชิงที่ดูถูกเทอ และดูถูกผม และเรื่องนี้ทำให้ที่บ้านผมแอนตี้เทอเด็ดขาด โดยที่พ่อผมประกาศก้าวว่าจะไม่มีวันรับคนนี้เป็นสะใภ้ ผมก้ตะบะแตกสิครับ จากที่เป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด ผมโมโหมาก (แต่ที่ผมทำคือพูดเสียงดังทั้งน้ำตา) เพราะผมกลัวพ่อผม (ตอนเด็กๆ พ่อผมจะเลี้ยงผมด้วยการตี ฟังดูแล้วมันก้เหมือนครอบครัวทั่วไปพ่อแม่ก้ตีลูกเป็นธรรมดา แต่เวลาที่ผมทำผิดพ่อผมจะตีแรงมาก ชนิดที่ตีก้นแต่ตัวปลิวไปตามแรงตี บางทีก้เตะแบบนี้มาโดยตลอดทำให้ผมกลัวพ่อมาโดยตลอดเวลาที่ท่านเริ่มพูดด้วยแววตาที่โมโหตัวผมจะเริ่มสั่นกลัว จะพูดผิดๆถูกๆ ในสมองมันไม่มีอะไรในหัวเลย ปากผมจะตอบไปตามคำตอบที่คนถามอยากได้เอง ซึ่งผมรู้ตัวแต่ผมแก้ไขมันไม่ได้ซักที ผมเรียกอาการนี้ว่า อาการกลัว และมันได้ส่งผลกระทบกับชีวิตผมมาก เวลาที่ผมเจอใครที่มาโมโหใส่ หรือมองจ้องผมด้วยสายตาโกรธเกรี้ยวทำให้ผม เป็นอาการกลัว ทั้งกับลูกค้า หัวหน้า ทำให้ผมทำงานผิดพลาดมาหลายๆต่อหลายครั้ง) ตอนที่โมโหผมเลยทำได้แค่พูดทั้งน้ำตา จากเหตการนี้ผมไม่ได้กลับบ้านมา หลาย เดือน แล้วถามว่าผมโกรธที่บ้านอยุ่มั้ย ผมหายมาตั้งนานแล้ว แต่ที่ผมไม่กลับเพราะผมสบายใจ ผมรู้สึกได้ใช้ชีวิตของผมจิงๆ ผมรู้สึกเหมือนเป็นอิสระ มันทำให้ผมไม่อยากที่จะเข้าบ้าน แต่ผมก้คิดถึงที่บ้านของผมนะครับผมคิดถึงครอบครัวของผม ถึงผมจะเคยโกรธพ่อผมแต่ผมไม่เคยเกลียดเลย ผมรักพ่อของผม แต่ผมแค่ไม่สามารถเลิกกลัวได้เท่านั้น และตอนนี้ผมก้ได้เจอปัญหากับที่ทำงานอีกแต่คราวนี้ปัญหามันใหญ่ขึ้น ซึ่งอาการของผมมันได้ทำให้ผมสื่อสารผิดพลาดทำให้งานผมผิดพลาด จนถึงขั้นต้องเสียเงินตอนนี้ผมรู้สึกแย่กับงานมากขึ้นทุกวัน ผมอยากออกแต่ผมก้ไม่รู้ว่าผมชอบอะไรผมไม่รู้ว่าตัวตนของผมชอบอะไร ตอนนี้ผมไม่ได้โทษใคร แต่ผมโทษตัวเองที่ปล่อยให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ จุดที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะไปยังไง.....
ผมเคยดูคลิปๆนึงเป็นคลิปที่จิม แครี่ พูดในงานพิธีจบการศึกษาอะไรนี่แหละ จิม แครี่ได้พูดไว้ประมาณว่า “เรายังสามารถล้มเหลวกับสิ่งที่เราไม่ได้รักได้ แล้วทำไมเราจะ ล้มเหลวกับสิ่งที่เรารักบ้างไม่ได้” อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของผมสักเท่าไหร่แต่ข้อคิดนี้ทำให้ผมมีแรงที่จะหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้ แล้วผมอยากบอกว่าถ้าคุณเจอสิ่งที่คุณชอบอย่าลังเลที่จะทำมันครับ เพราะโอกาสที่สิ่งนั้นจะเข้ามาอีกอาจจะไม่มีอีก
ขอบคุณคนที่ทนอ่านมาจนจบนะครับมีนอกเรื่องไปบ้างผมแค่อยากแชร์อยากหาที่ระบายสักที่ ขออภัยถ้าหากกระทู้นี้ทำให้ใครรู้สึกไม่ดีครับ

ไม่รู้ชีวิตจะไปทางไหนต่อ
ผมเคยดูคลิปๆนึงเป็นคลิปที่จิม แครี่ พูดในงานพิธีจบการศึกษาอะไรนี่แหละ จิม แครี่ได้พูดไว้ประมาณว่า “เรายังสามารถล้มเหลวกับสิ่งที่เราไม่ได้รักได้ แล้วทำไมเราจะ ล้มเหลวกับสิ่งที่เรารักบ้างไม่ได้” อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของผมสักเท่าไหร่แต่ข้อคิดนี้ทำให้ผมมีแรงที่จะหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้ แล้วผมอยากบอกว่าถ้าคุณเจอสิ่งที่คุณชอบอย่าลังเลที่จะทำมันครับ เพราะโอกาสที่สิ่งนั้นจะเข้ามาอีกอาจจะไม่มีอีก
ขอบคุณคนที่ทนอ่านมาจนจบนะครับมีนอกเรื่องไปบ้างผมแค่อยากแชร์อยากหาที่ระบายสักที่ ขออภัยถ้าหากกระทู้นี้ทำให้ใครรู้สึกไม่ดีครับ