เจอเรื่องสั้นเก่าอีกแล้วครับ "ดอกฟ้า . . . กับหมามองเครื่องบิน"

กระทู้สนทนา
มันเป็นเรื่อง "เกือบจริง"
สมัยที่ผมเคยจับพลัดจับผลู
ไปทำงานที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง

แล้วเรื่องมันก็เกิดขึ้น . . . อย่างนี้ . . . ครับ.


ดอกฟ้า  กับหมามองเครื่องบิน
พจนารถ
        
        
“ พี่คะ........”

เสียงหวาน ๆ นั้น ทำให้ผมต้องชะงักจากการหมุนสวิทช์ หาภาพที่ต้องการ อย่างหน้าดำคร่ำเครียดจากหน้าจอมอนิเตอร์ ลำดับภาพ ละสายตา และหันขวับมาอย่างทันทีทันใด

เจ้าของร่างเล็ก ใบหน้ากลม ขาวใส ในเสื้อสูทสีเทาที่เหมือนกับกำลังจะเตรียมตัวไปอ่านข่าวนั้น ดูจะตกใจไปมากกว่าผมเสียอีก ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุ มาจากใบหน้าที่ราวกับ เต้าหู้ทรงเครื่อง ประกอบกับหนวดเคราที่รกรุงรัง และ ย่ามขอทานที่แขวนไว้บนพนักเก้าอี้ เป็นส่วนประกอบ แหละครับ

ผมเลยรีบเปิดยิ้มจากหนวดใต้ริมฝีปากให้เธอ อย่างชนิดที่เรียกว่า สามสิบสองซี่ คราวนี้ พอสบตากันอีกที ก็ดูเธอจะมีสีหน้า ที่มีไมตรีให้กว่ากันมากกว่าสักครู่นี้อีกนิดนึง

“อ้อเอาสคริปต์ข่าวบ่าย มาให้ตัดค่ะ เทปเค้ามาแล้วใช่ไหมคะ”
“ครับ ขอบคุณครับ” ผมรับสคริปต์นั้นมาแล้วก็ยิ้มให้เธอกว้าง ๆ แบบคนไข้ที่โรงพยาบาล ศรีธัญญาอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ เธอยิ้มตอบแฮะ ผิดคาดเลย

“อ้อไม่เคยเห็นหน้าพี่เลย เห็นแต่ตอนที่หันหลัง แล้วก็ผมยาว อ้อก็เลยนึกว่า เป็น พี่สุชาดา น่ะค่ะ......”
“ผมเองก็เพิ่งจะมาทำงานอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนักดอกครับ.....” ผมหัวเราะ หึ หึ  “.......คุณก็คงยังจะไม่เคยคุ้นหน้าผม”

เธอยิ้มอีกครั้ง ผมเลยฉวยโอกาส หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับเธอ แล้งก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“ผม...พจนารถ...ครับ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จัก .....”
“อ้อชื่อ.......”
“คุณอารดา.....” ผมแย่งเธอพูด “.....ชื่อของผู้ประกาศข่าว ก็ขึ้นอยู่บน สับไตเติ้ลทุกวัน บนจอทีวี
แล้วอีกอย่างหนึ่ง...ทำไมผมจะไม่ทราบ ในเมื่อผมตัดต่อข่าวที่คุณออกอากาศ ทุกวันอยู่แล้วมากะมือ”


เธอเลยหัวเราะ ผมก็เลยพลอยหัวเราะไปกับเธอด้วย    

แต่บัดนั้น  ก็มีมือเบ้อเร่อที่มีน้ำหนักครือ ๆ กับงวงช้าง  มาตบไหล่ผมจนสะเทือน พร้อมกับเสียงกัมปนาทราวกับเสียงของลูกระเบิดจากเครื่องบิน ที่ไปถล่มตะวันออกกลาง ฉะนั้น

“เฮ้ย...!...ข่าวต่างประเทศเสร็จหรือยังวะ พวกออนแอร์เค้าคอย”
ผมก็ได้แต่หัวเราะ...แหะ...แหะ...แล้วก็รีบหมุนเก้าอี้กลับมาทำหน้าย่นใส่จอมอนิเตอร์ที่กำลังทำงานอยู่
“ได้เดี๋ยวนี้ ครับพี่”
“เออ...ดี...” น้ำหนักมือปานงวงช้างนั้นก็ตบลงที่ไหล่ผมอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็บ่นพึมพำ
“ อ้ายนี่...เจอสาว เป็นไม่ได้...เป็นอู้...”

ผมได้ยินเสียง คุณ อารดา หัวเราะคิก
“ถ้างั้น...อ้อขอตัวก่อนนะคะ...พี่จะได้ทำงาน...”
คุณอารดาเดินไปแล้ว...ผมก็ทำงานต่อ...
ก็เท่านั้นเอง...

@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ในระหว่างที่ทำงาน
ผมก็คิดคำนึงไปว่า  ณ ปัจจุบันนี้
ผมยังโชคดีที่ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายข่าว
ของสถานีโทรทัศน์ ช่องใดช่องหนึ่ง ในประเทศไทยนี้แหละ
ทั้ง ๆที่เมื่อตอนที่ผมเข้ามาสมัครงานที่สถานีแห่งนี้
ผมมาสมัครเป็นนักข่าวครับ
แต่ว่า...
เขายังพอมีตำแหน่งว่าง เฉพาะเจ้าหน้าที่ลำดับภาพ เท่านั้น
ผมก็เลยต้องว่าการไปดังนั้น
จนกว่า...สักวันหนึ่ง...
ผมจะได้เป็นนักข่าว สมดังความตั้งใจนั้นแหละครับ.....
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

“หวัดดีค่ะ พี่......พจนารถ”

เสียงที่ผมคุ้น ๆ หูนั้น ทำเอาผมเกือบสำลักกาแฟ ที่กำลังดูทีวี (ช่องอื่น) เพลิน ๆ  ในเวลาซดกาแฟกลางดึก พร้อมกับที่เจ้าของเสียง ก็สะพายกระเป๋าสีขาวนวล เดินถือถ้วยกาแฟควันกรุ่นลงมานั่งแปะลงบนโซฟาตรงหน้าผมอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“หวัดดีครับ คุณ อารดา อ่านข่าวเที่ยงคืนเสร็จแล้วหรือครับ หมู่นี้ไม่ค่อยจะได้เจอคุณเลย.....”
ผมทักไปโดยสัญชาตญาณ

เธอยิ้ม  และในลักษณการนั้น ทำให้ใบหน้าที่กระจ่างอยู่แล้วของเธอ แลดู สว่าง มากไปกว่าเดิม อีกมากเลยทีเดียวแหละ  

“อ้อเจอพี่ทุกวันแหละค่ะ แต่เห็นพี่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน อ้อก็เลยไม่กล้าทัก เดี๋ยวพี่จะโดนพี่สุรพลดุเอาอีก”
ผมยิ้มให้เธอ แต่ก็ยังอับจนถ้อยคำ เธอคงเห็นผมเงียบไป ก็เลยชวนคุยต่อ
“ได้ยินว่าพี่สุรพลบอกว่า พี่จบ นิเทศศาสตร์เหรอคะ...” พี่สุรพลที่ว่านี้ ก็คือ หัวหน้าฝ่ายข่าว ที่มีน้ำหนักมือ ราวกับงวงช้าง นั่นแล
“อ้อก็จบนิเทศเหมือนกันนะคะ แต่คงจะรุ่นน้องพี่หลายปี...”
“ครับ...ผมจบเมื่อปี......” ผมบอกปีที่ผมจบ “.....ที่มหาวิทยาลัย.....”
“...โอ้โฮ... .” คุณอ้อทำตาโต “.....เมื่อตอนที่พี่รับปริญญา อ้อยังไม่จบ มอ. 3 เลยด้วยซ้ำ”
“คุณอารดาจบปีไหนเหรอครับ...ขอโทษ...”
“พี่อย่าเรียกอ้อเต็มยศอย่างนั้นเลยค่ะ.....” เธอโบกมือประท้วง “เรียกอ้อว่าอ้อดีกว่า อ้อจบที่...”
เธอบอกสถาบัน และปีที่จบของเธอ แล้วยังแถมมาอีกว่า
“.....ถ้าเจอกันตอนที่พี่ว่าง ๆ อย่างนี้อีก อ้อจะมาคุย ขอความรู้จากนิเทศศาสตร์รุ่นพี่บ้าง ได้ไหมคะ”

ปฏิเสธก็ กระบือ แล้ว อย่ามานั่งทำงานทีวีเลย ไปลากแอกให้พ่อเฒ่าท่านไถนาดีกว่า ผมคิดอยู่ในใจ
แต่สิ่งที่ตอบเธอไป ก็คือ
“ยินดีครับ”

ผมนึกว่าเธอจะคุยอะไรต่อ แต่เธอกลับวางแก้วกาแฟ หยิบกระดาษทิชชูออกมาซับริมฝีปาก กระชับสายกระเป๋าถือขึ้นบนไหล่ ลุกขึ้นยืน แล้วก็ยิ้มให้ผม
“อ้อไปก่อนนะคะ ดึกแล้ว”
“ครับ...” ผมรับคำโดยอัตโนมัติ แล้วก็นึกขึ้นได้
“.....ง่า...คุณอ้อครับ...” ผมเรียกเธออย่างเต็มปากเต็มคำ เป็นครั้งแรก
“...คะ...”
“.....กลับบ้านดึก ๆ แบบนี้.....รักษาตัวดี ๆ นะครับ”
ผมรู้ว่าเธอกลับแท็กซี่ ผมก็เป็นห่วงอยู่ แต่ผมก็พูดได้...... เพียงแค่นี้.........

คุณอ้อยิ้ม พลางทรุดตัวลงนั่งเปิดกระเป๋าถือ ค้นหาอะไรกุกกักอยู่สักครู่ แล้วจึงงัดที่ช็อตไฟฟ้า ที่ผู้หญิงเขาชอบฮิตซื้อมาใช้กันนั่นแหละ มาเปิดสวิทช์ แปลบ ๆ  ควงฉวัดเฉวียน จนเกือบจะโดนหน้าผมแน่ะ
“นี่ไงคะ...พี่... อ้อก็มีของป้องกันตัวเหมือนกัน”

ผมส่ายหน้าอย่างเวทนา
“คุณอ้อครับ...” ผมมองหน้าเธอตรง ๆ  “.....ถ้าสมมุติว่าเมื่อกี้นี้ผมเป็นผู้ร้าย...คุณอ้อคิดว่า...จะงัดอ้ายที่ช็อตนั่นออกมาจี้ผมทันไหมครับ...”
คุณอ้อถึงกับงันไป แล้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้
“คุณอ้อครับ .....” ผมมองหน้าเธอตรง ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนปลอบเด็กน้อย “เวลาจะกลับบ้านตอนกลางคืนอย่างนี้ ให้สะพายกระเป๋าไว้กับเสื้อเชิ้ตเสียก่อน แล้วจึงค่อยสวมสูททับ ส่วนอ้ายเครื่องไฟฟ้านั่นน่ะ ให้ซุกไว้ในกระเป๋าล่างขวาของเสื้อสูท แล้วล้วงมือลงไปกำสวิทช์ แสตนด์บายไว้ เมื่อเวลาคับขัน จะได้เอามาใช้ได้ทันการไงครับ”

คุณอ้อสบตาผมอยู่ นิ่ง.....นาน.....

“ขอบคุณมากค่ะ...พี่...ไม่เคยมีใครบอกอ้ออย่างนี้มาก่อนเลยนะคะ”
“โชคดีครับ”
แล้วผมก็ลุกขึ้นเดินดุ่ม ๆ กลับเข้าไปในห้องข่าว ในขณะที่คุณอ้อก็กำลังเดินแยกไปเพื่อลงลิฟท์ไปชั้นล่าง.....โดยที่ไม่ได้หันกลับมามองเลย......





เธอจึงไม่รู้...และไม่เคยรู้เลยว่า.....
ผมยังหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องข่าวนั้น
จนกระทั่ง...เธอเดินลงลิฟท์ ลับตาไป...

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

พออีกหลายวันต่อมา อาจเป็นสัปดาห์ อาจเป็นเดือน ผมก็มิได้ใส่ใจ รู้แต่เพียงว่า ในวันนั้น ในระหว่างที่ผมกำลังสวิทช์ อยู่หน้า มอนิเตอร์ตัดต่ออยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย  จนเรียกว่าลืมโลกนั่นแหละ เพราะเทปข่าวที่ได้มาตัดต่อในวันนั้น มันสุดจะสนุก...เรียกว่ามันส์...เข้าไส้ไปเลย
  
จู่ ๆ ก็มีมือเล็ก ๆ ขาว ๆ  มาโบกไปมา โดยคั่นอยู่ระหว่างแว่นสายตาของผม กับจอมอนิเตอร์
“เบรคกาแฟแล้วค่า.....”
ผมเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เธอ พลางกดปุ่ม Pause หรือหยุดชั่วคราว แล้วก็หันหน้ามาคุยกับเธอ
“ซักห้านาทีได้มั้ยครับ...กำลังท้ายข่าวพอดี”
คุณอ้อยิ้มเล็ก ๆ
“โอเคค่ะ...เดี๋ยวอีกห้านาที เจอกันที่ห้องกาแฟนะคะพี่...”

พอเธอไปแล้ว ผมก็กดปุ่ม Pause Out แล้วก็ลงมือทำงานต่อ แต่ข่าวนั้น...ก็อาจจะเป็นข่าวที่ตัดต่อแล้ว ออกอากาศได้...ห่วยแตกที่สุดในรอบปี ของสถานีโทรทัศน์ช่องนี้...ก็เป็นได้...

และพอผมเดินเข้าไปที่ห้องกาแฟ และยังไม่ทันลงนั่ง ร่างเล็ก ๆ ที่ยืนหันหลังให้ผมอยู่ที่เคาน์เตอร์กาแฟ
ก็เดินกลับมาพร้อมกับถ้วยกาแฟร้อน ๆ และหอมกรุ่นในมือสองถ้วย

แล้วจากนั้น เราก็ลงนั่งคุยอะไรต่อมิอะไรกันอีกมากมาย จนกระทั่งผมรู้สึกว่า ในระยะหลังมานี้ คุณอ้อมักจะมาคุยกับผมอยู่บ่อย ๆ ทั้งตอนที่เบรคกาแฟ และทั้งในเวลาที่เธอมีโอกาส เฉียด เข้าไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ของผม...และเรื่องที่เราคุยกัน ก็ไม่พ้นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของ นิเทศศาสตร์ สายงาน โทรทัศน์หรือ การข่าว เท่านั้นแหละครับ แต่ระยะหลังนี่....มันก็ชักออกจะบ่อย ๆ จนเพื่อน ๆ พี่ ๆ
แถวนั้น ชักเริ่มจะฌาปนกิจผมเข้าแล้วละสิ.....

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

“ลุยเลย อ้ายพจ...” พี่สุรพล พญาครุฑของผม ถึงกับออกปากขึ้นมาในคืนหนึ่ง พอเสร็จจากงานที่ผมเดินเข้าไปปรึกษาด้วยในห้อง เมื่อกินกาแฟเบรคดึกกันแล้ว
“.......ข้าสนับสนุนเต็มที่”
ผมถึงกับสะดุ้ง
“อะไรเหรอครับ...พี่...”
พี่สุรพลแยกเขี้ยว
“ยังจะมาไขสืออีก...เอางี้...” แกยกมือขึ้นชี้หน้าผม “.....เมื่อกี้นี้ เอ็งลงไปข้างล่างทำไม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เลิกงาน...หา...” พี่แกทำเสียงดุ แต่สีหน้าอมยิ้มอย่างลึกลับ
“ผม...ผมลงไป...ง่า...ฉี่ครับ” ผมตอบส่งเดชพร้อมกับหัวเราะ แหะ แหะ เข้าหูพี่สุรพลจนได้ไหมเล่า
อ้ายเจ้ากรมข่าวลือตัวแสบ
พญาครุฑลุกขึ้นจากเก้าอี้ดังเอี๊ยด พลางเอื้อมมือมาสับมะเหงกลงบนกบาลผมโป๊กใหญ่
“อ้ายเป-รต...” พี่สุรพลหัวร่อ หึ หึ “.....ห้องส้วมมีอยู่ทุกชั้น ชั้นละห้าห้อง แล้วมันเรื่องอะไรที่เอ็งจะต้องดันทะลึ่งหาเรื่องลงไปข้างล่าง.....หลอกใครก็หลอกไปเถิดวะ...แต่อย่ามาคิดว่าแกจะหลอกฉันได้ง่าย ๆ...” หัวหน้างานผู้รู้ทันผม บีบคอผมด้วยสายตา “บอกข้ามาตามตรง...อ้ายพจ...”
“ผม...ง่า...คือ...คือคุณอ้อเขากลัวผีครับ” ผมหลุดปากออกไป
“เออ...!.....เท่านั้นก็จบ.....” หัวหน้าข่าวของผมทิ้งน้ำหนักอันมหาศาลของแกลงบนเก้าอี้ดังโครม แล้วก็หลับตา ยกมือขึ้นบีบขมับอย่างสุดจะระอา
“.....อ้ายเวลล์ล์ล์ล์เอ๊ย.....”แกพึมพำพลางโบกมือไล่ผมออกไปจากห้อง...

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

พอมาอีกสักวันหนึ่ง ตอนเบรคกาแฟดึกอีกตามเคย เมื่อเราสองคนเดินไปถึงหน้าห้องกาแฟ แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เพราะพวกเพื่อน ๆ นักข่าวเขาเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด ผมมองปราดเดียวก็รู้ เพราะจากอากัปกิริยาที่ต่างกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน และเครื่องไม้เครื่องมือรวมทั้งกล่องเทป BETA CAM หลายกล่องที่ซ้อนกันเป็นตั้งสูง และวางกองอยู่เต็มห้องนั้น ก็สามารถบอกให้เราสองคนรู้ถึงปฏิบัติการของพวกเขาได้โดยชัดเจนอยู่แล้ว

ผมยิ้มร่า โบกมือตอบคำทักทายของพวกเขาอยู่ที่ปากประตูห้องกาแฟนั้นเอง
แต่คุณอ้อกลับเงียบกริบ สะกิดข้อศอกผมเบา ๆ  พอผมหันมาเธอก็ว่า
“อ้อว่า.....เราลงไปกินกาแฟกันข้างล่างดีกว่าค่ะ”
ในวินาทีนั้น ผมยอมรับว่าผมฉุนกึกขึ้นมาทันใด .....
...แต่อะไรก็ไม่ทราบ.....ที่ทำให้ผมเดินตามคุณอ้อลงไปข้างล่างแต่โดยดี.....

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

“ทำไม เมื่อกี้นี้ คุณอ้อไม่ไปแจมกับพี่ ๆ เขาละครับ”
ผมถามทันที เมื่อเราลงมานั่งที่ร้านกาแฟ ภายในตึกชั้นล่างของสถานีเราร้านหนึ่ง
คุณอ้อยักไหล่
“อ้อไม่ได้รังเกียจ หรือรำคาญพวกพี่เขาหรอกนะคะ.....แต่อ้อกับพี่ ก็กำลังคุยกันอยู่ในอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่หรือคะ.....”

ผมได้ยินอย่างนั้น ก็เลย ฉุน จนกระทั่ง ต้องเปิดแล็คเชอร์ในร้านกาแฟเสียเลย  ด้วยอารมณ์ที่ยังบูดอยู่

“พวกนักข่าว ที่เพิ่งจะทำข่าว ได้ข่าว กลับมาอย่างนี้ ประสบการณ์ของพวกเขายังเฟรช.....ยังสดใหม่อยู่ก็น่าที่คุณอ้อจะได้เข้าไปคุยกับพวกพี่ ๆ เหล่านั้นบ้าง  ไหนคุณอ้อบอกผมเองว่า กำลังอยากจะได้ข้อคิดเอาไว้เป็นตัวอย่าง ในกระบวนการการเรียนรู้ของนักนิเทศศาสตร์มิใช่หรือครับ”

“อ้อคงยังไม่รีบลาออกจากที่นี่หรอกค่ะ...”คุณอ้อสวนผมทันควัน “.....เพราะฉะนั้น..โอกาสที่อ้อจะได้สัมผัสกับนักข่าวมือดี ๆ อย่างพวกพี่ ๆ กรุ๊ปนั้น ก็คงจะยังพอมี ...แต่นักนิเทศศาสตร์ที่อ้อจะขอเก็บตัวอย่างไว้ในกระบวนการการเรียนรู้ นั่นน่ะ.....”    คุณอ้อหยุดจิบกาแฟนิดนึง “.....เขามากินกาแฟ...กับอ้อค่ะ...”  
ผมก็ได้แต่จบแล็คเชอร์ไปเท่านั้นเอง . . .
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่