[CR] หลบร้อน ไปตะลุยเยอรมัน 6คืน 7วัน ทริปพรีเมียมสุด ฟินสุด คุ้มสุด ฉบับเด็กมหาลัย


     สวัสดีครับทุกคน
กลับมาพบกันอีกแล้ว คราวนี้เป็นมหากาพย์รีวิวของผมเลยหล่ะครับ เพราะวันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ กับทริปตะลุยต่างแดนสุดคุ้ม

ขอเกริ่นความเป็นมาของทริปนี้กันสักนิ้ดด ก่อนหน้านี้ผมเคยรีวิวเกี่ยวกับหลักสูตรสองภาษาไว้ ที่บอกไว้ว่ามีทริปพิเศษให้กับนักศึกษา 2 ทริป คือ ทริปศึกษาดูงานต่างประเทศ ได้บินลัดฟ้าไปตะลุยอาเซียนและยุโรป **ซึ่งรีวิวนี้อาจจะไม่ละเอียดมาก สำหรับผู้ที่จะBackpack ไปเองนะครับ** ที่บอกว่าพิเศษ เพราะว่าเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งนั้น ทั้งบินฟรี อาหาร+ที่พักฟรี ดูงานและได้เที่ยวฟรี (เดี๋ยวๆ โปรดอย่าเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่ทริปชิงโชค ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์นะคร้าบ)  ก็นั่นแหละครับ ทริปนี้ที่ผมรอคอยมาถึงแล้ว

มาดูโปรแกรมการเดินทางกันก่อนนะครับ ทริปนี้เราไปทั้งหมด 7 วัน มีอาจารย์และเพื่อนๆ จากหลักสูตรสองภาษาไปด้วยกันถึง 76 คนเลย (รวมผมแล้วนะ ที่จำได้เพราะ ตอนไปขอวีซ่า จนท.ถามไปกี่คนคะ? ไอเราก็เตรียมคำตอบไปอย่างดี เลยตอบได้ สบายใจ ขอวีซ่าผ่านแบบชิวๆ อิอิ)

ได้เวลาเริ่มแล้ว ไปชมมหากาพย์ทริปตะลุยเยอรมันของหลักสูตรสองภาษากันได้เลย

วันแรก เริ่มต้นกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ลากกระเป๋าไปเช็คอินครับ พวกผมเดินทางโดยสายการบิน Etihad Aiways แวะเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบี


ได้ตั๋วแล้ววววว


เมื่อผ่านมายังด้านในสนามบิน (หรือที่ได้เรียนมาจะเรียกว่าฝั่ง Air side) พวกผมก็เดินไปรอขึ้นเครื่อง นั่งรอสักพัก เขาก็ประกาศเชิญผู้โดยสารขึ้นเครื่องแล้วก็บินไปยังเมืองอาบูดาบี เพื่อทำการเปลี่ยนเครื่อง จากนั้นก็บินจากเมืองอาบูดาบีไปยังเมืองมิวนิค ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 11 ชั่วโมงครับ

ภาพตัด เอ้ย ตัดภาพมา เอาหล่ะถึงสนามบิน Flughafen München Franz Josef Strauß (ฟรานซ์โยเซฟชเทราซ์) ประเทศเยอรมันละคร้าบบ


ถ่ายภาพกับเพื่อนๆ กันหน่อย


พอถ่ายภาพเสร็จก็รีบวิ่งขึ้นรถบัสกันแทบไม่ทัน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เค้าขึ้นไปนั่งรอบนรถกันหมดแล้วไง๊

แล้วเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายแรกของทริปนี้ คือ โชว์รูมและพิพิธภัณฑ์ BMW ไปดูประวัติความเป็นมาของรถยี่ห้อ BMW กันครับ


ในโชว์รูมก็จะมีเกมให้เล่นหลายเกมเลยครับ ส่วนมากก็จะเป็นเกมรถแข่งครับ (ขนาดอาจารย์ยังมาเล่นด้วยเลย คนซ้ายนะครับ)


ภายในก็จะมีส่วนของรถยนต์และบิ๊กไบค์ให้ชม แถมไปลองขี่ได้ด้วยนะ


พอดีพานายแบบมาด้วย ก็เลยเรียกมันมาถ่ายซะเลย (ง้อวววววว หล่อเลย)


หลังจากเดินชมรถภายในโชว์รูมแล้ว ก็เดินข้ามฝั่งไปยังส่วนของพิพิธภัณฑ์ครับ(พิพิธภัณฑ์จะอยู่ทางซ้ายมือในรูปนะครับ ที่ดูเหมือนชามบะหมี่นั่นแหละ)


ก่อนที่จะเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ จะมีไกด์ท้องถิ่นมาอธิบายให้ฟังครับ ว่า BMW เป็นยังไง มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ข้อมูลดีๆ เยอะมาก


จากนั้นก็เข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์ครับ




BMW รุ่นแรกๆ ครับ สวยมั่กๆ


อันนี้เป็นรุ่นรถในแต่ละปี ตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันครับ เยอะมากกกก ขอบอกว่าใครเป็นแฟนพันธ์ุแท้ BMW ต้องห้ามพลาดเลย


ส่องเครื่องยนต์ในแต่ละรุ่นครับ


หนึ่งในห้องที่เล่าประวัติ BMW หนังสือประวัติจะอยู่บนโต๊ะ เล่มหนามากๆ เรายังไม่อ่านครับ ขอถ่ายรูปก่อน 555555


พอชมพิพิธภัณฑ์ BMW เสร็จ ก็เดินทางไปสนามฟุตบอล Allianz Arena เป็นสนามของทีมบาเยิร์น มิวนิคนั่นเอง


สนามกีฬาแห่งนี้จุผู้ชมได้ถึง 75,000 คนเลยทีเดียวครับ เยอะมากๆ เดี๋ยวเข้าไปชมข้างในกันต่อครับ


ที่นี่เขาจะเปิดให้ชมในวันที่ไม่มีการแข่งขันเท่านั้น แต่ในทริปนี้มีเพื่อนกลุ่มนึงได้ขอแยกตัวออกมาดูการแข่งขันฟุตบอลครับ ค่าตั๋วต่อคนก็อยู่ที่ประมาณ 7,000 บาท หืมม?

วาร์ปไปดู (ภาพปลากรอบที่เพื่อนเล่า)

ระหว่างรอผู้ชมทยอยเข้าสนาม


กำลังแข่งครับ


พอๆ ตัดภาพกลับมาวันที่ไม่มีแข่งกันต่อ ไกด์ของที่นี่ก็จะพาเราเข้าไปยังห้องพักนักบอลครับ


พอเข้ามาก็จะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กับทีมฟุตบอลเยอะมากๆ



พอชมสนามกีฬาเสร็จแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้ากลับสนามบินครับ เพื่อบินกลับไทย (เฮ้ยยย ไม่ใช่แล้ว) อ่าวเหรอๆ กลับไปเพื่อดูงานที่สนามบินต่างหาก

เตรียมเข้าด้านในครับ การไปดูงานที่สนามบิน Flughafen München Franz Josef Strauß พวกเราจะได้เข้าไปดูฝั่ง Air side คือ ภายนอกตัวอาคารผู้โดยสารครับ

ก่อนเข้าไปก็มีทำการตรวจสิ่งของต้องห้าม คล้ายกับตรวจก่อนจะขึ้นเครื่องครับ



เมื่อผ่านมาได้แล้ว เจ้าหน้าที่ของสนามบิน (เสื้อสีเขียวสะท้อนแสงในรูปบน) ก็จะพาเราขึ้นรถบัส พร้อมอธิบายส่วนต่างๆ ภายในสนามบินแห่งนี้ครับ


เสียใจ ฝนตก ถ่ายรูปไม่ชัด ลำนี้คือ A340-600 ของสายการบิน Lufthansa นั่นเอง



พอเยี่ยมชมทั้ง 3 แห่งเสร็จ ก็กลับเข้าที่พัก

และนี่คืนห้องพักของเราในค่ำคืนนี้ครับ



วันต่อมา พวกเราก็เดินทางไปสู่เมืองฟุสเซ่น เพื่อขึ้นไปชมปราสาทนอยชวานสไตน์ หรือต้นแบบปราสาทเทพนิยายในดิสนีย์แลนด์

ตอนฟังไกด์บรีฟ (หน้าตาจริงจังกันเกินไปมั้ย)


จากนั้นก็เดินทางไปยังปราสาท ระหว่างทางก็จะมีจุดชมวิวถ่ายภาพสวยๆ
ฝั่งที่เป็นภูเขา คือเทือกเขาแอลป์นั่นเอง ว้าวววววววววววว


อีกฝั่ง คือ ตัวปราสาทครับ


มองไกลๆ ยังสวยขนาดนี้ ถ้าเข้าไปใกล้ๆ จะสวยขนาดไหน  ไปชมกัน


สุดยอดดดดด สวยคลาสสิคจริงๆ ครับ ต้องไปดูด้วยตาตัวเอง อลังการมาก


เนื่องจากพวกผมเดินทางไปถึงก่อนเวลาเข้าชม เลยได้แช๊ะภาพมาบ้าง


ถึงอากาศจะเย็น แต่แดดก็แรงสุดๆ ถ่ายรูปออกมาสดใสเชียว
จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าเมืองฟุสเซ่นกัน เมืองนี้มีวิวทิวทัศน์ที่ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาแอลป์ที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบๆ เหมือนกับเป็นรั้วให้กับเมืองนี้เลย


วันรุ่งขึ้น เราก็เดินทางต่อ เพื่อไปขึ้นยอดเขาซุกสปิตเซ่ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในเยอรมัน ที่มองเห็นได้ถึง 4 ประเทศด้วยกัน ก็คือ อิตาลี ออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์ และสาธารณะรัฐเช็ค ไปดูกันเลยว่ายอดเขานี้จะสวยแค่ไหน เริ่มจากการนั่งรถไฟไต่เขาครับ ใช้เวลาอยู่บนรถไฟประมาณ 45 นาที

รถไฟมาแล้วจ้า


ได้เวลาขึ้นแล้ว


ระหว่างทางก็ได้ชมวิวข้างทางไปด้วย สบายใจสุดๆ


นอกจากจะได้นั่งรถไฟไต่เขาผ่านหมู่บ้านแล้ว ช่วงไต่เขาพอมองลงมาด้านล่างก็จะเห็นทะเลสาบ ที่ยังเป็นน้ำเเข็งอยู่


ถึงแล้วว มาชมบรรยากาศรอบๆ กันครับ ในช่วงหนาวๆ แบบนี้ ถือเป็นแดนสวรรค์ของนักสกี เพราะมีวิวภูเขาสวยๆ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ เพอร์เฟคไปซะทุกอย่างจริงๆ



ถ่ายรูปอีกสักหน่อย แช๊ะะะะะ


แล้วก็ขึ้นสู่ยอดเขา โดยการนั่งรถกระเช้าขึ้นไป (เห็นบ้านหลังเล็กๆ ลิบๆ ตรงนั้นไหม คือที่ผมยืนถ่ายรูปเมื่อกี้ไง)


ขึ้นแล้วก็ลง เอ้า ขึ้นแล้วก็ลง กลับลงมาข้างล่าง ณ ทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง ที่เรามองเห็นวิวตอนนั่งรถไฟไต่เขาไงครับ



เห็นฝรั่งสองคนข้างหลังนั่นไหมครับ เค้าเล่นปาก้อนหินลงพื้นน้ำแข็งไม่หยุด ไอเราก็โคตรกลัวน้ำแข็งมันจะแตก เพราะเคยมีประสบการณ์เหยียบบน้ำเเข็งแล้วมันแตก จมไปเกือบครึ่งตัว (“ก็...อ้วนไง” เสียงใครว่าอะไรนะ ไม่ได้ยิน)


ต่อโพสล่างนะคร้าบบ
ชื่อสินค้า:   หลักสูตรสองภาษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่