“คาปูชิโน่หวานน้อยหนึ่งแก้ว”
รายชื่อเครื่องดื่มที่ต้องการถูกกล่าวออกมา พนักงานคนหนึ่งทวนรายการสั่งซื้อของผมก่อนจะรับเงินสดไป ผมเดินไปหาโซฟาตัวว่างๆก่อนจะหย่อนตัวลงไปรอเครื่องดื่มที่สั่งซื้อ
แจ้งเตือนอีเมล์เด้งขึ้นมา ผมก้มลงมองหน้าจอสมาร์ทโฟนเช็กลิสต์รายละเอียดเดโม่งานตัวใหม่ที่กำลังเริ่มโปรเจค ไล่สแกนเนื้อหาภายในอีเมล์แล้วคำนวณเวลาคร่าวๆจากในหัว ผมเหลือเวลาเพียงสามเดือนเศษๆในการผลักดันเกมใหม่ออกมาให้ทัน เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 49 ปีที่ก่อตั้งบริษัทมา
“ผมเช็กอีเมล์ที่ส่งมาแล้ว ในเอกสารที่ส่งมามีจุดผิดพลาดหลายๆจุดที่ผมยังไม่อยากให้ผ่านออกไป รบกวนแก้ไขแล้วส่งกลับมาให้ผมใหม่อีกครั้งนะครับ” ผมกรองเสียงลงไปกับคู่สนทนาที่ปลายทาง
“แต่...คุณรามครับ ถ้าไม่เริ่มโปรเจคเลยภายในอาทิตย์นี้ผมเกรงว่า....”
“ผมไม่ได้ต้องการความคิดเห็นครับ ที่ผมพูดเมื่อกี้เป็นคำสั่งครับ” ผมกรองเสียงลงไปอีกครั้งด้วยระดับความเข้มที่เพิ่มโดยอัตโนมัติเมื่อเจอเหตุการณ์
“ทำนองนี้” เกิดขึ้น กล่าวจบก็กดวางสายไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรอีก
“คาปูชิโหวานน้อยได้แล้วฮะ”
เสียงเรียกจากเด็กในร้านกาแฟดังขึ้นมา ผมลุกขึ้นเขยิบเนคไทตามปกตินิสัยของตัวเอง ก่อนจะลุกไปรับเครื่องดื่มที่ตัวเองสั่ง ผมขนมันด้วยหลอนราวๆสองสามครั้งก่อนจะดูดขึ้นมา ของเหลวเย็นๆที่ต้องการในตอนแรกไหลลงคอไปได้เพียงสองสามอึกผมก็วางมันลงกับโต๊ะกระจกด้านหน้า
ผมว่าคงมีคนสับสนอะไรสักอย่าง เพราะคาปูชิโน่ที่ผมสั่งไปว่า “หวานน้อย” นั้น มันไม่หวานเลยสักนิด.....
ผมเดินย้อนกลับไปอีกครั้งพร้อมเครื่องดื่มในมือ
“ดูเหมือนคุณจะสับสนระหว่าง ‘หวานน้อย’ กับ ‘ไม่หวาน’ เลย นะครับ” ผมพูดกับเด็กผู้ชายตรงหน้า คะเนจากสายตาแล้วหมอนี้น่าจะอายุห่างจากผมเป็นสิบๆปี ...ใช่สิ ก็ปีนี้ผมอายุ 40 แล้วนิ
เด็กตรงหน้าแสดงออกถึงสายตาสับสนกับคำพูดของผมพร้อมท่าทางประหม่า ผมยันคงยืนนิ่ง
“ไม่มีการรับผิดชอบที่ดีกว่าคำขอโทษแล้วเหรอครับ?” ผมกล่าวอีกครั้ง ครั้งนี้น้ำเสียงดังพอประมาณจนผู้ชายใส่เสื้อสีดำสนิทสวมหมวกจะเดินเข้ามาหา
“ต้องขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะให้น้องทำเครื่องดื่มแก้วใหม่ให้นะครับ คุณลูกค้าเชิญนั่งรอที่โต๊ะก่อนได้เลยนะครับ เสร็จสิ้นแล้วเดี๋ยวผมจะให้น้องนำไปเสิร์ฟให้นะครับ” ผมคิดว่าน่าจะเป็นผู้จัดการร้าน ไม่งั้นก็รองผู้จัดการร้าน เด็กที่ชงเครื่องดื่มให้ผมหน้าเสียไปนิดๆก่อนจะพยักหน้ารับคำกับคำสั่งที่ระบุว่า ‘หวานน้อย’ ใหม่ของผมอีกครั้ง
ถ้าไม่ได้ของที่ต้องการก็ไม่คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป
การไม่คุ้มค่าเป็นอะไรที่ผมค่อนข้างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก...ผมคิดแบบนั้นนะ
ผมนั่งรออีกครั้ง ประมาณห้านาทีเด็กชงเครื่องดื่มคนนั้นก็เดินนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้กับผม
สูง...สูงมาก นั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดหลังเขาเดินมาถึงตัวผม ขนาดตัวผมสูงราวๆ 180 เซนติเมตรกว่าๆแล้วนะครับ แต่ผู้ชายคนข้างหน้าสูงกว่าผมกว่าช่วงนึง กะเกณฑ์จากสายตาหมอนี้น่าจะสูงเกือบ 190 เซนติเมตรหรือมากกว่านั้น แต่ร่างกายผอมแห้งไปหน่อยจนทำให้ดูเก้งก้างไปแทนที่จะน่าดูชม
หน้าตาไม่ดียังทำใหม่ได้ ไม่พอใจสีผิวตัวเองยังปรับระดับได้ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันมนุษย์เราแถมจะออกแบบหรือต่อเติมร่างกายได้ตามใจชอบ...ถ้าคุณมีเงินถึงนะ
หากแต่สิ่งเดียวที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้คือสรีระ ‘ส่วนสูง’ ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ของแบบนี้ผมนับว่าเป็น ‘ต้นทุนที่ไม่สามารถประเมินค่า’ ได้เพราะมันไม่สามารถสร้างหรือแก้ไขเพิ่มเติมอะไรมันได้ มีเท่าไหร่ต้องยอมรับเอาเท่านั้น ....ไม่แปลกอะไรหากผมจะรู้สึกเสียดาย เพราะต้นทุนมาดีขนาดนี้แต่กลับไม่สานต่อ
“ต้องขออภัยในความผิดพลาดด้วยนะครับสำหรับเครื่องดื่มแก้วก่อนหน้า ทางเราได้ทำเครื่องดื่มแก้วใหม่มาให้แล้วนะครับสำหรับรายการ ‘คาปูชิโน่หวานน้อย’ ดังกล่าว ...ขออภัยในความผิดพลาดอีกครั้งครับ”
ผมพิจารณาคนตรงหน้า เขานับว่าปรับอารมณ์ได้ค่อนข้างไวกว่าที่ผมคาดคิดไว้ จากท่าทีไม่งุนงง สับสน ไม่พอใจแปรเปลี่ยนเป็นการยอมรับและนอบน้อมแทน สายตาของผมเลื่อนไปมองที่ป้ายชื่อเล็กๆที่ติดไว้ตรงหน้าอกแสดงชื่อ ‘โนอา’ ออกมา
ผมพยักหน้ารับคำขอโทษดังกล่าวก่อนเขาจะหันหลังเตรียมเดินกลับไป อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือเด็กผู้ชายคนนี้ไว้ผมเป็นทางยาวหนึ่งส่วน จะบรรยายยังไงดีล่ะ? เคยเห็นทรงผมจำพวก ‘หางเต่า’ หรือทรงเกล้าผมแบบจีนในพวกหนังกำลังภายในอะไรแบบนี้ไหมครับ ผมเห็นเขาไว้ในลักษณะนี้แหละ แต่แค่ยาวมากจนน่าจะเลยช่วงกลางหลังไปก็เท่านั้น นั่นเป็นข้อสังเกตอีกข้อที่ผมสงสัย เด็กผู้ชายที่ดูเป็นผู้ชายปกติดีทำไมถึงไว้ผมยาวขนาดนั้น
ช่างเถอะ ...ผมยักไหล่เลิกสนใจ แม้จะรู้สึกเสียดายส่วนสูงนั้นนิดๆแต่มันล้วนเป็นข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ไปแล้วเมื่อผมกับเด็กคนนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ผมหันกลับมาพิจารณาเครื่องดื่มตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะสังเกตเห็นโพล-อิทเล็กๆที่แปะมากับถาดไม้ที่นำมาเสิร์ฟพร้อมซองน้ำตาลสีครีมอีกสองซองถ้วน
‘เผื่อเครื่องดื่มดังกล่าวที่ผมนำมาเสิร์ฟจะหวานน้อยไป ผมเตรียมน้ำตาลสำหรับปรับระดับความหวานให้กับเครื่องดื่มมาให้แล้วนะครับ
สามารถปรับระดับที่ต้องการได้ตามใจชอบครับ
ขอบคุณครับ’
ไหวพริบดี..ผมรู้สึกแบบนั้นหลังอ่านข้อความจบ
การรับมือกับลูกค้าแบบผม ทางเลือกหนึ่งคือการทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ส่วนอีกทางคือการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าเช่นการเตรียมพร้อมนำน้ำตาลมาเสิร์ฟให้ เป็นแบบนี้แล้วต่อให้ ‘ไม่หวาน’ หรือ ‘หวานน้อยไป’ ในระดับที่ผมยังไม่ชื่นชอบ ผมก็ยังสามารถปรับมันได้ด้วยความต้องการของตัวเอง
เพราะความต้องการของคนแต่ล่ะคนไม่เท่ากัน หวานน้อยเองก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ที่จะชื่นชอบความหวานน้อยในระดับเดียวกัน การ ‘เผื่อทางเลือก’ มาให้เป็นวิธีที่ฉลาดวิธีหนึ่งเท่าที่จะสามารถแก้ปัญหาความไม่พอใจเฉพาะหน้าของลูกค้าได้...
น่าสนใจ ...ผมชอบคนที่มีไหวพริบที่สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบนี้ได้นะครับ คนแบบนี้ทำงานร่วมด้วยแล้วคุณจะเหนื่อยน้อยลงไปราวๆช่วงตัวเลย
แจ้งเตือนอีเมล์เด้งขึ้นมาอีกฉบับ ผมกดเข้าไปอ่านก่อนคิ้วจะขมวดขึ้นเป็นโบ เนื้อหาในอีเมล์สั้นและกระชับสมกับที่เป็น ‘คนๆนี้’ ส่งมา หากแต่ใจความร้ายแรงเพราะแปลความหมายได้ว่าภายในบริษัทผม...กำลังมีหนอนบอนไส้
ผมลุกขึ้นก่อนจะก้าวยาวๆเดินออกจากร้านไป พร้อมๆนิ้วมือกดเบอร์โทรศัพท์ชุดหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจก่อนจะกดโทรออกไป ปลายทางที่ผมกำลังเดินไปคือลานจาดรถข้างร้านกาแฟดังกล่าวที่ผมจอดรถทิ้งไว้
“ผมอ่านอีเมล์ที่คุณส่งมาแล้ว ขอบคุณมากสำหรับคำเตือน และผมจะระมัดระวังมากกว่านี้” ผมบอก
‘เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าควรจะระวัง แต่นอกจากเรื่องทางธุรกิจแล้ว ดิชั้นอยากให้คุณระวังการลอบกัดแบบซึ่งๆหน้าด้วย งานเอกโปรครั้งที่แล้วคุณเล่นใหญ่กระจายวงรอบซะจนโดนกันแทบทุกคน ฉันจะไม่โทษคุณเพราะจังหวะ “เอาคืน” มันมาถึงพอดี แต่โปรดคำนึ่งด้วยว่าการกระทำของคุณก็เป็นการสร้างศัตรูเพิ่มมากกว่าหนึ่งคน..หรือหนึ่งกลุ่ม’ เขาตอบกลับมา ผมยักไหล่ก่อนจะตอบกลับไปอีกครั้ง
“ช่วยไม่ได้ ผมไม่ยอมโดนกัดจมเขี้ยวแค่ฝั่งเดียวหรอก ในเมื่ออีกฝ่ายทำผมก่อน จับตัวไม่ได้ ไล่ตัวไม่ทัน ก็เหวี่ยงไปโดนมันซะทุกคนนั้นแหละ”
‘ยังไงก็ระมัดระวังตัวด้วย อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่ “ตัวคนเดียว” อีกแล้ว จะทำอะไรก็คิดถึงหน้า “สามแฝด” ไว้เยอะๆ ไม่ใช่ว่าคุณเล่นในกติกาแล้วคนอื่นจะเล่นตามกติกา’ เขาเตือนผมอีกคำรบ
“ผมทราบดี ทราบตั้งแต่วันที่ผมขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวนี้แล้ว และผมทราบด้วยว่าผมต้องทำยังไงถึงจะกุมบันเหียนมันไว้แบบนี้ได้ต่อไป ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่แค่พวกมันหรอกที่คิดจะเล่นนอกกติกา ผมทำธุรกิจไม่ได้เปิดมูลนิธิเมตตาจิต เพราะงั้นแล้วผมไม่เล่นบทพระเอกแน่นอน” ผมกล่าวยิ้มๆตอบกลับไป
ปลายสายส่งเสียง ‘เหอะ’ ขึ้นจมูกก่อนจะวางสายไปโดยไม่ลาเหมือนปกติ ผมเก็บสมาร์ทโฟนลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะก้าวเท้ายาวๆไปยังรถของผมที่จอดไว้
ฉับพลันนั้นเองที่แสงสีแดงจ่อมายังหน้าอก ผมใจหายวาบนึกถึงคำเตือนเมื่อสักครู่นี้ ร่างกายผมแข็งทื่อไปเพียงเศษเสี้ยววินาที แต่เป็นเศษเสี้ยววินาทีที่มีคนจับตารออยู่
‘ปัง’
เสียงกระสุนปืนดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลหนึ่งนัด ผมสัมผัสได้ถึงอากาศที่ถูกแหวกออกจากแรงขับเคลื่อนของกระสุนบริเวณสีข้างลำตัว ความรู้สึกแสบร้อนจากบาดแผลที่เกิดขึ้นทำให้ผมกัดฟันกรอด ถ้าเมื่อครู่นี้ผมไม่ขยับตัวภายในเสี้ยววินาทีนั้น ตอนนี้ผมคงนอนแข็งทื่อเป็นศพไปแล้ว
หากแต่มันยังไม่จบสิ้นเมื่อแสงสีแดงเล็งมาที่ตัวผมอีกครั้งบริเวณหน้าอกด้านซ้าย
‘ปัง’
“คุณ !!!”
เสียงๆหนึ่งที่เหมือนเคยได้ยินมาก่อนเมื่อไม่นานดังขึ้น ก่อนตัวผมจะกระเด็นหลบกระสุนจาก ‘แรงผลัก’ ดังกล่าว ไม่สิ ไม่ใช่แค่ร่างของผม แต่เจ้าของเสียงเองก็กระเด็นออกมาพร้อมกัน ใบหน้าของเด็กนั้นตกใจถึงขีดสุดเมื่อเห็นเลือดบริเวณที่ผมถูกยิง
เวลาเพียงไม่กี่วินาทีแต่กลับทอดยาวนานออกไปเหมือนกับพระเจ้าเล่นตลกโดยการหยุดเวลาให้ผมกับมันมองหน้ากัน ร่างของเราทั้งสองกลิ้งตกลงมาจากเนินจอดรถ ร่างของมันจะทับผมเข้าจังๆ ก่อนจะกระเด็นไปกระแทกไม้หมอนลานจอดรถ สัมผัสสุดท้ายที่ผมรู้สึกคืออาการบาดเจ็บจากศีรษะที่กระแทกเข้ากับไม้หมอนกันผมเลื่อน ดวงตาผมเบิกกว้างกับภาพที่ผมเห็นก่อนที่สติทั้งหมดจะถูกกระฉากหลุดออกจากตัวไป
พร้อมๆกับคำถามที่ค้างคาใจว่า ทำไมผมถึงเห็น ‘ตัวเอง’ ในชุดสูทชุดนั้นได้จากมุมมองของคนอีกคนที่ตกลงมากระแทกพร้อมกัน....
[นิยาย] แลก_รัก #01 [caution : เป็นนิยายแนว ชายรักชาย]
รายชื่อเครื่องดื่มที่ต้องการถูกกล่าวออกมา พนักงานคนหนึ่งทวนรายการสั่งซื้อของผมก่อนจะรับเงินสดไป ผมเดินไปหาโซฟาตัวว่างๆก่อนจะหย่อนตัวลงไปรอเครื่องดื่มที่สั่งซื้อ
แจ้งเตือนอีเมล์เด้งขึ้นมา ผมก้มลงมองหน้าจอสมาร์ทโฟนเช็กลิสต์รายละเอียดเดโม่งานตัวใหม่ที่กำลังเริ่มโปรเจค ไล่สแกนเนื้อหาภายในอีเมล์แล้วคำนวณเวลาคร่าวๆจากในหัว ผมเหลือเวลาเพียงสามเดือนเศษๆในการผลักดันเกมใหม่ออกมาให้ทัน เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 49 ปีที่ก่อตั้งบริษัทมา
“ผมเช็กอีเมล์ที่ส่งมาแล้ว ในเอกสารที่ส่งมามีจุดผิดพลาดหลายๆจุดที่ผมยังไม่อยากให้ผ่านออกไป รบกวนแก้ไขแล้วส่งกลับมาให้ผมใหม่อีกครั้งนะครับ” ผมกรองเสียงลงไปกับคู่สนทนาที่ปลายทาง
“แต่...คุณรามครับ ถ้าไม่เริ่มโปรเจคเลยภายในอาทิตย์นี้ผมเกรงว่า....”
“ผมไม่ได้ต้องการความคิดเห็นครับ ที่ผมพูดเมื่อกี้เป็นคำสั่งครับ” ผมกรองเสียงลงไปอีกครั้งด้วยระดับความเข้มที่เพิ่มโดยอัตโนมัติเมื่อเจอเหตุการณ์
“ทำนองนี้” เกิดขึ้น กล่าวจบก็กดวางสายไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรอีก
“คาปูชิโหวานน้อยได้แล้วฮะ”
เสียงเรียกจากเด็กในร้านกาแฟดังขึ้นมา ผมลุกขึ้นเขยิบเนคไทตามปกตินิสัยของตัวเอง ก่อนจะลุกไปรับเครื่องดื่มที่ตัวเองสั่ง ผมขนมันด้วยหลอนราวๆสองสามครั้งก่อนจะดูดขึ้นมา ของเหลวเย็นๆที่ต้องการในตอนแรกไหลลงคอไปได้เพียงสองสามอึกผมก็วางมันลงกับโต๊ะกระจกด้านหน้า
ผมว่าคงมีคนสับสนอะไรสักอย่าง เพราะคาปูชิโน่ที่ผมสั่งไปว่า “หวานน้อย” นั้น มันไม่หวานเลยสักนิด.....
ผมเดินย้อนกลับไปอีกครั้งพร้อมเครื่องดื่มในมือ
“ดูเหมือนคุณจะสับสนระหว่าง ‘หวานน้อย’ กับ ‘ไม่หวาน’ เลย นะครับ” ผมพูดกับเด็กผู้ชายตรงหน้า คะเนจากสายตาแล้วหมอนี้น่าจะอายุห่างจากผมเป็นสิบๆปี ...ใช่สิ ก็ปีนี้ผมอายุ 40 แล้วนิ
เด็กตรงหน้าแสดงออกถึงสายตาสับสนกับคำพูดของผมพร้อมท่าทางประหม่า ผมยันคงยืนนิ่ง
“ไม่มีการรับผิดชอบที่ดีกว่าคำขอโทษแล้วเหรอครับ?” ผมกล่าวอีกครั้ง ครั้งนี้น้ำเสียงดังพอประมาณจนผู้ชายใส่เสื้อสีดำสนิทสวมหมวกจะเดินเข้ามาหา
“ต้องขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะให้น้องทำเครื่องดื่มแก้วใหม่ให้นะครับ คุณลูกค้าเชิญนั่งรอที่โต๊ะก่อนได้เลยนะครับ เสร็จสิ้นแล้วเดี๋ยวผมจะให้น้องนำไปเสิร์ฟให้นะครับ” ผมคิดว่าน่าจะเป็นผู้จัดการร้าน ไม่งั้นก็รองผู้จัดการร้าน เด็กที่ชงเครื่องดื่มให้ผมหน้าเสียไปนิดๆก่อนจะพยักหน้ารับคำกับคำสั่งที่ระบุว่า ‘หวานน้อย’ ใหม่ของผมอีกครั้ง
ถ้าไม่ได้ของที่ต้องการก็ไม่คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป
การไม่คุ้มค่าเป็นอะไรที่ผมค่อนข้างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก...ผมคิดแบบนั้นนะ
ผมนั่งรออีกครั้ง ประมาณห้านาทีเด็กชงเครื่องดื่มคนนั้นก็เดินนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้กับผม
สูง...สูงมาก นั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดหลังเขาเดินมาถึงตัวผม ขนาดตัวผมสูงราวๆ 180 เซนติเมตรกว่าๆแล้วนะครับ แต่ผู้ชายคนข้างหน้าสูงกว่าผมกว่าช่วงนึง กะเกณฑ์จากสายตาหมอนี้น่าจะสูงเกือบ 190 เซนติเมตรหรือมากกว่านั้น แต่ร่างกายผอมแห้งไปหน่อยจนทำให้ดูเก้งก้างไปแทนที่จะน่าดูชม
หน้าตาไม่ดียังทำใหม่ได้ ไม่พอใจสีผิวตัวเองยังปรับระดับได้ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันมนุษย์เราแถมจะออกแบบหรือต่อเติมร่างกายได้ตามใจชอบ...ถ้าคุณมีเงินถึงนะ
หากแต่สิ่งเดียวที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้คือสรีระ ‘ส่วนสูง’ ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ของแบบนี้ผมนับว่าเป็น ‘ต้นทุนที่ไม่สามารถประเมินค่า’ ได้เพราะมันไม่สามารถสร้างหรือแก้ไขเพิ่มเติมอะไรมันได้ มีเท่าไหร่ต้องยอมรับเอาเท่านั้น ....ไม่แปลกอะไรหากผมจะรู้สึกเสียดาย เพราะต้นทุนมาดีขนาดนี้แต่กลับไม่สานต่อ
“ต้องขออภัยในความผิดพลาดด้วยนะครับสำหรับเครื่องดื่มแก้วก่อนหน้า ทางเราได้ทำเครื่องดื่มแก้วใหม่มาให้แล้วนะครับสำหรับรายการ ‘คาปูชิโน่หวานน้อย’ ดังกล่าว ...ขออภัยในความผิดพลาดอีกครั้งครับ”
ผมพิจารณาคนตรงหน้า เขานับว่าปรับอารมณ์ได้ค่อนข้างไวกว่าที่ผมคาดคิดไว้ จากท่าทีไม่งุนงง สับสน ไม่พอใจแปรเปลี่ยนเป็นการยอมรับและนอบน้อมแทน สายตาของผมเลื่อนไปมองที่ป้ายชื่อเล็กๆที่ติดไว้ตรงหน้าอกแสดงชื่อ ‘โนอา’ ออกมา
ผมพยักหน้ารับคำขอโทษดังกล่าวก่อนเขาจะหันหลังเตรียมเดินกลับไป อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือเด็กผู้ชายคนนี้ไว้ผมเป็นทางยาวหนึ่งส่วน จะบรรยายยังไงดีล่ะ? เคยเห็นทรงผมจำพวก ‘หางเต่า’ หรือทรงเกล้าผมแบบจีนในพวกหนังกำลังภายในอะไรแบบนี้ไหมครับ ผมเห็นเขาไว้ในลักษณะนี้แหละ แต่แค่ยาวมากจนน่าจะเลยช่วงกลางหลังไปก็เท่านั้น นั่นเป็นข้อสังเกตอีกข้อที่ผมสงสัย เด็กผู้ชายที่ดูเป็นผู้ชายปกติดีทำไมถึงไว้ผมยาวขนาดนั้น
ช่างเถอะ ...ผมยักไหล่เลิกสนใจ แม้จะรู้สึกเสียดายส่วนสูงนั้นนิดๆแต่มันล้วนเป็นข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ไปแล้วเมื่อผมกับเด็กคนนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ผมหันกลับมาพิจารณาเครื่องดื่มตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะสังเกตเห็นโพล-อิทเล็กๆที่แปะมากับถาดไม้ที่นำมาเสิร์ฟพร้อมซองน้ำตาลสีครีมอีกสองซองถ้วน
‘เผื่อเครื่องดื่มดังกล่าวที่ผมนำมาเสิร์ฟจะหวานน้อยไป ผมเตรียมน้ำตาลสำหรับปรับระดับความหวานให้กับเครื่องดื่มมาให้แล้วนะครับ
สามารถปรับระดับที่ต้องการได้ตามใจชอบครับ
ขอบคุณครับ’
ไหวพริบดี..ผมรู้สึกแบบนั้นหลังอ่านข้อความจบ
การรับมือกับลูกค้าแบบผม ทางเลือกหนึ่งคือการทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ส่วนอีกทางคือการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าเช่นการเตรียมพร้อมนำน้ำตาลมาเสิร์ฟให้ เป็นแบบนี้แล้วต่อให้ ‘ไม่หวาน’ หรือ ‘หวานน้อยไป’ ในระดับที่ผมยังไม่ชื่นชอบ ผมก็ยังสามารถปรับมันได้ด้วยความต้องการของตัวเอง
เพราะความต้องการของคนแต่ล่ะคนไม่เท่ากัน หวานน้อยเองก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ที่จะชื่นชอบความหวานน้อยในระดับเดียวกัน การ ‘เผื่อทางเลือก’ มาให้เป็นวิธีที่ฉลาดวิธีหนึ่งเท่าที่จะสามารถแก้ปัญหาความไม่พอใจเฉพาะหน้าของลูกค้าได้...
น่าสนใจ ...ผมชอบคนที่มีไหวพริบที่สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบนี้ได้นะครับ คนแบบนี้ทำงานร่วมด้วยแล้วคุณจะเหนื่อยน้อยลงไปราวๆช่วงตัวเลย
แจ้งเตือนอีเมล์เด้งขึ้นมาอีกฉบับ ผมกดเข้าไปอ่านก่อนคิ้วจะขมวดขึ้นเป็นโบ เนื้อหาในอีเมล์สั้นและกระชับสมกับที่เป็น ‘คนๆนี้’ ส่งมา หากแต่ใจความร้ายแรงเพราะแปลความหมายได้ว่าภายในบริษัทผม...กำลังมีหนอนบอนไส้
ผมลุกขึ้นก่อนจะก้าวยาวๆเดินออกจากร้านไป พร้อมๆนิ้วมือกดเบอร์โทรศัพท์ชุดหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจก่อนจะกดโทรออกไป ปลายทางที่ผมกำลังเดินไปคือลานจาดรถข้างร้านกาแฟดังกล่าวที่ผมจอดรถทิ้งไว้
“ผมอ่านอีเมล์ที่คุณส่งมาแล้ว ขอบคุณมากสำหรับคำเตือน และผมจะระมัดระวังมากกว่านี้” ผมบอก
‘เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าควรจะระวัง แต่นอกจากเรื่องทางธุรกิจแล้ว ดิชั้นอยากให้คุณระวังการลอบกัดแบบซึ่งๆหน้าด้วย งานเอกโปรครั้งที่แล้วคุณเล่นใหญ่กระจายวงรอบซะจนโดนกันแทบทุกคน ฉันจะไม่โทษคุณเพราะจังหวะ “เอาคืน” มันมาถึงพอดี แต่โปรดคำนึ่งด้วยว่าการกระทำของคุณก็เป็นการสร้างศัตรูเพิ่มมากกว่าหนึ่งคน..หรือหนึ่งกลุ่ม’ เขาตอบกลับมา ผมยักไหล่ก่อนจะตอบกลับไปอีกครั้ง
“ช่วยไม่ได้ ผมไม่ยอมโดนกัดจมเขี้ยวแค่ฝั่งเดียวหรอก ในเมื่ออีกฝ่ายทำผมก่อน จับตัวไม่ได้ ไล่ตัวไม่ทัน ก็เหวี่ยงไปโดนมันซะทุกคนนั้นแหละ”
‘ยังไงก็ระมัดระวังตัวด้วย อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่ “ตัวคนเดียว” อีกแล้ว จะทำอะไรก็คิดถึงหน้า “สามแฝด” ไว้เยอะๆ ไม่ใช่ว่าคุณเล่นในกติกาแล้วคนอื่นจะเล่นตามกติกา’ เขาเตือนผมอีกคำรบ
“ผมทราบดี ทราบตั้งแต่วันที่ผมขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวนี้แล้ว และผมทราบด้วยว่าผมต้องทำยังไงถึงจะกุมบันเหียนมันไว้แบบนี้ได้ต่อไป ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่แค่พวกมันหรอกที่คิดจะเล่นนอกกติกา ผมทำธุรกิจไม่ได้เปิดมูลนิธิเมตตาจิต เพราะงั้นแล้วผมไม่เล่นบทพระเอกแน่นอน” ผมกล่าวยิ้มๆตอบกลับไป
ปลายสายส่งเสียง ‘เหอะ’ ขึ้นจมูกก่อนจะวางสายไปโดยไม่ลาเหมือนปกติ ผมเก็บสมาร์ทโฟนลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะก้าวเท้ายาวๆไปยังรถของผมที่จอดไว้
ฉับพลันนั้นเองที่แสงสีแดงจ่อมายังหน้าอก ผมใจหายวาบนึกถึงคำเตือนเมื่อสักครู่นี้ ร่างกายผมแข็งทื่อไปเพียงเศษเสี้ยววินาที แต่เป็นเศษเสี้ยววินาทีที่มีคนจับตารออยู่
‘ปัง’
เสียงกระสุนปืนดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลหนึ่งนัด ผมสัมผัสได้ถึงอากาศที่ถูกแหวกออกจากแรงขับเคลื่อนของกระสุนบริเวณสีข้างลำตัว ความรู้สึกแสบร้อนจากบาดแผลที่เกิดขึ้นทำให้ผมกัดฟันกรอด ถ้าเมื่อครู่นี้ผมไม่ขยับตัวภายในเสี้ยววินาทีนั้น ตอนนี้ผมคงนอนแข็งทื่อเป็นศพไปแล้ว
หากแต่มันยังไม่จบสิ้นเมื่อแสงสีแดงเล็งมาที่ตัวผมอีกครั้งบริเวณหน้าอกด้านซ้าย
‘ปัง’
“คุณ !!!”
เสียงๆหนึ่งที่เหมือนเคยได้ยินมาก่อนเมื่อไม่นานดังขึ้น ก่อนตัวผมจะกระเด็นหลบกระสุนจาก ‘แรงผลัก’ ดังกล่าว ไม่สิ ไม่ใช่แค่ร่างของผม แต่เจ้าของเสียงเองก็กระเด็นออกมาพร้อมกัน ใบหน้าของเด็กนั้นตกใจถึงขีดสุดเมื่อเห็นเลือดบริเวณที่ผมถูกยิง
เวลาเพียงไม่กี่วินาทีแต่กลับทอดยาวนานออกไปเหมือนกับพระเจ้าเล่นตลกโดยการหยุดเวลาให้ผมกับมันมองหน้ากัน ร่างของเราทั้งสองกลิ้งตกลงมาจากเนินจอดรถ ร่างของมันจะทับผมเข้าจังๆ ก่อนจะกระเด็นไปกระแทกไม้หมอนลานจอดรถ สัมผัสสุดท้ายที่ผมรู้สึกคืออาการบาดเจ็บจากศีรษะที่กระแทกเข้ากับไม้หมอนกันผมเลื่อน ดวงตาผมเบิกกว้างกับภาพที่ผมเห็นก่อนที่สติทั้งหมดจะถูกกระฉากหลุดออกจากตัวไป
พร้อมๆกับคำถามที่ค้างคาใจว่า ทำไมผมถึงเห็น ‘ตัวเอง’ ในชุดสูทชุดนั้นได้จากมุมมองของคนอีกคนที่ตกลงมากระแทกพร้อมกัน....