สวัสดีเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ค่ะ เราเขียนกระทู้นี้เพื่ออยากจะบอกเล่าเรื่องราวในมุมหนึ่งของคนที่เป็นโรคซึมเศร้าที่เคยไปพบจิตแพทย์ เคยพยายามฆ่าตัวตาย เคยเข้ารับการรักษา เคยอาการดีขึ้น เคยหายดีจนไม่ต้องกินยาเป็นปีๆ และตอนนี้กำลังกลับมาเป็นโรคนี้อีกครั้งหนึ่ง
เราเชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้รู้จักโรคซึมเศร้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย หรือคนทั่วไปที่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโรคนี้
เราแน่ใจว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าตอนอายุประมาณ 23 (ตอนนี้เราอายุ 26) จริงๆ ก่อนหน้านี้เราสงสัยตั้งแต่เด็ก (ประมาณ ม.ต้น) ว่าเรามีความผิดปกติ แต่ด้วยวัยและความรู้อันน้อยนิดรวมไปถึงโรคนี้ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทำให้เราไม่เข้าใจตัวเองและไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้
ชีวิตในวัยเด็กของเราค่อนข้างจะแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟัง ช่วงเราเกิดจนถึงอายุประมาณ 4-5 ขวบ ฐานะทางครอบครัวจัดว่าดีในระดับหนึ่ง เพราะคุณพ่อมีกิจการเฟอร์นิเจอร์ไม้ เราจำความได้ว่าเราอยู่อย่างสบาย มีของเล่น มีทุกอย่างที่อยากได้ ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยมาก จนถึงช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจคุณพ่อเราล้มลงรวมกับคุณพ่อมีอาการไส้ติ่งแตก และหมอตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ยิ่งทำให้อาการทรุดหนัก เงินเก็บของครอบครัวถูกนำมาใช้หนี้ในทางธุรกิจ และรักษาคุณพ่อ จนเงินเก็บหมด เกือบโดนยึดบ้าน แต่โชคดีที่น้าเข้ามาช่วยเหลือผ่อนบ้านต่อให้จนหมด เราที่ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มในครอบครัวหายไป และย้ายโรงเรียนมาเรียนป. 1 ที่โรงเรียนแถวบ้านซึ่งค่าเทอมถูกกว่าที่เก่า ด้วยความที่เราเป็นเด็กที่ค่อนข้างหัวดี อ่านหนังสือได้เร็ว เข้าใจเรื่องที่เรียนได้ไวกว่าคนอื่นๆ ทำให้คะแนนสอบเราดีมาตั้งแต่เด็ก อาจจะไม่ได้ที่ 1 ทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยเกินที่ 3
เราเป็นเด็กที่ไม่มีเพื่อนเล่นแถวบ้าน เราเคยถามแม่ว่าทำไมแม่ไม่ให้เราเล่นกับเด็กแถวบ้าน แม่ตอบเราว่าเด็กพวกนั้นเป็นเด็กไม่ดี เหลือขอ พ่อแม่ไม่อบรม ไม่อยากให้เราไปยุ่ง ดังนั้นเราจึงมีเพื่อนแค่ที่โรงเรียน ทุกวันหลังจากที่รถโรงเรียนมาส่งเราที่บ้าน เราจะไม่ได้ออกไปไหนอีก กิจกรรมคือนั่งทำการบ้าน นั่งอ่านหนังสือ ดูทีวีเล็กน้อย แล้วเข้านอน วนเวียนๆ อยู่แบบนี้ เสาร์อาทิตย์เราก็ไม่ได้ออกเที่ยวไหน จะออกไปห้างก็นานๆ ที เราอยู่อย่างนี้จนประมาณป. 2 พ่อกับแม่เราเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่บ้าน นั่นทำให้เรามีกิจกรรมเพิ่มเติมคือเสิร์ฟน้ำให้กับลูกค้า
มีวันนึงแม่ให้เราขี่จักรยานไปซื้อไข่ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน ขากลับเราโดนหมาไล่กวด เราตกใจรีบปั่นจักรยานหนีจนทำไข่แตกทั้งหมด เมื่อเรากลับมถึงบ้าน เราโดนแม่ใช้มือ ใช้ไม้ขนไก่ตีไม่ยั้ง ข้อหาทำไข่แตก เราจำได้ว่าเราโดนตีต่อหน้าคนอื่น ตีต่อหน้าคนแถวบ้าน เราอาย เรากลัว แต่เราก็ได้แค่ร้องไห้ นี่อาจเป็นบาดแผลแรกๆ ที่เกิดขึ้นในใจของเรา หลังจากนั้นเรากลายเป็นคนกลัวหมา กลัวถึงขั้นตัวสั่นถ้ามีหมาเดินเข้ามาใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมาตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ตาม
สมัยเด็กๆ เวลาคะแนนสอบออก แม่จะเอาสมุดพกเราไปดูแล้วก็เปรียบเทียบคะแนนของเรากับคะแนนในเทอมก่อนๆ เปรียบเทียบเป็นรายวิชา สำหรับบ้านอื่นการได้เกรดสี่บางวิชาพ่อแม่ก็ปลื้มแล้ว แต่สำหรับเราเกรดสี่ได้แบบคาบเส้น 80 กว่าๆ ไม่เคยทำให้แม่พอใจ ถึงแม้ว่าตอนประถมเราจะได้เกรดรวม 4.00 แต่เราไม่เคยได้รับคำชมใดๆ ทั้งสิ้น จะเจอก็แต่คำเปรียบเทียบว่าวิชานั้นได้น้อยลงกว่าเทอมที่แล้ว หรือทำไมไม่ทำให้ได้ 90 ในความคิดเราคือไม่ว่าเราจะทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยพอสำหรับแม่หรอก ในขณะที่คนอื่นชื่นชมในคะแนนสอบของเรา แต่เรากลับรุ้สึกต้องการคำชมจากแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น เราไม่รู้หรอกว่าจะเรียนให้ได้คะแนนดีเพื่ออะไร รู้แค่ว่าถ้าได้คะแนนดีจะไม่โดนด่า เวลาใครถามโตขึ้นอยากเป็นอะไรเราก็จะตอบว่าอยากเป็นหมอ เพราะไม่รุ้จะตอบว่าอะไร
ด้วยความที่ฐานะที่บ้านไม่ดี ทำให้เราไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ช่วงประมาณ ป.4 เราได้มีโอกาสไปอยู่กับน้า น้าของเราเปิดร้านเช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และนิยาย ที่นั่นทำให้เราพัฒนาทักษะการอ่านได้รวดเร็ว เราอ่านหนังสือได้ไวมากๆ และสามารถจดจำและจับใจความเรื่องต่างๆ ได้ดี ถ้าถามว่าเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเราคือใคร ก็คงต้องบอกว่าเป็นหนังสือพวกนั้นที่เราใช้เวลากับมันหลายชั่วโมงต่อวัน ร้านหนังสือของน้าเรามักจะมีลูกค้าแวะมานั่งคุยเล่นกับน้าเราบ่อยๆ ทำให้เราได้ยินเรื่องราวหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเรา นี่เป็นบางส่วนที่เราได้รับรู้มา
- น้าเราช่วยผ่อนบ้านต่อจากพ่อแม่เรา ทำให้เรายังมีบ้านอยู่ ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องไปอยู่ห้องเช่าที่ไหนสักทีหนึ่ง
- น้าเราเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้เราตลอดตั้งแต่เข้าป.3
- พ่อของเราป่วยจนไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม ภาระมาตกอยู่ที่แม่
ตลอดเวลาที่เราอยู่กับน้า น้าจะพูดกับเราเสมอว่า ต่อไปเราจะต้องเป็นเสาหลักให้ที่บ้าน ต้องเรียนให้เก่ง เรียนให้สูง จะได้มีงานดีๆ มีเงินดีๆ มาเลี้ยงดูครอบครัว เราไม่รู้ว่าถ้าคนอื่นเป็นเราจะรู้สึกยังไง แต่เรารู้สึกกดดัน รู้สึกหนัก รู้สึกเหมือนแบกอะไรไว้
มีจุดพีคอยู่จุดหนึ่ง คือเราไปบ้านป้า ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเราทำอะไรให้ป้าไม่พอใจ แต่เราจำได้ว่าป้าตวาดใส่หน้าเราว่า บ้านที่คุ้มกะลาหัวอยู่ไม่ใช่ของพ่อแม่เรา ไม่ใช่ของเรา เราแค่ผู้อาศัย น้าเราจะไล่เราออกจากบ้านเมื่อไรก็ได้ ถ้าโดนไล่เราก็จะเหมือนหมาข้างถนน ไม่มีที่ซุกหัวนอน อืม ... นี่คือคำพูดที่ฝังอยู่ในใจเราตลอดมาตั้งแต่ตอนนั้น เราไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เรากลายเป็นเด็กเก็บกด รู้สึกอะไรก็เก็บเงียบ ไม่พูด ไม่แสดงออกทางสีหน้า เวลาโมโหเราจะชอบตีตัวเอง ทำให้ตัวเองเจ็บ เพราะจะได้ลืมว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เคยเอามีดแกะสลักมาเฉือนนิ้ว เพราะอยากรู้ว่าจะเจ็บมากไหม
ชีวิตเราวนเวียนอยู่กับการเรียนมาตลอด จนประถมปลาย เราเริ่มเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันทางวิชาการ มีแข่งอะไร เราได้เป็นตัวแทนตลอด เราสะสมเกียรติบัตรได้เกือบห้าสิบใบ เรารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่า และเราก็ทำอย่างนี้มาตลอดจนถึงสมัยมัธยม แม้ว่าจะย้าย รร. เราก็ยังทำคะแนนสอบได้ลำดับ 1-3 โดยที่ไม่ต้องเรียนพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น เราเสพติดการแข่งขัน เสพติดการได้รับคำชม
อาจเป็นเพราะเราทำทุกอย่างได้ดีในทุกครั้ง ทำให้ทุกคนรอบตัวเราเคยชินกับผลงานของเรา ทุกคนเริ่มตื่นเต้นกับคะแนนสอบเราน้อยลง และทุกคนก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เราควรจะได้อยู่แล้ว
ช่วง ม.5 พ่อเราประสบอุบัติเหตุตกบันได กระดูกสันหลังคด และมีอาการสมองเสื่อม ความคาดหวังจากครอบครัวถูกแบกมาที่ตัวเรามากขึ้น ชีวิตในวัยเรียนของเราตอนนั้นไม่มีอะไรหวือหวา ไปเรียน แล้วกลับบ้าน วนเวียนอยู่แค่นี้ เพื่อนเราไปดูหนัง ไปเดินเล่น ไปนั่นนี่ แต่เราไม่ได้ไป เราอิจฉาเพื่อน เพราะได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากเรา ไม่เครียด ไม่กดดัน พ่อแม่ไม่เคยว่าเรื่องคะแนนสอบ เรารุ้สึกอยากมีชีวิตแบบนั้น
ช่วงมหาลัยเราสอบตรงได้ และเราตัดสินใจจะเรียนโดยที่ไม่ยื่นแอดมิดชั่นและ กสพท ทั้งที่คะแนนถึง แม่เราโกรธเพราะแม่อยากให้เราเรียนหมอ ไม่ก็เรียนวิศวะที่จุฬา แต่เราไม่เอา เราอยากไปอยู่หอ ไปอยู่ไกลๆ บ้าน ไปอยู่แบบอิสระ เราเรียนจบสี่ปีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 มีอาจารย์จากมหาลัยอีกที่นึงมาชวนเราไปเรียนป.โท พร้อมยืนข้อเสนอทุนต่างๆ นานา ตอนแรกเราปฏิเสธ เพราะเราให้เหตุผลว่าเราต้องทำงานเพราะที่บ้านมีภาระ แต่อาจารย์คนนั้นก็หว่านล้อมให้ทนเรียนโทอีกสองปี จะได้เอาไปอัพเงินเดือนได้ ถึงตอนนั้นพ่อแม่ก็สบาย
จนเรามาเรียนเราถึงรู้ว่าสิ่งที่อาจารย์พูดมาเป็นเรื่องโกหก ... ที่ร้ายคือ เค้าทำเรื่องทุจริตบางอย่างทำให้ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยทิ้งเราให้ผูกติดกับทุนมหาลัยโดยที่เราลาออกไม่ได้เพราะไม่มีเงินใช้ทุน ต้องทนเรียนให้จบ (ตอนนี้ก็ยังไม่จบ) เราหมดไฟ หมดอาลัยตายอยาก ซ้ำร้ายที่บ้านก็ไม่เข้าใจ พูดประมาณว่าเพราะเราตัดสินใจพลาด แม่เราเลยยังเลิกทำงานไม่ได้ (เราไม่ได้ขอเงินที่บ้าน แต่สอนพิเศษหาเงินใช้เอง) เรื่องนี้เหมือนเป็นความด่างพร้อยในชีวิตของเรา เรามองดูเพื่อนหลายคนได้งานดีๆ ทำ ในขณะที่เราไปไหนไม่ได้
อาการโรคซึมเศร้าของเราชัดเจนตรงที่ว่ามีช่วงนึงเราตื่นมานั่งร้องไห้วันละ 3-4 ชม. ทุกวันอย่างไม่มีเหตุผล ไม่ไปมหาวิทยาลัย ไม่คุยกับใคร เก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง จนวันหนึ่งเราได้อ่านหนังสือเรื่องบนปากเหว ของคุณอ้อม อิสสริยา นั่นทำให้เรารู้สึกว่าได้เวลาที่เราต้องไปพบจิตแพทย์
การพบจิตแพทย์ของเราครั้งแรกใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เราไม่รู้ว่าเราพูดอะไรออกไปบ้าง แต่เราร้องไห้ตลอดเวลา เราไปหาหมอคนเดียว ไม่ได้บอกใครแม้แต่เพื่อนสนิท จบลงที่หมอสั่งยาให้เราจะนัดมาดูอาการทุกสองอาทิตย์
การรักษาด้วยยาสำหรับเราไม่ง่ายเลย ร่างกายของเราไม่ตอบสนองต่อยาที่หมอสั่ง นั่นทำให้เราต้องเปลี่ยนยาบ่อยมาก และทรมานกับผลข้างเคียงของยาทุกครั้ง ตอนตื่นนอน เราแทบจะต้องคลานไปเข้าห้องน้ำเพราะมึนจากยานอนหลับและยาคลายความกังวล เราลองยาครบทุกกลุ่มสำหรับโรคซึมเศร้า จนในที่สุดมาลงตัวที่ effexor และยานอนหลับอีกหลายขนาน มียาตัวหนึ่งชื่อ tolvon เป็นยาที่ทำให้เราหลับดี แต่ข้อเสียคือเราต้องเจอกับอาการเลือดกำเดาไหลทุกเช้า เราปิดเรื่องนี้กับแม่และครอบครัวได้ไม่นานเพราะแม่แอบเห็นยาที่เราซ่อนไว้
หมอเห็นว่าพอเริ่มปรับยาเข้าที่ เลยให้เราเพิ่มการรักษาแบบ CBT เป็นการทำพฤติกรรมบำบัด ช่วงนี้เหมือนว่าที่บ้านจะเข้าใจเรามากขึ้น แต่ก็แค่เหมือน เพราะในความเป็นจริง เราต้องเจอกับคำพูดทำร้ายจิตใจตลอดเช่น เราอ่อนแอ เรื่องแค่นี้เอง จะอะไรนักหนา เรารู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราจริงๆหรอก และเราก็ไม่ได้กล้าเล่าให้เพื่อนฟัง เรารู้สึกว่าชีวิตคนอื่นก็มีความสุขดี เราไม่ควรเอาเรื่องแย่ไปทำให้ความสุขคนอื่นน้อยลง
ด้วยความที่เราชอบอ่านหนังสือและเข้าใจอะไรได้เร็ว เราเลยไปหา text เกี่ยวกับโรคนี้และการทำ CBT เรา discuss กับหมอทุกครั้ง หมอไม่อยากให้เราอ่านแต่เราก็ดื้อจะอ่าน
จุดพีคที่สุดในชีวิตเราคือมีวันนึงเราไปมหาลัย เราใช้จังหวะที่ไม่มีใครอยู่เอาคัตเตอร์มากรีดข้อมือตัวเอง แต่ไม่ตายเพราะคัตเตอร์ไม่คม แล้วหลังจากนั้นเราก็วูบไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตื่นขึ้นมาคือเราความจำเสื่อม จำใครไม่ได้ หมอบอกว่าเป็นอาการความจำเสื่อมเทียมที่จิตใจบอบช้ำจนทนไม่ไหวเลย shut down ตัวเอง เราใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการรื้อฟื้นความทรงจำ
เพื่อนหลายคนบอกว่าเราเปลี่ยนไป เราไม่เงียบเหมือนเดิม เราดูร่าเริง แสดงสีหน้าและความรู้สึกมากขึ้น การรักษาก็เข้าที่เข้าทาง หมอปรับลดยาลงเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ performance ในการทำงานของเราลดลง ความเป็น perfectionist ลดลง และหมดเป้าหมายในชีวิตไปโดยปริยาย
มีช่วงหนึ่งที่อาการเราแปลกไปจากโรคซึมเศร้าคือเราร่าเริงผิดปกติ หมอลงความเห็นว่าเรามีอาการของไบโพลาร์ เนื่องจากเรารับยาต้านเศร้ามากเกินไปจนทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุล เราต้องเพิ่มยาและนั่นทำให้เกิดผลข้างเคียงคือมือเราจะสั่นตลอดเวลา
เราใช้เวลาในการรักษาตัวหลังจากนั้นประมาณ 1 ปี หมอจึงบอกว่าเราไม่ต้องไปหาหมออีกแล้ว แต่หมอเตือนเราว่าให้พยายามควบคุมตัวเองอย่าให้อาการกลับมา เพราะถ้าเป็นอีกครั้ง โดสยาที่ใช้ในการรักษาจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะร่างกายเราดื้อยามากกว่าคนทั่วไป หมอไม่อยากให้เราได้รับยาเยอะจนเกินไป
ผ่านมาเกือบปี จนถึงตอนนี้ เรารู้สึกตัวว่าเรามีอาการของโรคนี้อีกครั้ง เพราะช่วงนี้มีเหตุกระตุ้นคือเรื่องเรียนที่เราจบช้ากว่าคนอื่น และเราเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เรารู้สึกล้า เหนื่อย เราเริ่มกลับมาร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุอีกครั้ง
เรามีแฟน แฟนเรารู้ว่าเราเคยเป็นโรคนี้ แต่ตอนนี้เรากลับไม่กล้าบอกเค้าหรือบอกใครๆ ว่าอาการมันกลับมาอีกแล้ว เรารู้สึกว่าคนที่บอกว่าเข้าใจเราจริงๆ แล้วเค้าไม่ได้เข้าใจเราอย่างทีพูด เรารู้ว่าตอนนี้เราควรกลับไปพบจิตแพทย์ให้เร็วที่สุด
คำถามที่เกิดในใจเราตอนนี้คือ เราคงเป็นคนปกติไม่ได้แล้วใช่ไหม
ปล. กระทู้ยาวมาก ไม่รุ้ว่าจะมีคนอ่านจบไหม
โรคซึมเศร้า ... เพื่อนเก่าที่กลับมาหาอีกครั้ง
เราเชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้รู้จักโรคซึมเศร้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย หรือคนทั่วไปที่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโรคนี้
เราแน่ใจว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าตอนอายุประมาณ 23 (ตอนนี้เราอายุ 26) จริงๆ ก่อนหน้านี้เราสงสัยตั้งแต่เด็ก (ประมาณ ม.ต้น) ว่าเรามีความผิดปกติ แต่ด้วยวัยและความรู้อันน้อยนิดรวมไปถึงโรคนี้ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทำให้เราไม่เข้าใจตัวเองและไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้
ชีวิตในวัยเด็กของเราค่อนข้างจะแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟัง ช่วงเราเกิดจนถึงอายุประมาณ 4-5 ขวบ ฐานะทางครอบครัวจัดว่าดีในระดับหนึ่ง เพราะคุณพ่อมีกิจการเฟอร์นิเจอร์ไม้ เราจำความได้ว่าเราอยู่อย่างสบาย มีของเล่น มีทุกอย่างที่อยากได้ ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยมาก จนถึงช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจคุณพ่อเราล้มลงรวมกับคุณพ่อมีอาการไส้ติ่งแตก และหมอตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ยิ่งทำให้อาการทรุดหนัก เงินเก็บของครอบครัวถูกนำมาใช้หนี้ในทางธุรกิจ และรักษาคุณพ่อ จนเงินเก็บหมด เกือบโดนยึดบ้าน แต่โชคดีที่น้าเข้ามาช่วยเหลือผ่อนบ้านต่อให้จนหมด เราที่ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มในครอบครัวหายไป และย้ายโรงเรียนมาเรียนป. 1 ที่โรงเรียนแถวบ้านซึ่งค่าเทอมถูกกว่าที่เก่า ด้วยความที่เราเป็นเด็กที่ค่อนข้างหัวดี อ่านหนังสือได้เร็ว เข้าใจเรื่องที่เรียนได้ไวกว่าคนอื่นๆ ทำให้คะแนนสอบเราดีมาตั้งแต่เด็ก อาจจะไม่ได้ที่ 1 ทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยเกินที่ 3
เราเป็นเด็กที่ไม่มีเพื่อนเล่นแถวบ้าน เราเคยถามแม่ว่าทำไมแม่ไม่ให้เราเล่นกับเด็กแถวบ้าน แม่ตอบเราว่าเด็กพวกนั้นเป็นเด็กไม่ดี เหลือขอ พ่อแม่ไม่อบรม ไม่อยากให้เราไปยุ่ง ดังนั้นเราจึงมีเพื่อนแค่ที่โรงเรียน ทุกวันหลังจากที่รถโรงเรียนมาส่งเราที่บ้าน เราจะไม่ได้ออกไปไหนอีก กิจกรรมคือนั่งทำการบ้าน นั่งอ่านหนังสือ ดูทีวีเล็กน้อย แล้วเข้านอน วนเวียนๆ อยู่แบบนี้ เสาร์อาทิตย์เราก็ไม่ได้ออกเที่ยวไหน จะออกไปห้างก็นานๆ ที เราอยู่อย่างนี้จนประมาณป. 2 พ่อกับแม่เราเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่บ้าน นั่นทำให้เรามีกิจกรรมเพิ่มเติมคือเสิร์ฟน้ำให้กับลูกค้า
มีวันนึงแม่ให้เราขี่จักรยานไปซื้อไข่ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน ขากลับเราโดนหมาไล่กวด เราตกใจรีบปั่นจักรยานหนีจนทำไข่แตกทั้งหมด เมื่อเรากลับมถึงบ้าน เราโดนแม่ใช้มือ ใช้ไม้ขนไก่ตีไม่ยั้ง ข้อหาทำไข่แตก เราจำได้ว่าเราโดนตีต่อหน้าคนอื่น ตีต่อหน้าคนแถวบ้าน เราอาย เรากลัว แต่เราก็ได้แค่ร้องไห้ นี่อาจเป็นบาดแผลแรกๆ ที่เกิดขึ้นในใจของเรา หลังจากนั้นเรากลายเป็นคนกลัวหมา กลัวถึงขั้นตัวสั่นถ้ามีหมาเดินเข้ามาใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมาตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ตาม
สมัยเด็กๆ เวลาคะแนนสอบออก แม่จะเอาสมุดพกเราไปดูแล้วก็เปรียบเทียบคะแนนของเรากับคะแนนในเทอมก่อนๆ เปรียบเทียบเป็นรายวิชา สำหรับบ้านอื่นการได้เกรดสี่บางวิชาพ่อแม่ก็ปลื้มแล้ว แต่สำหรับเราเกรดสี่ได้แบบคาบเส้น 80 กว่าๆ ไม่เคยทำให้แม่พอใจ ถึงแม้ว่าตอนประถมเราจะได้เกรดรวม 4.00 แต่เราไม่เคยได้รับคำชมใดๆ ทั้งสิ้น จะเจอก็แต่คำเปรียบเทียบว่าวิชานั้นได้น้อยลงกว่าเทอมที่แล้ว หรือทำไมไม่ทำให้ได้ 90 ในความคิดเราคือไม่ว่าเราจะทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยพอสำหรับแม่หรอก ในขณะที่คนอื่นชื่นชมในคะแนนสอบของเรา แต่เรากลับรุ้สึกต้องการคำชมจากแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น เราไม่รู้หรอกว่าจะเรียนให้ได้คะแนนดีเพื่ออะไร รู้แค่ว่าถ้าได้คะแนนดีจะไม่โดนด่า เวลาใครถามโตขึ้นอยากเป็นอะไรเราก็จะตอบว่าอยากเป็นหมอ เพราะไม่รุ้จะตอบว่าอะไร
ด้วยความที่ฐานะที่บ้านไม่ดี ทำให้เราไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ช่วงประมาณ ป.4 เราได้มีโอกาสไปอยู่กับน้า น้าของเราเปิดร้านเช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และนิยาย ที่นั่นทำให้เราพัฒนาทักษะการอ่านได้รวดเร็ว เราอ่านหนังสือได้ไวมากๆ และสามารถจดจำและจับใจความเรื่องต่างๆ ได้ดี ถ้าถามว่าเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเราคือใคร ก็คงต้องบอกว่าเป็นหนังสือพวกนั้นที่เราใช้เวลากับมันหลายชั่วโมงต่อวัน ร้านหนังสือของน้าเรามักจะมีลูกค้าแวะมานั่งคุยเล่นกับน้าเราบ่อยๆ ทำให้เราได้ยินเรื่องราวหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเรา นี่เป็นบางส่วนที่เราได้รับรู้มา
- น้าเราช่วยผ่อนบ้านต่อจากพ่อแม่เรา ทำให้เรายังมีบ้านอยู่ ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องไปอยู่ห้องเช่าที่ไหนสักทีหนึ่ง
- น้าเราเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้เราตลอดตั้งแต่เข้าป.3
- พ่อของเราป่วยจนไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม ภาระมาตกอยู่ที่แม่
ตลอดเวลาที่เราอยู่กับน้า น้าจะพูดกับเราเสมอว่า ต่อไปเราจะต้องเป็นเสาหลักให้ที่บ้าน ต้องเรียนให้เก่ง เรียนให้สูง จะได้มีงานดีๆ มีเงินดีๆ มาเลี้ยงดูครอบครัว เราไม่รู้ว่าถ้าคนอื่นเป็นเราจะรู้สึกยังไง แต่เรารู้สึกกดดัน รู้สึกหนัก รู้สึกเหมือนแบกอะไรไว้
มีจุดพีคอยู่จุดหนึ่ง คือเราไปบ้านป้า ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเราทำอะไรให้ป้าไม่พอใจ แต่เราจำได้ว่าป้าตวาดใส่หน้าเราว่า บ้านที่คุ้มกะลาหัวอยู่ไม่ใช่ของพ่อแม่เรา ไม่ใช่ของเรา เราแค่ผู้อาศัย น้าเราจะไล่เราออกจากบ้านเมื่อไรก็ได้ ถ้าโดนไล่เราก็จะเหมือนหมาข้างถนน ไม่มีที่ซุกหัวนอน อืม ... นี่คือคำพูดที่ฝังอยู่ในใจเราตลอดมาตั้งแต่ตอนนั้น เราไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เรากลายเป็นเด็กเก็บกด รู้สึกอะไรก็เก็บเงียบ ไม่พูด ไม่แสดงออกทางสีหน้า เวลาโมโหเราจะชอบตีตัวเอง ทำให้ตัวเองเจ็บ เพราะจะได้ลืมว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เคยเอามีดแกะสลักมาเฉือนนิ้ว เพราะอยากรู้ว่าจะเจ็บมากไหม
ชีวิตเราวนเวียนอยู่กับการเรียนมาตลอด จนประถมปลาย เราเริ่มเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันทางวิชาการ มีแข่งอะไร เราได้เป็นตัวแทนตลอด เราสะสมเกียรติบัตรได้เกือบห้าสิบใบ เรารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่า และเราก็ทำอย่างนี้มาตลอดจนถึงสมัยมัธยม แม้ว่าจะย้าย รร. เราก็ยังทำคะแนนสอบได้ลำดับ 1-3 โดยที่ไม่ต้องเรียนพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น เราเสพติดการแข่งขัน เสพติดการได้รับคำชม
อาจเป็นเพราะเราทำทุกอย่างได้ดีในทุกครั้ง ทำให้ทุกคนรอบตัวเราเคยชินกับผลงานของเรา ทุกคนเริ่มตื่นเต้นกับคะแนนสอบเราน้อยลง และทุกคนก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เราควรจะได้อยู่แล้ว
ช่วง ม.5 พ่อเราประสบอุบัติเหตุตกบันได กระดูกสันหลังคด และมีอาการสมองเสื่อม ความคาดหวังจากครอบครัวถูกแบกมาที่ตัวเรามากขึ้น ชีวิตในวัยเรียนของเราตอนนั้นไม่มีอะไรหวือหวา ไปเรียน แล้วกลับบ้าน วนเวียนอยู่แค่นี้ เพื่อนเราไปดูหนัง ไปเดินเล่น ไปนั่นนี่ แต่เราไม่ได้ไป เราอิจฉาเพื่อน เพราะได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากเรา ไม่เครียด ไม่กดดัน พ่อแม่ไม่เคยว่าเรื่องคะแนนสอบ เรารุ้สึกอยากมีชีวิตแบบนั้น
ช่วงมหาลัยเราสอบตรงได้ และเราตัดสินใจจะเรียนโดยที่ไม่ยื่นแอดมิดชั่นและ กสพท ทั้งที่คะแนนถึง แม่เราโกรธเพราะแม่อยากให้เราเรียนหมอ ไม่ก็เรียนวิศวะที่จุฬา แต่เราไม่เอา เราอยากไปอยู่หอ ไปอยู่ไกลๆ บ้าน ไปอยู่แบบอิสระ เราเรียนจบสี่ปีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 มีอาจารย์จากมหาลัยอีกที่นึงมาชวนเราไปเรียนป.โท พร้อมยืนข้อเสนอทุนต่างๆ นานา ตอนแรกเราปฏิเสธ เพราะเราให้เหตุผลว่าเราต้องทำงานเพราะที่บ้านมีภาระ แต่อาจารย์คนนั้นก็หว่านล้อมให้ทนเรียนโทอีกสองปี จะได้เอาไปอัพเงินเดือนได้ ถึงตอนนั้นพ่อแม่ก็สบาย
จนเรามาเรียนเราถึงรู้ว่าสิ่งที่อาจารย์พูดมาเป็นเรื่องโกหก ... ที่ร้ายคือ เค้าทำเรื่องทุจริตบางอย่างทำให้ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยทิ้งเราให้ผูกติดกับทุนมหาลัยโดยที่เราลาออกไม่ได้เพราะไม่มีเงินใช้ทุน ต้องทนเรียนให้จบ (ตอนนี้ก็ยังไม่จบ) เราหมดไฟ หมดอาลัยตายอยาก ซ้ำร้ายที่บ้านก็ไม่เข้าใจ พูดประมาณว่าเพราะเราตัดสินใจพลาด แม่เราเลยยังเลิกทำงานไม่ได้ (เราไม่ได้ขอเงินที่บ้าน แต่สอนพิเศษหาเงินใช้เอง) เรื่องนี้เหมือนเป็นความด่างพร้อยในชีวิตของเรา เรามองดูเพื่อนหลายคนได้งานดีๆ ทำ ในขณะที่เราไปไหนไม่ได้
อาการโรคซึมเศร้าของเราชัดเจนตรงที่ว่ามีช่วงนึงเราตื่นมานั่งร้องไห้วันละ 3-4 ชม. ทุกวันอย่างไม่มีเหตุผล ไม่ไปมหาวิทยาลัย ไม่คุยกับใคร เก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง จนวันหนึ่งเราได้อ่านหนังสือเรื่องบนปากเหว ของคุณอ้อม อิสสริยา นั่นทำให้เรารู้สึกว่าได้เวลาที่เราต้องไปพบจิตแพทย์
การพบจิตแพทย์ของเราครั้งแรกใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เราไม่รู้ว่าเราพูดอะไรออกไปบ้าง แต่เราร้องไห้ตลอดเวลา เราไปหาหมอคนเดียว ไม่ได้บอกใครแม้แต่เพื่อนสนิท จบลงที่หมอสั่งยาให้เราจะนัดมาดูอาการทุกสองอาทิตย์
การรักษาด้วยยาสำหรับเราไม่ง่ายเลย ร่างกายของเราไม่ตอบสนองต่อยาที่หมอสั่ง นั่นทำให้เราต้องเปลี่ยนยาบ่อยมาก และทรมานกับผลข้างเคียงของยาทุกครั้ง ตอนตื่นนอน เราแทบจะต้องคลานไปเข้าห้องน้ำเพราะมึนจากยานอนหลับและยาคลายความกังวล เราลองยาครบทุกกลุ่มสำหรับโรคซึมเศร้า จนในที่สุดมาลงตัวที่ effexor และยานอนหลับอีกหลายขนาน มียาตัวหนึ่งชื่อ tolvon เป็นยาที่ทำให้เราหลับดี แต่ข้อเสียคือเราต้องเจอกับอาการเลือดกำเดาไหลทุกเช้า เราปิดเรื่องนี้กับแม่และครอบครัวได้ไม่นานเพราะแม่แอบเห็นยาที่เราซ่อนไว้
หมอเห็นว่าพอเริ่มปรับยาเข้าที่ เลยให้เราเพิ่มการรักษาแบบ CBT เป็นการทำพฤติกรรมบำบัด ช่วงนี้เหมือนว่าที่บ้านจะเข้าใจเรามากขึ้น แต่ก็แค่เหมือน เพราะในความเป็นจริง เราต้องเจอกับคำพูดทำร้ายจิตใจตลอดเช่น เราอ่อนแอ เรื่องแค่นี้เอง จะอะไรนักหนา เรารู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราจริงๆหรอก และเราก็ไม่ได้กล้าเล่าให้เพื่อนฟัง เรารู้สึกว่าชีวิตคนอื่นก็มีความสุขดี เราไม่ควรเอาเรื่องแย่ไปทำให้ความสุขคนอื่นน้อยลง
ด้วยความที่เราชอบอ่านหนังสือและเข้าใจอะไรได้เร็ว เราเลยไปหา text เกี่ยวกับโรคนี้และการทำ CBT เรา discuss กับหมอทุกครั้ง หมอไม่อยากให้เราอ่านแต่เราก็ดื้อจะอ่าน
จุดพีคที่สุดในชีวิตเราคือมีวันนึงเราไปมหาลัย เราใช้จังหวะที่ไม่มีใครอยู่เอาคัตเตอร์มากรีดข้อมือตัวเอง แต่ไม่ตายเพราะคัตเตอร์ไม่คม แล้วหลังจากนั้นเราก็วูบไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตื่นขึ้นมาคือเราความจำเสื่อม จำใครไม่ได้ หมอบอกว่าเป็นอาการความจำเสื่อมเทียมที่จิตใจบอบช้ำจนทนไม่ไหวเลย shut down ตัวเอง เราใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการรื้อฟื้นความทรงจำ
เพื่อนหลายคนบอกว่าเราเปลี่ยนไป เราไม่เงียบเหมือนเดิม เราดูร่าเริง แสดงสีหน้าและความรู้สึกมากขึ้น การรักษาก็เข้าที่เข้าทาง หมอปรับลดยาลงเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ performance ในการทำงานของเราลดลง ความเป็น perfectionist ลดลง และหมดเป้าหมายในชีวิตไปโดยปริยาย
มีช่วงหนึ่งที่อาการเราแปลกไปจากโรคซึมเศร้าคือเราร่าเริงผิดปกติ หมอลงความเห็นว่าเรามีอาการของไบโพลาร์ เนื่องจากเรารับยาต้านเศร้ามากเกินไปจนทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุล เราต้องเพิ่มยาและนั่นทำให้เกิดผลข้างเคียงคือมือเราจะสั่นตลอดเวลา
เราใช้เวลาในการรักษาตัวหลังจากนั้นประมาณ 1 ปี หมอจึงบอกว่าเราไม่ต้องไปหาหมออีกแล้ว แต่หมอเตือนเราว่าให้พยายามควบคุมตัวเองอย่าให้อาการกลับมา เพราะถ้าเป็นอีกครั้ง โดสยาที่ใช้ในการรักษาจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะร่างกายเราดื้อยามากกว่าคนทั่วไป หมอไม่อยากให้เราได้รับยาเยอะจนเกินไป
ผ่านมาเกือบปี จนถึงตอนนี้ เรารู้สึกตัวว่าเรามีอาการของโรคนี้อีกครั้ง เพราะช่วงนี้มีเหตุกระตุ้นคือเรื่องเรียนที่เราจบช้ากว่าคนอื่น และเราเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เรารู้สึกล้า เหนื่อย เราเริ่มกลับมาร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุอีกครั้ง
เรามีแฟน แฟนเรารู้ว่าเราเคยเป็นโรคนี้ แต่ตอนนี้เรากลับไม่กล้าบอกเค้าหรือบอกใครๆ ว่าอาการมันกลับมาอีกแล้ว เรารู้สึกว่าคนที่บอกว่าเข้าใจเราจริงๆ แล้วเค้าไม่ได้เข้าใจเราอย่างทีพูด เรารู้ว่าตอนนี้เราควรกลับไปพบจิตแพทย์ให้เร็วที่สุด
คำถามที่เกิดในใจเราตอนนี้คือ เราคงเป็นคนปกติไม่ได้แล้วใช่ไหม
ปล. กระทู้ยาวมาก ไม่รุ้ว่าจะมีคนอ่านจบไหม