ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจแบงก์ ประเมินเอ็นพีแอลยังไม่หยุดไหล ดันแนวโน้มยอดปรับโครงสร้างหนี้เพิ่ม “ทีเอ็มบี” เผยตัวเลขไตรมาส 4 ทะลัก 40%จับตาอุตสาหกรรมคอมเมิร์ซ-ภาคผลิต ยอดหนี้ยังเพิ่ม
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้ในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4 จะเป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับโครงสร้างหนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีบริหารจัดการหนี้เอ็นพีแอลให้ลดลงจะมาจาก 2 ส่วน คือ 1.การตัดหนี้สูญหรือขายหนี้ทิ้งและ2.การปรับโครงสร้างหนี้
หากพิจารณาตัวเลขวิธีการบริหารจัดการหนี้เอ็นพีแอลในช่วงไตรมาสที่ 4 ในปี 2559 ที่ผ่านมาจะพบว่า ธนาคารทั้งระบบมีสัดส่วนยอดการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40% จากยอดที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตัดหนี้สูญและขายทิ้งรวมกันทั้งสิ้นอยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านบาท จากยอดหนี้เอ็นพีแอลเกิดใหม่อยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสัดส่วนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้น
ปกติเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนปรับโครงสร้างหนี้จะอยู่ที่ประมาณ 15-20% เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมามีหนี้รายใหญ่เกิดขึ้น ขณะที่ภาพรวมหนี้เอ็นพีแอลเกิดใหม่ทั้งปี 2559 อยู่ที่ 2.88 แสนล้านบาท โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และตัดหนี้สูญจำนวนทั้งสิ้น 2.4 แสนล้านบาท
ขณะที่ในปีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มสัดส่วนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังคงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและหนี้เอ็นพีแอลที่ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร เพราะโดยปกติในภาวะที่เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดหลังจากนั้นอีก 3 ไตรมาส จะเห็นเอ็นพีแอลในส่วนของรายย่อยเริ่มส่งสัญญาณปรับเพิ่มขึ้น
สำหรับทิศทางเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นยังคงเกิดอยู่ใน 2 อุตสาหกรรมหลักเหมือนปีก่อน จะเป็นในส่วนของอุตสาหกรรมคอมเมิร์ซ และอุตสาหกรรมภาคการผลิต
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.8% ภายในสิ้นปีนี้ c
อย่างไรก็ตามเอ็นพีแอลที่ปรับขึ้นส่วนใหญ่เป็นไปตามฤดูกาลของภาคธุรกิจที่จะปรับขึ้นหลังจากเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเอ็นพีแอลที่เกิดมาจากภาคธุรกิจที่ปล่อยสินเชื่อไปก่อนหน้านี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาและเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง
ลูกค้าที่เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยวิธีการบริหารลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารจะพิจารณาจากลูกค้าเป็นหลักไม่ได้ตัดออกจากพอร์ตธนาคารแต่อย่างใด แต่ธนาคารอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่กับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ทั้งในส่วนของเอกสารต่างๆ และวัตถุประสงค์ของการใช้วงเงิน เช่น จากเดิมพิจารณาอนุมัติไม่เกิน 5 วัน อาจจะพิจารณาเพิ่มขึ้นใช้เวลา 5-10 วัน เนื่องจากต้องตรวจสอบรายละเอียดหลักฐานให้รอบครอบมากขึ้น
สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 4-6% คิดเป็นยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ราว 4 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้าง 6.57 แสนล้านบาท โดยแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อในช่วงเดือนมกราคมขยายตัวเพียง 1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่เชื่อว่าทิศทางในเดือนกุมภาพันธ์น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
JJNY : เสดตะกิด...ดี๊ดี ซี้จุกสูญ ปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง 40%
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้ในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4 จะเป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับโครงสร้างหนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีบริหารจัดการหนี้เอ็นพีแอลให้ลดลงจะมาจาก 2 ส่วน คือ 1.การตัดหนี้สูญหรือขายหนี้ทิ้งและ2.การปรับโครงสร้างหนี้
หากพิจารณาตัวเลขวิธีการบริหารจัดการหนี้เอ็นพีแอลในช่วงไตรมาสที่ 4 ในปี 2559 ที่ผ่านมาจะพบว่า ธนาคารทั้งระบบมีสัดส่วนยอดการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40% จากยอดที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตัดหนี้สูญและขายทิ้งรวมกันทั้งสิ้นอยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านบาท จากยอดหนี้เอ็นพีแอลเกิดใหม่อยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสัดส่วนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้น
ปกติเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนปรับโครงสร้างหนี้จะอยู่ที่ประมาณ 15-20% เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมามีหนี้รายใหญ่เกิดขึ้น ขณะที่ภาพรวมหนี้เอ็นพีแอลเกิดใหม่ทั้งปี 2559 อยู่ที่ 2.88 แสนล้านบาท โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และตัดหนี้สูญจำนวนทั้งสิ้น 2.4 แสนล้านบาท
ขณะที่ในปีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มสัดส่วนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังคงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและหนี้เอ็นพีแอลที่ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร เพราะโดยปกติในภาวะที่เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดหลังจากนั้นอีก 3 ไตรมาส จะเห็นเอ็นพีแอลในส่วนของรายย่อยเริ่มส่งสัญญาณปรับเพิ่มขึ้น
สำหรับทิศทางเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นยังคงเกิดอยู่ใน 2 อุตสาหกรรมหลักเหมือนปีก่อน จะเป็นในส่วนของอุตสาหกรรมคอมเมิร์ซ และอุตสาหกรรมภาคการผลิต
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.8% ภายในสิ้นปีนี้ c
อย่างไรก็ตามเอ็นพีแอลที่ปรับขึ้นส่วนใหญ่เป็นไปตามฤดูกาลของภาคธุรกิจที่จะปรับขึ้นหลังจากเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเอ็นพีแอลที่เกิดมาจากภาคธุรกิจที่ปล่อยสินเชื่อไปก่อนหน้านี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาและเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง
ลูกค้าที่เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยวิธีการบริหารลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารจะพิจารณาจากลูกค้าเป็นหลักไม่ได้ตัดออกจากพอร์ตธนาคารแต่อย่างใด แต่ธนาคารอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่กับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ทั้งในส่วนของเอกสารต่างๆ และวัตถุประสงค์ของการใช้วงเงิน เช่น จากเดิมพิจารณาอนุมัติไม่เกิน 5 วัน อาจจะพิจารณาเพิ่มขึ้นใช้เวลา 5-10 วัน เนื่องจากต้องตรวจสอบรายละเอียดหลักฐานให้รอบครอบมากขึ้น
สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 4-6% คิดเป็นยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ราว 4 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้าง 6.57 แสนล้านบาท โดยแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อในช่วงเดือนมกราคมขยายตัวเพียง 1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่เชื่อว่าทิศทางในเดือนกุมภาพันธ์น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น