เมื่อคุณต้องเจอกับแม่ยายแบบนี้คุณจะทำยังไงครับ ช่วยผมตัดสินใจหน่อยครับ

กระทู้คำถาม
ก่อนอื่นเลยผมต้องเล่าถึงจุดเริ่มต้นช่วงที่แม่ยายย้ายมาอยู่กับผมแล้วก็แฟนก่อนนะครับ คือตัวแม่ยายผมเค้าอยู่ที่บ้านที่เป็นของญาติทางฝั่งพ่อตาผม ซึ่งพ่อตาผมเสียชีวิตไปตั้งแต่แฟนผมอายุได้เพียง10ปี ก่อนหน้านั้นพ่อตากับแม่ยายผมหย่ากันแล้วครับ แต่ด้วยความที่แฟนผมกับพี่สาวของแฟนตอนนั้นไม่มีคนเลี้ยงดู และประกอบกับการที่แม่ยายผมเป็นพยาบาล ทางแม่ยายผมจึงอาสามาดูแลลูกทั้งสองคนและตัวพ่อตาผมที่ตอนนั้นป่วยหนัก

หลังจากพ่อตาผมเสียชีวิต แม่ยายผมก็อยู่ที่บ้านหลังนั้นซึ่งเป็นของทางญาติพ่อตาผมและดูแลลูกสาวทั้งสองมาเรื่อยๆ จนกระทั่งแม่ยายผมตัดสินใจจะทุบบ้านทิ้งเพื่อสร้างใหม่ ซึ่งคนที่เป็นเจ้าของบ้านที่แท้จริงก็คือลุงของแฟนผมนั่นเอง ลุงของแฟนผมยอมให้สร้างใหม่ทั้งๆที่ไม่ชอบแม่ยายผมเอามากๆ แต่เพราะเห็นแก่หลานทั้ง2 แต่เหตุเพราะอะไรไม่รู้ที่ซับซ้อนมากๆทำให้แฟนผมต้องไปอยู่กับป้าซึ่งเป็นพี่สาวของพ่อตาผม ตั้งแต่แรกเดิมทีแฟนผมก็อาศัยอยู่กับป้ามาตั้งแต่เกิดครับ เพราะตัวแม่ยายผมมีปัญหากับพ่อตาตั้งแต่แฟนผมเกิดได้เพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่เนื้อเรื่องมันจะยาวไปมากกว่านี้ผมขอเข้าจุดสำคัญเลยนะครับ

ตัวแม่ยายผมต้องการจะย้ายออกจากบ้านหลังนั้นที่สร้างใหม่เพื่อไปเปิดร้านอาหารต่างจังหวัด และด้วยความที่แม่ยายผมกับลุงของแฟนผมไม่ถูกกันอยู่แล้ว ก่อนแม่ยายผมจะย้ายออกจากบ้านหลังนั้น ทิ้งบิลค่าไฟซึ่งมิตเตอร์เป็นชื่อของลุงเอาไว้ แล้วค่ารถที่ขนของไปเปิดร้านอีกจังหวัดนึงก็จ่ายคนขับแค่ครึ่งเดียว โดยใช้ความเกรงใจที่คนขับรู้จักกับลุงของแฟนผมเป็นหลักประกันว่าจะจ่ายที่เหลือให้ในภายหลัง รวมถึงจะเปิดบ้านหลังนั้นให้คนอื่นเช่าต่อ ซึ่งลุงของแฟนผมไม่ยอมครับ เพราะตัวบ้านมันติดกับบ้านลุงอีกสองหลังซึ่งลุงของแฟนผมก็มีลูกสาวอีก2คนแล้วตัวบ้านก็ไม่มีรั้วกั้นระหว่างกันด้วย คือลุงไม่ไว้ใจคนที่จะมาเช่าอยู่ประกอบกับน้ำประปาใช้มิตเตอร์เดียวกัน ผสมกับลุงต้องการเก็บบ้านหลังนั้นไว้เพื่อรอให้พี่สาวของแฟนผมกลับมาอยู่ (พี่สาวแฟนผมอยู่ในเรือนจำครับตอนนั้น) และด้วยความที่ลุงไม่ชอบนิสัยของแม่ยายผมอยู่แล้วหลายๆอย่างจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ของแม่ยาย ไปนินทา ไปกล่าวหาว่าเสียลุงให้คนอื่นๆในระแวกนั้น ซึ่งเรื่องมันก็ลุกลามจากความขัดแย้งที่แค่ไม่ชอบกันเฉยๆกลายเป็นเกลียดกันไปเลย

หลังจากแม่ยายผมเปิดร้านอาหารได้ไม่นาน ก็ไม่รอดครับ และคิดที่จะกลับมาอาศัยที่บ้านหลังเดิมที่ตัวเองสร้าง แต่ด้วยวีรกรรมที่ทำไว้ ทำให้ตอนนี้ทางญาติฝ่ายพ่อตาผมไม่เอาแล้วครับ แม่ยายผมก็ไม่ยอมแพ้โทรมาขู่กับแฟนผมว่าให้ไปบอกลุงด้วย บ้านหลังนี้เค้าสร้างถ้าเค้าอยู่ไม่ได้ เค้าก็จะฟ้องศาล ซึ่งชื่อบ้านน่ะมันเป็นของลุงแฟนผมครับ แม่ยายผมจึงเปลี่ยนแนวไปทางชวนตี จะทุบบ้านทิ้ง ซึ่งลุงของแฟนผมก็ท้าทายไปว่ามาทุบเลย แล้วสร้างแบบเดิมคืนให้ด้วย ซึ่งสุดท้ายแม่ยายผมก็ต้องยอมแพ้ครับ ทำได้แค่ไปพูดหาพวกกับคนแถวนั้นว่าตัวเองโดนโกง ไปเป่าหูลูกสาวคนโตซึ่งเป็นพี่ของแฟนผมว่า มรดกที่ดินจะโดนลุงโกงแล้วนะ

ซึ่งความจริงตอนนั้นลุงอีกคนของแฟนผมที่เป็นผู้จัดการมรดกได้เดินเรื่องถมที่ทำรังวัดและค่าแบ่งโฉนดต่างๆ ค่าใช้จ่ายต่างๆเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่รอให้พี่สาวของแฟนผมออกจากเรือนจำแล้วไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อโอน ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดลุงของแฟนผมจัดการให้หมดเลยครับ แถมแบ่งที่ดินในส่วนของตัวเองให้ด้วย พอลุงรู้ว่าแม่ยายผมไปเป่าหูพี่สาวของแฟนผมแบบนี้ ลุงจึงปรึกษากับคนอื่นๆที่มีส่วนในที่ดิน และด้วยความกังวลว่าที่ดินที่ได้รับสืบทอดกันมานานจะโดนแม่ยายผมขาย เพราะพี่สาวของแฟนผมนั้นเป็นคนที่เชื่อฟังแม่ยายผมมากๆ จึงแบ่งโฉนดใหม่ทำให้ที่ดินส่วนของพี่สาวแฟนกับแฟนกลายเป็นที่ตาบอด ซึ่งทำให้มันขายได้ยากขึ้น แม่ยายผมโกรธจัดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ และด้วยความที่เป็นคนแบบนี้ ทำให้ตอนนั้นอาศัยอยู่กับใครไม่ได้เลย หนทางสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือ บ้านผมครับซึ่งตอนนั้นแม่ยายผมกับแฟนผมมีปัญหาเรื่องบ้านกับเรื่องที่ดินกัน เพราะแม่ยายผมต้องการจะเอาชนะลุง เลยมาบีบบังคับให้แฟนผมไปแจ้งความ แต่แฟนผมไม่เล่นด้วยครับ สุดท้ายแม่ยายผมก็เลยทำเป็นลืมเรื่องพวกนั้นแล้วโทรมาคุยกับแฟนผม

บอกจะมาขอมานอนค้างช่วงกลางคืน เดี๋ยวเช้าๆก็ออกไปทำงานแล้ว ซึ่งที่ผมอยู่กับแฟนนั้นเป็นร้านเสริมสวยเล็กๆชั้นเดียวครับ เนื้อที่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีห้องนอนอยู่หลังร้านเป็นห้องที่เล็กมากๆ แล้วก็มีห้องน้ำเพียงห้องเดียว ซึ่งผมเป็นคนง่ายๆก็เลยไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่แม่ยายจะมาขออาศัยที่ร้าน ด้วยความที่ร้านมันเล็กมากๆ ห้องนอนก็มีเพียงห้องเดียวทำให้แม่ยายผมต้องนอนที่โซฟาหน้าร้านครับ หลังจากนั้นไม่นานป้าของแฟนผมที่เป็นคนเลี้ยงแฟนผมมาตั้งแต่เกิดก็โทรมาคุยเล่นกับแฟนผม แฟนผมจึงเล่าเรื่องแม่ยายผมย้ายมาอยู่ให้ฟัง ผมโดนป้าของแฟนต่อว่า ว่าให้อยู่ได้ยังไง ไล่มันออกไปเลย ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อน ซึ่งด้วยความที่ผมเป็นลูกเขยผมก็ไม่รู้จะทำไงครับ ป้าของแฟนก็เลยนัดให้ผมกับแฟนไปคุยที่บ้านของป้า

ป้าก็เล่าวีรกรรมต่างๆทั้งหมด และข้อควรระวังของแม่ยายผมให้ฟัง จากประสบการณ์ที่ป้าเคยเจอเคยอยู่กับแม่ยายมา23ปี

อันดับแรกป้าให้ผมเก็บเงินเอาไว้ให้ดีๆ

อันดับสองป้าให้ผมระวังเรื่องการแนะนำแม่ยายให้รู้จักกับญาติของผม

อันดับสามป้าให้ผมระวังถ้ามีลูกอย่าให้แม่ยายผมเลี้ยงเป็นอันขาด

ซึ่งผมขอบอกแค่สามอันดับนี้นะครับ หลังจากแม่ยายผมอยู่ที่ร้านมาไม่นานเงินก็เริ่มหายครับ ด้วยความที่ร้านเสริมสวยไม่ค่อยมีลูกค้าเงินที่ใช้กินใช้จ่ายต่างๆจึงมาจากผมเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความที่งานของผมนั้นทำให้ผมต้องนอนเกือบเช้า หรือบางทีก็เช้าเลย ผมจึงกดเงินออกมาแล้วให้แฟนผมเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งหมด ผมประเมินว่าวันนึงมันไม่น่าจะเกิน500บาท ผมก็กดเงินออกมา15,000บาทแล้วให้แฟนผมเอาไว้ใช้จ่ายต่างๆแบบนี้ทุกเดือน ด้วยความเคยชินที่แฟนผมจะเอาเงินที่ผมให้ใส่กระปุกแล้ววางเอาไว้บนโต๊ะทำงานเล็กๆในห้องผมประจำ ทำให้มันง่ายมากต่อการที่แม่ยายจะหยิบไป ประกอบกับการที่แฟนผมไม่เคยนับเงิน แต่มารู้เพราะว่าปกติทุกเดือนเงินมันจะเหลือ แต่หลังๆมันไม่เหลือครับแถมติดลบ คือผมต้องกดเงินเพิ่มเพื่อซื้อข้าวอีก2,000บาท ทำให้แฟนผมเกิดมีปากเสียงกับแม่ยายขึ้นมา

แม่ยายผมก็ยอมรับว่าเอาไปครับ แต่ก็ใช้ประโยคว่า "ชั้นเป็นแม่นะ" แต่แฟนผมก็ไม่ยอมอยู่ดี ด้วยความที่ผมเป็นคนเคารพสถาบันพ่อแม่มากๆ ผมจึงห้ามแฟนแล้วให้มันจบลงแบบนั้น หลังจากนั้นก็ถึงคิวอันดับสองที่ป้าได้เตือนไว้ครับ แม่ยายผมเริ่มสร้างความขัดแย้งกับพี่สาวผมก่อนเป็นคนแรกด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ หลังจากนั้นก็สร้างความขัดแย้งกับแม่ของผมต่อ ซึ่งก่อนหน้านี้ปกติแม่ผมจะเข้ามาที่ร้านเสริมสวยบ่อยๆ กลับไม่มาเลย จะมาก็เมื่อตอนจำเป็นเท่านั้น

หลังจากนั้นพี่สาวของแฟนผมก็พ้นโทษออกมา แต่กลับไปอยู่ที่บ้านของแฟนแทน แม่ยายผมจึงเอาข้าวของทั้งหมดไปฝากเอาไว้ที่บ้านเพราะที่ร้านเสริมสวยมันเล็กมากๆไม่มีที่จะเก็บ พี่สาวของแฟนผมดันไปเจอของต่างๆที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์การทำเสน่ห์ และด้วยความบังเอิญคืนนึงแม่ยายผมเอาที่ชาร์จโทรศัพท์ของผมไป แฟนผมจึงเดินไปเอากลับมาให้แต่บังเอิญไปเห็นไลน์ที่มันขึ้นแจ้งเตือนไว้ ด้วยความอยากรู้ของแฟนผมจึงหยิบเอาโทรศัพท์ของแม่ยายมาเปิดอ่าน ความจริงตั้งแต่แรกก็เลยถูกไขกระจ่างครับ

ที่ตอนแรกแม่ยายผมจะย้ายไปเปิดร้านอาหารต่างจังหวัด เพราะต้องการจะไปอยู่ใกล้ๆกับผู้ชายคนนึง คนที่แม่ยายผมทำของใส่นั่นแหละครับ แม่ยายผมทุ่มทุกอย่างให้กับผู้ชายคนนี้มากๆ ทั้งซื้อของ ทั้งให้เงิน ร่วมๆแสนบาทเลยครับ ซึ่งเงินในจำนวนนั้นก็เป็นเงินที่หยิบจากในกระปุกเงินของผมกับแฟนไปนั่นเอง และผู้ชายคนนั้นก็มีภรรยากับลูกที่โตแล้วด้วย แม่ยายผมอาสาเอาใจด้วยการไปช่วยเลี้ยงหลานของผู้ชายคนนั้นที่พึ่งคลอด ไปดูแลเทคแคร์ให้แบบทิ้งการทิ้งงานไปเลย พอกลับมาก็มาแอบหยิบเงินเล็กๆน้อยๆของผมเท่าที่จะหยิบได้ไปอีก

ล่าสุดเพราะแม่ยายผมทิ้งการทิ้งงานไป บวกกับการที่เอาเงินไปให้ผู้ชายหมด ทำให้ไม่มีเงินพอจ่ายค่ารถซึ่งค้างไว้4เดือนครับ ผลที่ตามมาคือพยายามกดดันให้ผมจ่ายค่ารถที่ค้างไว้ให้ เพราะรถคันนั้นมันเป็นชื่อของแฟนผมครับ ผมรับไม่ได้กับการกระทำของแม่ยายหลังรู้ความจริง ในใจผมเริ่มบอกว่าอย่าเด็ดขาด เงินที่เราช่วยเค้าเท่ากับเป็นเงินที่ช่วยเค้าทำเรื่องที่ผมเกลียดมากๆ ป้าของแฟนผมก็บอกเลยว่าปล่อยให้มันโดนยึดไป พอยึดเสร็จแล้วป้าจะไปจัดการไถ่ถอนคืนให้เอง เสียค่าปรับเป็นแสนๆเค้าก็ยอม

ใจผมอีกใจก็ด้วยความที่โดนกดดันทุกวันหนักๆก็อยากจะช่วยครับ จะได้มีสมาธิกับงานมากขึ้น เพราะแม่ยายมากดดันตลอด จนผมเริ่มทำงานไม่ได้ ผมเกือบจะตัดสินใจช่วยแม่ยายแล้วครับ แต่แฟนผมดันไปอ่านไลน์ของแม่ยายเจอท่อนที่ผู้ชายขอเงิน20,000บาท ซึ่งแฟนผมก็แอบไปค้นกระเป๋าเงินของแม่ยาย ในนั้นมีพอดีเลยครับ ผมก็เลยประเมินว่าเช้านี้เงินในกระปุกที่เอาไว้ใช้จ่ายต่างๆจะต้องหาย แล้วพรุ่งนี้เงิน20,000บาทในกระเป๋าแม่ยายผมจะไม่มีแล้ว ซึ่งมันก็เป็นไปตามนั้นครับ ผมจึงกัดฟันสู้กับแรงกดดันจากแม่ยาย ไม่ช่วยเด็ดขาด แม่ยายผมเป็นคนมีนิสัยไม่เคยแบกรับภาระใดๆมาก่อนเลย ภาระหนักสุดๆก็คือการผ่อนรถเดือนล่ะ9,000บาทนี่แหละครับ ก่อนหน้านี้ที่อยู่บ้านก็มีจ่ายแค่ค่าไฟเพราะลุงของแฟนผมแยกมิตเตอร์ไฟออกเป็นบ้านใครบ้านมัน ทำให้แม่ยายผมเป็นคนเก็บเงินเก่งมากๆ มารู้ทีหลังก็คือมีเงินเก็บในบัญชีประมาณสองแสนบาทครับ แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่เอามาจ่ายค่ารถ ซึ่งสุดท้ายแม่ยายผมก็ไปให้เพื่อนอีกคนช่วยกู้เงินจากสหกรณ์มาจ่ายค่ารถแทน

มาถึงตอนนี้ผมอยากมีลูก ญาติผมกับญาติแฟนผมก็อยากอุ้มหลานแล้ว เพราะผมกับแฟนก็อายุใกล้จะแตะเลข3กันแล้วด้วย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะกลัวคำเตือนอันดับสามของป้าแฟนมากๆครับ แค่สองอันดับแรกผมก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว แม่ยายผมเป็นคนชอบทวงบุญคุณ และใช้วิธีทวงบุญคุณนี่แหละครับมากดดันให้ผมจ่ายค่ารถให้ บุญคุณที่แม่ยายเลี้ยงแฟนผมมา ซึ่งแฟนผมก็ตอบกลับไปว่าคนที่เลี้ยงคือป้า แม่คลอดแล้วก็ทิ้งไปเลยไม่มาหา ไม่มาดูแล ไม่แม้แต่จะส่งเงินให้สักบาท ปล่อยให้พ่อตากับป้าดูแลมาแบบยากลำบาก ซึ่งผมกลัวมากๆครับถ้าลูกผมจะตกเป็นเครื่องมือในการทวงบุญคุณของแม่ยาย ผมเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีกับเรื่องนี้ ถ้าให้ผมไล่แม่ยายออกไปผมก็ทำไม่ได้ครับ ใจผมไม่แข็งพอทุกๆครั้งที่แฟนผมมีปากเสียงกับแม่ยายผมก็ทนไม่ได้ที่จะต้องห้ามแล้วให้แฟนผมหยุด

ด้วยความกดดันต่างๆ และด้วยความอยากมีลูกมากๆ ผมเคยคิดที่จะเสนอเงินให้แม่ยาย1ล้านบาทแล้วไม่ต้องให้เค้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของผมกับแฟนอีกเลย แบบเปิดประเด็นทะเลาะกันไปเลย พอถึงเวลาจะทำจริงๆผมก็ทำไม่ได้อีกน่ะครับใจไม่แข็งพอ ประกอบกับแม่ยายผมเท่าไหร่ก็คงไม่พอ ผมก็เลยไม่รู้จะทำยังไงแล้วครับ ทุกวันนี้ต้องทนกับทุกๆอย่าง อ่อหลังจากที่ผมไม่ช่วยแม่ยายจ่ายค่ารถ แม่ยายผมก็แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการไม่กดน้ำชักโครกครับ ผมต้องเข้าไปเผชิญกับสิ่งที่ผมเกลียดสุดๆทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ

ตอนนี้ผมเริ่มรู้ตัวว่าคงทนต่อไปอีกไม่ไหว ไม่รู้จะทำยังไง จะโยนไปให้พี่สาวของแฟนก็ไม่ได้ เพราะพี่สาวของแฟนไม่มีเงินให้หยิบทุกวันแบบแฟนผม แม่ยายผมเลยไม่ไปครับ กระปุกเงินก็เก็บไม่ได้เพราะไม่มีที่เก็บพอผมใช้วิธีที่ทำให้เงินหยิบได้ยากมากขึ้นแม่ยายผมก็จะแสดงอาการทำนองว่าไม่เชื่อใจกันเลยใช่ไหมแล้วก็ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า "ชั้นเป็นแม่นะ" สุดท้ายมันก็เลยเป็นแบบเดิม ผมควรจะทำยังไงดีครับ ถ้าหาวิธีไล่แม่ยายออกไปได้แล้ว ผมจะดูเป็นคนเลวไหมครับ จนปัญญาแล้วจริงๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่