สาวน้อยพลังจิต จู่ๆหนูก็ได้เป็นสายลับ
ทรายตั้งใจจะย้ายโรงเรียนเพื่อหลบหน้าทุกคนและไม่ให้ใครติดตามเธอได้ เธอขอเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากพันตรีพิชัยและไปเช่าห้องพักใกล้กับสำนักงานของพันตรีพิชัยเพื่อให้ทำงานได้สะดวก
คืนนั้นทรายโทรศัพท์เข้ามือถือแจ็ค
“โหล แจ็ค”
“เฮ่ย ทราย เป็นห่วงแทบแย่ เป็นไรป่าววะ”
“ไม่เป็นไร โทรมาถามไถ่ข่าวคราวน่ะ”
“วันนี้นะ วุ่นกันทั้งวันเลยว่ะ”
“เกิดไรขึ้น”
“วินกับแม่อรมาถามหาแก”
“.................”
“ฉันว่านะ มาก็พออายที่โรงเรียนโทรไปถามนะสิ ว่าแกหนีออกจากบ้านจริงนะเปล่า ว่าแต่ตอนนี้ก็อยู่ไหนวะ”
“แจ็ค อย่าหาว่าเราไม่รักเพื่อนนะ เราไม่อยากเจอหมวดปราบอีกต่อไป พอๆกับไม่อยากให้แม่อรกับวินเจอเราอีก เลยคิดว่าจะไม่มาเรียนที่นี่อีกแล้ว”
“แล้วแกจะไปเรียนที่ไหน แกหาโรงเรียนได้แล้วเหรอ”
“ก็ไม่รู้เลย อาจมาขอใบจบม. 5 แล้วไปสอบเทียบเอามั้ง”
“อย่าเลยวะ ลองปรึกษาอาจารย์ฝ่ายปกครอง....”
“อื๋อ แกเพี้ยนไปแล้วเหรอวะ”
“จริงๆนะ อาจารย์รู้เรื่องของแกหมดแล้ว เมื่อวานแม่อรกับวินมาหาท่าน ท่านถึงได้เรียกฉันไปหา พอไม่ได้ความอะไรจากฉันก็เลยไป ฉันเลยเล่าความจริงทุกอย่างให้อาจารย์ฟัง ท่าทางจะเห็นใจแกมากเลยนะโว้ย”
“ขอบใจว่ะเพื่อน ฉันอาจเอาสิ่งที่แกบอกให้ฟังไปลองคิดวิธีแก้ปัญหาบางอย่างดูก็ได้”
............................................................................................................................................................................
ตอนสายวันรุ่งขึ้นทรายไปที่โรงเรียนเก่า กะตอนที่นักเรียนเข้าห้องเรียนกันแล้วเพื่อจะได้ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ ทรายตรงไปห้องอาจารย์ฝ่ายปกครอง และเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังทันที
“แหม ครูอึดอัดใจจัง แต่ก็เข้าใจนะว่าเธอเจออะไรมาบ้าง อย่าโกรธครูเลยนะ เพราะครูทุกคนก็อยากให้ลูกศิษย์ของตัวเองได้ดี ตอนนี้เธอมีปัญหาครูก็อยากจะช่วย......
อ้ายเรื่องให้ครูไปเป็นตัวแทนผู้ปกครองแล้วโกหกกับโรงเรียนใหม่ว่า พ่อแม่เธอไม่วางครูเลยมาแทนน่ะ ครูทำไม่ได้หรอก แต่เอางี้ ครูจะทำหนังสือให้อาจารย์ใหญ่เซ็นรับรองความประพฤติเธอแล้วครูจะโทรศัพท์ไปฝากฝังเธอกับโรงเรียนใหม่เอง จะไม่มีใครที่นี่รู้ นอกจากครู ว่าเธอไปเข้าโรงเรียนไหน แต่ถ้าเกิดที่บ้านตามเธอจนพบ เขาจะได้ไม่มาเล่นงานครูเอาได้ ว่ามีสิทธิอะไรมาเที่ยวฝากเธอเรียนที่นั่นที่นี่โดยพ่อแม่ไม่อนุญาต และโดยเฉพาะปลอมตัวไปเป็นผู้ปกครองนี่ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย เพราะยังไงตามกฎหมาย เขาทั้งสองก็เป็นพ่อแม่อย่างถูกต้อง ครูเป็นครูบาอจารย์จะทำเสียหายเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก ทำอย่างนี้ก็ไม่เสียอาจารย์ใหญ่ด้วย เพราะออกหนังสือรับรองให้เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนที่ครูโทรไปฝากฝังก็หาหลักฐานไม่ได้ เอายังงี้นะ”
อาจารย์ฝ่ายปกครองพูดจบก็ยกมือขึ้นลูบผมของทรายอย่างเอ็นดู ทรายถึงกับก้มลงซบที่ตักแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น รู้สึกปลาบปลื้มและรู้สึกผิดระคนกันไป ที่ปลาบปลื้มเพราะนึกไม่ถึงว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ดุแสนดุ และดูเหมือนจ้องทำร้ายจิตใจเธอตลอดเวลานั้น แท้จริงแล้วมีแต่ความรักความปรารถนาดีให้เสมอ และที่รู้สึกผิดเพราะทรายเองนึกแช่งชักหักกระดูกครูคนนี้ทุกครั้งที่เธอโดนเล่นงานหรือรู้สึกเหมือนถูกจ้องจับผิดตลอดเวลา
“และจำไว้เสมอนะลูก เป็นสาวเป็นนาง อยู่คนเดียว รับผิดชอบตัวเอง ต้องระวังให้มากเป็นสิบเท่า ถ้ามีปัญหาอะไรที่คิดว่าครูช่วยได้ก็มาบอกกันนะ ความเป็นศิษย์เป็นอาจารย์เมื่อได้เป็นแล้ว ไม่ได้สิ้นสุดลงตอนที่เธอก้าวเท้าออกไปจากโรงเรียน มันจะติดตัวตามเธอไปตลอดชีวิต จนไม่ใครก็ใครได้ตายลง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองนะลูก จำคำของครูไว้เสมอนะ”
ทั้งคู่กอดกันกลม ร้องไห้น้ำหูน้ำตาท่วมอยู่ในห้องเล็กๆนั้นจนออดพักเที่ยงดังขึ้น ทรายจึงขอตัวกลับ และรีบออกจากโรงเรียนไปอย่างรวดเร็ว
............................................................................................................................................................................
ทรายใช้หนังสือรับรองของอาจารย์ใหญ่ กับโทรศัพท์ฝากฝังของอาจารย์ฝ่ายปกครองเข้าเรียนในโรงเรียนใหม่ ซึ่งใช้เวลาพิจารณารับเธออย่างไม่ยากเย็นเลย เกรดการเรียนที่ดีกับหนังสือรับรองโดยตรงกับอาจารย์และโทรศัพท์ฝากลูกศิษย์จากโรงเรียนเก่า ทำให้โรงเรียนใหม่ไม่ให้ความสนใจกับเอกสารประกอบหรือผู้ปกครองมากนัก
ทรายเริ่มเรียนในโรงเรียนใหม่และปรับตัวกับเพื่อนนักเรียนได้ดีพอสมควร แม้จะยังไม่พบเพื่อนสนิท
เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า ทรายหยิบโทรศัพท์มือถือที่ซื้อมาจากเงินค่าจ้างเป็นสายลับ ค่าจ้างกับงานที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน
“คุณชื่อทรายใช่มั้ยครับ”
“ค่ะ”
“เจ้านายให้บอกว่ามีงานแล้ว ให้มาที่รังด่วน”
“ค่ะ”
ทรายรีบไปที่สำนักงานลับของพันตรีพิชัยทันที
พอเจอหน้าพันตรีพิชัยเธอก็ปราศรัยเหมือนอย่างเพื่อนสนิทอย่างเคย แต่คราวนี้พันตรีพิชัยไม่เล่นด้วย
“แหม ให้มาที่รังด่วน พูดเป็นรหัสลับเลยนะ”
พันตรีพิชัยหันมามองหน้าเธอ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“ผมเป็นคนจริงจังในการทำงาน ตอนนี้สถานภาพของเราคือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา คงรู้นะ ว่าสถานะของคุณตอนนี้ จะวางตัวยังไงไม่ให้ผมอึดอัด”
ทรายถึงกับอึ้ง เธอวางตัวขึงขังขึ้นมาทันที สีหน้าแววตามองพันตรีพิชัยอย่างขออภัย
“ค่ะ”
“มีคดีง่ายๆ แต่ได้เงินไว เพราะคนจ่ายรวยมาก คือหมาค้อกเกอร์ สเปเนียลหายตัวลึกลับไปจากบ้าน ไม่รู้ว่าไปไหน หรือใครจับไป แต่เจ้าของหมารักมันเหมือนลูก จึงยอมทุ่มทุนไม่อั้นที่จะได้หมาของตัวเองคืนมา คนที่ต้องสงสัยคือคนรับใช้ในบ้านทุกคน และพนักงานส่งเอกสาร.....”
พันตรีพิชัยขยับตัวชี้ภาพสุนัขน่ารักบนโต๊ะ ทรายกวาดตามองภาพหลายภาพบนโต๊ะนั้นไปด้วย
“ตอนนี้เราส่งคนไปตรวจสอบแล้วว่าคนรับใช้พวกนี้ มีสายสัมพันธ์กับใครบ้าง เมื่อขโมยหมาไปแล้วจะเอาไปฝากญาติหรือคนรู้จักที่ไหน....
ส่วนคนส่งเอกสาร คนรับใช้ในบ้านหลายคนให้การว่า ตอนที่คนส่งเอกสารเข้ามาที่บ้านเพื่อเอาเอกสารมาให้เจ้าของบ้านเซ็น ยังเห็นสุนัขวิ่งอยู่ แต่เมื่อคนส่งเอกสารออกไปแล้ว เจ้าหมาก็หายตัวไปในเวลาเดียวกัน....
ตอนนี้เราก็ได้ส่งคนไปซุ่มตรวจสอบการใช้ชีวิตประจำวันของคนส่งเอกสารแล้ว ว่าจะมีพิรุธอะไรหรือไม่ หรือจะพาหมาไปฝากให้ใครเลี้ยง”
“...............”
“อ้าว...ไม่มีอะไรพูดเลยเหรอ”
“เออ.....แล้วยังไงคะ”
“จ๊าก.....นี่ผมจ่ายเงินให้คุณล่วงหน้าไปตั้งสองหมื่น คำตอบที่ผมได้มีแค่นี้เองเหรอ”
พันตรีพิชัยพูดอย่างหัวเสีย
“สงสัยผมจะคบเด็กสร้างบ้านแล้วทีนี้ เสียดายทั้งเงินทั้งเวลา”
ทรายหน้าเสีย แต่ก็พยายามพูดปรับความเข้าใจ
“เดี๋ยวๆ ขอโทษค่ะ ทรายอาจไม่ดีเองที่วางทีท่าทำให้คุณไม่สะดวกใจ คือถ้าบอกแค่นี้ทรายทำอะไรไม่ได้หรอก ตอนนี้ทรายยังไม่รู้สึกว่าจะได้เค้าลางหรือเบาะแสอะไร ช่วยพาทรายไปที่บ้านนั้นหน่อย เผื่อจะทำให้ทรายเห็นอะไรขึ้นมา”
พันตรีพิชัยหันไปมองหน้าลูกน้องอีก 2-3 คนที่อยู่ในห้อง
“เราไปสำรวจที่บ้านนั้น 2-3 รอบแล้ว คิดว่าถ้าจะให้คุณไปอีกทีคงไม่เหมาะ”
“อ้าว แล้วยังงี้ทรายจะทำงานได้ไงอ่ะ พวกคุณไปกันเองแล้วจะให้ทรายมาทำงานด้วยการคว้าข้อมูลจากอากาศได้ไงอ่ะ”
“ก้อ....คุณจะเอาข้อมูลอะไรอีกล่ะ เราก็หามาให้จนครบถ้วนแล้ว”
“คืองานของสายไม่ต้องการข้อมูลอะไรทั้งนั้น ทรายต้องการเพียงการสัมผัส”
“หมายถึงยังไง”
“ก็ไปสัมผัส สัมผัสอะไรก็ได้ สัมผัสคน บ้าน รถ สิ่งของ อะไรก็ได้ จะทำให้ทรายรู้ได้ว่าสุนัขตัวนั้นประกฎตัวครั้งสุดท้ายที่บ้านนั้นตรงไหนและเมื่อไหร่”
พันตรีพิชัยถึงกับนั่งเอามือกุมขมับ
“แล้วผมจะบอกกับคนจ้างยังไงดี จะบอกว่าคุณจะนั่งทางในหาคนขโมยงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้”
“ก็บอกว่าขอไปหาเบาะแสอีกสักหน แล้วเรียกทุกคนในบ้านมาให้ทรายคุย ทรายจะอาศัยจังหวะเหมาะสัมผัสตัวพวกเขาเอง”
“แน่ใจนะว่างานไม่เหลว”
“ก็คุณจ่ายค่าจ้างแล้วนี่ ฉันก็ต้องพยายามทำงานให้คุ้มค่า”
................................................................................................................................................................................
ทั้งหมดต้องเสียเวลาไปอีก 1 วันเพื่อให้พันตรีพิชัยขออนุญาตจากเจ้าของบ้านขอสอบถามคนในบ้านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของบ้านไม่ค่อยพอใจนัก และรู้สึกว่าพันตรีพิชัยโอ้เอ้ไร้น้ำยา
เมื่อคนในบ้านมากันพร้อมหน้า พร้อมสายตาตำหนิพันตรีพิชัยของเจ้าของบ้าน เล่นเอาพันตรีพิชัยเสียศูนย์ไปเลย เขาตรงไปพูดกับทรายด้วยน้ำเสียงเอ็ดเล็กน้อย
“ไหน เธอลองบรรเลงฝีมือดูซิ ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง แต่จำไว้เสมอนะว่า ห้ามแสดงตัวว่าเธอใช้พลังจิตเด็ดขาด ทุกอย่างที่เธอรับรู้ค่อยเอาไปรายงานกับฉันทีหลัง”
“ค่ะ” ทรายพยักหน้าตามองตรงไปที่เป้าหมาย คนในบ้านหลังนั้นที่ทั้งนั่งทั้งยืนกันอยู่เกือบ 10 คน
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเดินไปที่ผู้ชายคนยืนใกล้สุดพร้อมทั้งพูดดังๆให้ทุกคนฟังว่า
“สวัสดีค่ะ คือวันนี้ต้องรบกวนพวกเราอีกครั้งนึง พอดีเรามีเครื่องมือใหม่ เครื่องจับเท็จเคลื่อนที่ค่ะ เพียงแต่เอามือสัมผัสเครื่อง เครื่องจะอ่านจิตใจของเราได้ เสร็จแล้วเราจะเอาเครื่องไปประมวลผลอีกทีที่สำนักงานนะคะ”
บางคนได้ฟังก็หัวเราะ มีเสียงกระซิบกระซาบทั้งแง่ขบขันและแง่เกรงกลัว
“.........มีเครื่องมือยังงี้ด้วยเหรอ................บ้า มันบ้าแน่ๆ.........................”
“พี่ ยื่นมือออกมาเลยค่ะ”
ทรายให้คนที่ยืนข้างหน้ายื่นมือออกมาสัมผัสโทรศัพท์มือถือของเธอ
“พี่แน่ใจนะคะ ว่าไม่รู้เรื่องการหายไปของเจ้ามูมู่ หมาน้อยแสนน่ารักเลย”
“น้อง นี่มันโทรศัพท์มือถือเห็นๆ จะให้พี่สัมผัสแล้วได้ประโยชน์อะไร”
“แอ๊ะ พี่นี่ไม่รู้เรื่องเอาซะเลย เครื่องมือของเราก็ต้องซ่อนอยู่ในอะไรที่มันมองดูธรรมดามากๆสิคะ”
“ไม่เอาหรอก อย่ามาอำกันเลย ก็โทรศัพท์รุ่นนี้ฉันก็ใช้อยู่ อย่ามาพูดเหลวไหลเลยน่ะ อ้ายเครื่องจับท้งจับเท็จเคลื่อนที่เนี่ย”
คุณนายสรวงเจ้าของบ้านผู้เป็นเจ้าของหมาผู้ว่าจ้างก็เริ่มทำหน้ารำคาญขึ้นมาเช่นเดียวกัน
“พอละ พอละ ฉันไม่น่าหลงเชื่อที่จ้างพวกคุณมา นี่มาเล่นปาหี่เหลวไหลอะไรกันอีกละนี่”
พันตรีพิชัยถึงกับหน้าถอดสี
ทรายพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการคว้ามือคนที่อยู่ข้างหน้ามาทำทีแตะที่โทรศัพท์ ชั่วประเดี๋ยวนั้นเธอรู้สึกได้ว่าเธอได้รู้ข้อมูลอะไรบางอย่างของคนนั้นเข้าแล้ว คนที่ถูกจับมือคนนั้นพอรู้ตัวว่าถูกจับมือไปแตะกับโทรศัพท์ก็ชักมือกลับไปทันที
“เออ....จะให้อ่านผลเด๋วนี้ก็ได้....”
ทรายพูดแล้วทิ้งเสียงไว้ข้างท้าย หันไปมองหน้าพันตรีพิชัยเป็นเชิงขออนุญาต
พันตรีพิชัยยามนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ต้องกล้าลำให้ได้ จึงปล่อยเลยตามเลย พยักพะเยิดให้ทรายเล่นละครต่อไปให้จบให้ได้อย่างเสียไม่ได้
ทรายทำเป็นก้มลงมองและกดปุ่มโทรศัพท์ปุ๊ดปิ๊ด เดี๋ยวเดียวก็เงยหน้าขึ้นมายิ้ม แล้วเริ่มบรรเลงสิ่งที่เธอได้รู้ทันที
“คุณชื่อนริศ เป็นหลานกับท่านเจ้าของบ้าน คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายไปของเจ้ามูมู่ เพราะวันนั้นคุณแอบเข้าไปในห้องของท่านเจ้าของบ้านหยิบสร้อยข้อมือเส้นเล็กๆที่ท่านไม่ได้ใส่แล้วไปจำนำ ได้เงินมาประมาณสองหมื่นบาท ตั๋วจำนำยังอยู่ในกระเป๋าสตางค์เลย”
“เฮ่ย อีบ้า พูดบ้าๆ ป้าใหญ่อย่าเป็นเชื่ออีนี่นะ มันพูดพล่อยๆ เดี๋ยะจะตบให้ปากเจ่อเลย”
นายนริศถึงกับตวาดลั่น
คุณนายสรวงถึงกับตาลุกโพลง
“สามารถพิสูจน์ได้นะคะ ลองพิสูจน์ดูสิคะ”
ทรายหันไปที่คุณนายสรวงทำหน้าขึงขัง
คุณนายสรวงมองหลานชายไม่วางตาแล้วพยักหน้าหงึกๆ
“เอ้า ไหนลองพิสูจน์ดูซิ เธอจะพิสูจน์ยังไง”
“ก็ท่านให้คนไปหาที่ห้องว่ามีสร้อยข้อมือหายไปบ้างมั้ย และก็ขอให้คุณนริศล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาให้ท่านค้นเท่านั้นแหละค่ะ”
คุณนายสรวงมองไปที่หลานชายเป็นเชิงให้ทำตาม นายนริศถึงกับก้าวถอยหลัง
“ป้าใหญ่ไปเชื่อได้ยังไง อีนี่มันเหลวไหลบ้าบอ ไม่เอาละ ผมไปดีกว่า”
“หยุดนะนริศ ก็เอากระเป๋าตังค์มาให้ป้าดูสิ จะได้รู้ว่ายัยเด็กกะโปโลคนนี้มันแหกตานะเปล่า”
นริศหันมามองทรายอย่างจะกินเลือดกินเนื้อแล้วทำท่าไม่พอใจอย่างมาก
“ไม่เอาอะ ไม่เอาอะ ผมไม่เล่นด้วยหรอก เครื่องมือบ้าอะไร อี

อีบ้า เล่นอะไรบ้าๆ”
“ห
สาวน้อยพลังจิต จู่ๆหนูก็ได้เป็นสายลับ ตอนที่ 23
ทรายตั้งใจจะย้ายโรงเรียนเพื่อหลบหน้าทุกคนและไม่ให้ใครติดตามเธอได้ เธอขอเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากพันตรีพิชัยและไปเช่าห้องพักใกล้กับสำนักงานของพันตรีพิชัยเพื่อให้ทำงานได้สะดวก
คืนนั้นทรายโทรศัพท์เข้ามือถือแจ็ค
“โหล แจ็ค”
“เฮ่ย ทราย เป็นห่วงแทบแย่ เป็นไรป่าววะ”
“ไม่เป็นไร โทรมาถามไถ่ข่าวคราวน่ะ”
“วันนี้นะ วุ่นกันทั้งวันเลยว่ะ”
“เกิดไรขึ้น”
“วินกับแม่อรมาถามหาแก”
“.................”
“ฉันว่านะ มาก็พออายที่โรงเรียนโทรไปถามนะสิ ว่าแกหนีออกจากบ้านจริงนะเปล่า ว่าแต่ตอนนี้ก็อยู่ไหนวะ”
“แจ็ค อย่าหาว่าเราไม่รักเพื่อนนะ เราไม่อยากเจอหมวดปราบอีกต่อไป พอๆกับไม่อยากให้แม่อรกับวินเจอเราอีก เลยคิดว่าจะไม่มาเรียนที่นี่อีกแล้ว”
“แล้วแกจะไปเรียนที่ไหน แกหาโรงเรียนได้แล้วเหรอ”
“ก็ไม่รู้เลย อาจมาขอใบจบม. 5 แล้วไปสอบเทียบเอามั้ง”
“อย่าเลยวะ ลองปรึกษาอาจารย์ฝ่ายปกครอง....”
“อื๋อ แกเพี้ยนไปแล้วเหรอวะ”
“จริงๆนะ อาจารย์รู้เรื่องของแกหมดแล้ว เมื่อวานแม่อรกับวินมาหาท่าน ท่านถึงได้เรียกฉันไปหา พอไม่ได้ความอะไรจากฉันก็เลยไป ฉันเลยเล่าความจริงทุกอย่างให้อาจารย์ฟัง ท่าทางจะเห็นใจแกมากเลยนะโว้ย”
“ขอบใจว่ะเพื่อน ฉันอาจเอาสิ่งที่แกบอกให้ฟังไปลองคิดวิธีแก้ปัญหาบางอย่างดูก็ได้”
............................................................................................................................................................................
ตอนสายวันรุ่งขึ้นทรายไปที่โรงเรียนเก่า กะตอนที่นักเรียนเข้าห้องเรียนกันแล้วเพื่อจะได้ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ ทรายตรงไปห้องอาจารย์ฝ่ายปกครอง และเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังทันที
“แหม ครูอึดอัดใจจัง แต่ก็เข้าใจนะว่าเธอเจออะไรมาบ้าง อย่าโกรธครูเลยนะ เพราะครูทุกคนก็อยากให้ลูกศิษย์ของตัวเองได้ดี ตอนนี้เธอมีปัญหาครูก็อยากจะช่วย......
อ้ายเรื่องให้ครูไปเป็นตัวแทนผู้ปกครองแล้วโกหกกับโรงเรียนใหม่ว่า พ่อแม่เธอไม่วางครูเลยมาแทนน่ะ ครูทำไม่ได้หรอก แต่เอางี้ ครูจะทำหนังสือให้อาจารย์ใหญ่เซ็นรับรองความประพฤติเธอแล้วครูจะโทรศัพท์ไปฝากฝังเธอกับโรงเรียนใหม่เอง จะไม่มีใครที่นี่รู้ นอกจากครู ว่าเธอไปเข้าโรงเรียนไหน แต่ถ้าเกิดที่บ้านตามเธอจนพบ เขาจะได้ไม่มาเล่นงานครูเอาได้ ว่ามีสิทธิอะไรมาเที่ยวฝากเธอเรียนที่นั่นที่นี่โดยพ่อแม่ไม่อนุญาต และโดยเฉพาะปลอมตัวไปเป็นผู้ปกครองนี่ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย เพราะยังไงตามกฎหมาย เขาทั้งสองก็เป็นพ่อแม่อย่างถูกต้อง ครูเป็นครูบาอจารย์จะทำเสียหายเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก ทำอย่างนี้ก็ไม่เสียอาจารย์ใหญ่ด้วย เพราะออกหนังสือรับรองให้เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนที่ครูโทรไปฝากฝังก็หาหลักฐานไม่ได้ เอายังงี้นะ”
อาจารย์ฝ่ายปกครองพูดจบก็ยกมือขึ้นลูบผมของทรายอย่างเอ็นดู ทรายถึงกับก้มลงซบที่ตักแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น รู้สึกปลาบปลื้มและรู้สึกผิดระคนกันไป ที่ปลาบปลื้มเพราะนึกไม่ถึงว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ดุแสนดุ และดูเหมือนจ้องทำร้ายจิตใจเธอตลอดเวลานั้น แท้จริงแล้วมีแต่ความรักความปรารถนาดีให้เสมอ และที่รู้สึกผิดเพราะทรายเองนึกแช่งชักหักกระดูกครูคนนี้ทุกครั้งที่เธอโดนเล่นงานหรือรู้สึกเหมือนถูกจ้องจับผิดตลอดเวลา
“และจำไว้เสมอนะลูก เป็นสาวเป็นนาง อยู่คนเดียว รับผิดชอบตัวเอง ต้องระวังให้มากเป็นสิบเท่า ถ้ามีปัญหาอะไรที่คิดว่าครูช่วยได้ก็มาบอกกันนะ ความเป็นศิษย์เป็นอาจารย์เมื่อได้เป็นแล้ว ไม่ได้สิ้นสุดลงตอนที่เธอก้าวเท้าออกไปจากโรงเรียน มันจะติดตัวตามเธอไปตลอดชีวิต จนไม่ใครก็ใครได้ตายลง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองนะลูก จำคำของครูไว้เสมอนะ”
ทั้งคู่กอดกันกลม ร้องไห้น้ำหูน้ำตาท่วมอยู่ในห้องเล็กๆนั้นจนออดพักเที่ยงดังขึ้น ทรายจึงขอตัวกลับ และรีบออกจากโรงเรียนไปอย่างรวดเร็ว
............................................................................................................................................................................
ทรายใช้หนังสือรับรองของอาจารย์ใหญ่ กับโทรศัพท์ฝากฝังของอาจารย์ฝ่ายปกครองเข้าเรียนในโรงเรียนใหม่ ซึ่งใช้เวลาพิจารณารับเธออย่างไม่ยากเย็นเลย เกรดการเรียนที่ดีกับหนังสือรับรองโดยตรงกับอาจารย์และโทรศัพท์ฝากลูกศิษย์จากโรงเรียนเก่า ทำให้โรงเรียนใหม่ไม่ให้ความสนใจกับเอกสารประกอบหรือผู้ปกครองมากนัก
ทรายเริ่มเรียนในโรงเรียนใหม่และปรับตัวกับเพื่อนนักเรียนได้ดีพอสมควร แม้จะยังไม่พบเพื่อนสนิท
เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า ทรายหยิบโทรศัพท์มือถือที่ซื้อมาจากเงินค่าจ้างเป็นสายลับ ค่าจ้างกับงานที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน
“คุณชื่อทรายใช่มั้ยครับ”
“ค่ะ”
“เจ้านายให้บอกว่ามีงานแล้ว ให้มาที่รังด่วน”
“ค่ะ”
ทรายรีบไปที่สำนักงานลับของพันตรีพิชัยทันที
พอเจอหน้าพันตรีพิชัยเธอก็ปราศรัยเหมือนอย่างเพื่อนสนิทอย่างเคย แต่คราวนี้พันตรีพิชัยไม่เล่นด้วย
“แหม ให้มาที่รังด่วน พูดเป็นรหัสลับเลยนะ”
พันตรีพิชัยหันมามองหน้าเธอ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“ผมเป็นคนจริงจังในการทำงาน ตอนนี้สถานภาพของเราคือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา คงรู้นะ ว่าสถานะของคุณตอนนี้ จะวางตัวยังไงไม่ให้ผมอึดอัด”
ทรายถึงกับอึ้ง เธอวางตัวขึงขังขึ้นมาทันที สีหน้าแววตามองพันตรีพิชัยอย่างขออภัย
“ค่ะ”
“มีคดีง่ายๆ แต่ได้เงินไว เพราะคนจ่ายรวยมาก คือหมาค้อกเกอร์ สเปเนียลหายตัวลึกลับไปจากบ้าน ไม่รู้ว่าไปไหน หรือใครจับไป แต่เจ้าของหมารักมันเหมือนลูก จึงยอมทุ่มทุนไม่อั้นที่จะได้หมาของตัวเองคืนมา คนที่ต้องสงสัยคือคนรับใช้ในบ้านทุกคน และพนักงานส่งเอกสาร.....”
พันตรีพิชัยขยับตัวชี้ภาพสุนัขน่ารักบนโต๊ะ ทรายกวาดตามองภาพหลายภาพบนโต๊ะนั้นไปด้วย
“ตอนนี้เราส่งคนไปตรวจสอบแล้วว่าคนรับใช้พวกนี้ มีสายสัมพันธ์กับใครบ้าง เมื่อขโมยหมาไปแล้วจะเอาไปฝากญาติหรือคนรู้จักที่ไหน....
ส่วนคนส่งเอกสาร คนรับใช้ในบ้านหลายคนให้การว่า ตอนที่คนส่งเอกสารเข้ามาที่บ้านเพื่อเอาเอกสารมาให้เจ้าของบ้านเซ็น ยังเห็นสุนัขวิ่งอยู่ แต่เมื่อคนส่งเอกสารออกไปแล้ว เจ้าหมาก็หายตัวไปในเวลาเดียวกัน....
ตอนนี้เราก็ได้ส่งคนไปซุ่มตรวจสอบการใช้ชีวิตประจำวันของคนส่งเอกสารแล้ว ว่าจะมีพิรุธอะไรหรือไม่ หรือจะพาหมาไปฝากให้ใครเลี้ยง”
“...............”
“อ้าว...ไม่มีอะไรพูดเลยเหรอ”
“เออ.....แล้วยังไงคะ”
“จ๊าก.....นี่ผมจ่ายเงินให้คุณล่วงหน้าไปตั้งสองหมื่น คำตอบที่ผมได้มีแค่นี้เองเหรอ”
พันตรีพิชัยพูดอย่างหัวเสีย
“สงสัยผมจะคบเด็กสร้างบ้านแล้วทีนี้ เสียดายทั้งเงินทั้งเวลา”
ทรายหน้าเสีย แต่ก็พยายามพูดปรับความเข้าใจ
“เดี๋ยวๆ ขอโทษค่ะ ทรายอาจไม่ดีเองที่วางทีท่าทำให้คุณไม่สะดวกใจ คือถ้าบอกแค่นี้ทรายทำอะไรไม่ได้หรอก ตอนนี้ทรายยังไม่รู้สึกว่าจะได้เค้าลางหรือเบาะแสอะไร ช่วยพาทรายไปที่บ้านนั้นหน่อย เผื่อจะทำให้ทรายเห็นอะไรขึ้นมา”
พันตรีพิชัยหันไปมองหน้าลูกน้องอีก 2-3 คนที่อยู่ในห้อง
“เราไปสำรวจที่บ้านนั้น 2-3 รอบแล้ว คิดว่าถ้าจะให้คุณไปอีกทีคงไม่เหมาะ”
“อ้าว แล้วยังงี้ทรายจะทำงานได้ไงอ่ะ พวกคุณไปกันเองแล้วจะให้ทรายมาทำงานด้วยการคว้าข้อมูลจากอากาศได้ไงอ่ะ”
“ก้อ....คุณจะเอาข้อมูลอะไรอีกล่ะ เราก็หามาให้จนครบถ้วนแล้ว”
“คืองานของสายไม่ต้องการข้อมูลอะไรทั้งนั้น ทรายต้องการเพียงการสัมผัส”
“หมายถึงยังไง”
“ก็ไปสัมผัส สัมผัสอะไรก็ได้ สัมผัสคน บ้าน รถ สิ่งของ อะไรก็ได้ จะทำให้ทรายรู้ได้ว่าสุนัขตัวนั้นประกฎตัวครั้งสุดท้ายที่บ้านนั้นตรงไหนและเมื่อไหร่”
พันตรีพิชัยถึงกับนั่งเอามือกุมขมับ
“แล้วผมจะบอกกับคนจ้างยังไงดี จะบอกว่าคุณจะนั่งทางในหาคนขโมยงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้”
“ก็บอกว่าขอไปหาเบาะแสอีกสักหน แล้วเรียกทุกคนในบ้านมาให้ทรายคุย ทรายจะอาศัยจังหวะเหมาะสัมผัสตัวพวกเขาเอง”
“แน่ใจนะว่างานไม่เหลว”
“ก็คุณจ่ายค่าจ้างแล้วนี่ ฉันก็ต้องพยายามทำงานให้คุ้มค่า”
................................................................................................................................................................................
ทั้งหมดต้องเสียเวลาไปอีก 1 วันเพื่อให้พันตรีพิชัยขออนุญาตจากเจ้าของบ้านขอสอบถามคนในบ้านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของบ้านไม่ค่อยพอใจนัก และรู้สึกว่าพันตรีพิชัยโอ้เอ้ไร้น้ำยา
เมื่อคนในบ้านมากันพร้อมหน้า พร้อมสายตาตำหนิพันตรีพิชัยของเจ้าของบ้าน เล่นเอาพันตรีพิชัยเสียศูนย์ไปเลย เขาตรงไปพูดกับทรายด้วยน้ำเสียงเอ็ดเล็กน้อย
“ไหน เธอลองบรรเลงฝีมือดูซิ ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง แต่จำไว้เสมอนะว่า ห้ามแสดงตัวว่าเธอใช้พลังจิตเด็ดขาด ทุกอย่างที่เธอรับรู้ค่อยเอาไปรายงานกับฉันทีหลัง”
“ค่ะ” ทรายพยักหน้าตามองตรงไปที่เป้าหมาย คนในบ้านหลังนั้นที่ทั้งนั่งทั้งยืนกันอยู่เกือบ 10 คน
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเดินไปที่ผู้ชายคนยืนใกล้สุดพร้อมทั้งพูดดังๆให้ทุกคนฟังว่า
“สวัสดีค่ะ คือวันนี้ต้องรบกวนพวกเราอีกครั้งนึง พอดีเรามีเครื่องมือใหม่ เครื่องจับเท็จเคลื่อนที่ค่ะ เพียงแต่เอามือสัมผัสเครื่อง เครื่องจะอ่านจิตใจของเราได้ เสร็จแล้วเราจะเอาเครื่องไปประมวลผลอีกทีที่สำนักงานนะคะ”
บางคนได้ฟังก็หัวเราะ มีเสียงกระซิบกระซาบทั้งแง่ขบขันและแง่เกรงกลัว
“.........มีเครื่องมือยังงี้ด้วยเหรอ................บ้า มันบ้าแน่ๆ.........................”
“พี่ ยื่นมือออกมาเลยค่ะ”
ทรายให้คนที่ยืนข้างหน้ายื่นมือออกมาสัมผัสโทรศัพท์มือถือของเธอ
“พี่แน่ใจนะคะ ว่าไม่รู้เรื่องการหายไปของเจ้ามูมู่ หมาน้อยแสนน่ารักเลย”
“น้อง นี่มันโทรศัพท์มือถือเห็นๆ จะให้พี่สัมผัสแล้วได้ประโยชน์อะไร”
“แอ๊ะ พี่นี่ไม่รู้เรื่องเอาซะเลย เครื่องมือของเราก็ต้องซ่อนอยู่ในอะไรที่มันมองดูธรรมดามากๆสิคะ”
“ไม่เอาหรอก อย่ามาอำกันเลย ก็โทรศัพท์รุ่นนี้ฉันก็ใช้อยู่ อย่ามาพูดเหลวไหลเลยน่ะ อ้ายเครื่องจับท้งจับเท็จเคลื่อนที่เนี่ย”
คุณนายสรวงเจ้าของบ้านผู้เป็นเจ้าของหมาผู้ว่าจ้างก็เริ่มทำหน้ารำคาญขึ้นมาเช่นเดียวกัน
“พอละ พอละ ฉันไม่น่าหลงเชื่อที่จ้างพวกคุณมา นี่มาเล่นปาหี่เหลวไหลอะไรกันอีกละนี่”
พันตรีพิชัยถึงกับหน้าถอดสี
ทรายพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการคว้ามือคนที่อยู่ข้างหน้ามาทำทีแตะที่โทรศัพท์ ชั่วประเดี๋ยวนั้นเธอรู้สึกได้ว่าเธอได้รู้ข้อมูลอะไรบางอย่างของคนนั้นเข้าแล้ว คนที่ถูกจับมือคนนั้นพอรู้ตัวว่าถูกจับมือไปแตะกับโทรศัพท์ก็ชักมือกลับไปทันที
“เออ....จะให้อ่านผลเด๋วนี้ก็ได้....”
ทรายพูดแล้วทิ้งเสียงไว้ข้างท้าย หันไปมองหน้าพันตรีพิชัยเป็นเชิงขออนุญาต
พันตรีพิชัยยามนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ต้องกล้าลำให้ได้ จึงปล่อยเลยตามเลย พยักพะเยิดให้ทรายเล่นละครต่อไปให้จบให้ได้อย่างเสียไม่ได้
ทรายทำเป็นก้มลงมองและกดปุ่มโทรศัพท์ปุ๊ดปิ๊ด เดี๋ยวเดียวก็เงยหน้าขึ้นมายิ้ม แล้วเริ่มบรรเลงสิ่งที่เธอได้รู้ทันที
“คุณชื่อนริศ เป็นหลานกับท่านเจ้าของบ้าน คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายไปของเจ้ามูมู่ เพราะวันนั้นคุณแอบเข้าไปในห้องของท่านเจ้าของบ้านหยิบสร้อยข้อมือเส้นเล็กๆที่ท่านไม่ได้ใส่แล้วไปจำนำ ได้เงินมาประมาณสองหมื่นบาท ตั๋วจำนำยังอยู่ในกระเป๋าสตางค์เลย”
“เฮ่ย อีบ้า พูดบ้าๆ ป้าใหญ่อย่าเป็นเชื่ออีนี่นะ มันพูดพล่อยๆ เดี๋ยะจะตบให้ปากเจ่อเลย”
นายนริศถึงกับตวาดลั่น
คุณนายสรวงถึงกับตาลุกโพลง
“สามารถพิสูจน์ได้นะคะ ลองพิสูจน์ดูสิคะ”
ทรายหันไปที่คุณนายสรวงทำหน้าขึงขัง
คุณนายสรวงมองหลานชายไม่วางตาแล้วพยักหน้าหงึกๆ
“เอ้า ไหนลองพิสูจน์ดูซิ เธอจะพิสูจน์ยังไง”
“ก็ท่านให้คนไปหาที่ห้องว่ามีสร้อยข้อมือหายไปบ้างมั้ย และก็ขอให้คุณนริศล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาให้ท่านค้นเท่านั้นแหละค่ะ”
คุณนายสรวงมองไปที่หลานชายเป็นเชิงให้ทำตาม นายนริศถึงกับก้าวถอยหลัง
“ป้าใหญ่ไปเชื่อได้ยังไง อีนี่มันเหลวไหลบ้าบอ ไม่เอาละ ผมไปดีกว่า”
“หยุดนะนริศ ก็เอากระเป๋าตังค์มาให้ป้าดูสิ จะได้รู้ว่ายัยเด็กกะโปโลคนนี้มันแหกตานะเปล่า”
นริศหันมามองทรายอย่างจะกินเลือดกินเนื้อแล้วทำท่าไม่พอใจอย่างมาก
“ไม่เอาอะ ไม่เอาอะ ผมไม่เล่นด้วยหรอก เครื่องมือบ้าอะไร อี
“ห