(เพชรกลางไฟ)ความประทับจิตละครน้ำอบน้ำร่ำ...และอะไรมากมายที่ได้จากตัวละครเรื่องนี้

ขณะที่กำลังเขียนกระทู้นี้ ข้าเจ้ายังไม่ได้ดูเพชรกลางไฟตอนจบ...เพราะทีวีที่บ้านอิฉัน เจ้าป้อเจ้าแม่ยึดดูสารคดีและโอป้าเกาหลีทางช่องดิจิตอลเจ้า อิลูกเลยหมดทางจะได้ดูทีวี ครั้นจะดูทางออนไลน์ เน็ตก็ต่อนยอนนนนนนขนาดดดดดดดดดดดด เลยต้องมารอดูทางยูทูบย้อนหลังเอาเน้อ

เมื่อทราบว่าวันนี้เป็นตอนอวสาน จึงมีแต่วันนี้เท่านั้นที่จะลงกระทู้บอกเล่าความประทับจิตภายในคืนนี้เท่านั้น มิเช่นนั้นมาเขียนเล่าภายหลัง กาดจะวอด เอ๊ย วายได้นะเจ้า

เกริ่นนำเป็นกำเมืองพอหอมปากหอมคอบ้าง ต่อไปจะเข้าโหมดเขียนภาษากลาง เพื่อจะได้อ่านกันลื่นตาขึ้น

เพชรกลางไฟ...ตอนที่เรารู้จักนิยายเรื่องนี้ เป็นการรู้จักด้วยความบังเอิญ เนื่องด้วยที่บ้านรับนิตยสารเช่ารายสัปดาห์ 'สกุลไทย' แต่ก็ไม่ได้อ่านตั้งแต่ตอนแรกนัก เป็นการเห็นอย่างผิวเผิน กว่าจะมารู้จักอ่าน เนื้อเรื่องก็ดำเนินมาถึงจุดดราม่าพีคของเรื่อง ตอนที่ 'อนล' ถูกจับด้วยข้อหากษฎเสียแล้ว...และการจะต้องมานั่งทำความเข้าใจนิยายที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่ต้น มันค่อนข้างยากพอสมควร แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ด้วยเราก็เคยทั้งอ่านทั้งเขียนมาพอสมควร จึงพอจะจับจุดของเรื่องราวว่า...เป็นเรื่องของเชื้อพระวงศ์หญิง 'ท่านหญิงหลง' กับสามัญชนชายที่ศักดิ์ต่ำกว่า ถูกภัยจากหม่อมของพ่อซึ่งเป็นเมียหลวงรังควานจนถึงขั้นวางแผนฆ่าเผาวัง แล้วต้องมาหนีและเปลี่ยนฐานะเป็นสามัญชน ทำให้ได้สมรักกับพระเอกในที่สุด

แม้จะเป็นการอ่านแบบไม่ปะติดปะต่อ และเป็นนิยายที่ไม่ได้เน้นความดราม่าหวือหวาตื่นเต้น แต่น่าแปลกที่นิยายเรื่องนี้กลับมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดใจเรานัก...ในภายหลังถึงทราบว่าเป็นผลงานของคุณหญิงวินิตา ที่เราเคยประทับใจผลงานของท่านที่ได้ไปทำเป็นละครเรื่อง 'มาลัยสามชาย' ซึ่งเป็นละครเรื่องโปรดของเรามาก (แต่ไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน รู้แกนๆว่าเป็นเรื่องผู้หญิงที่วางตัวดี แม้จะผ่านการแต่งงานมาสามครั้งก็ตาม) นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดเราก็ได้ เพราะเราเป็นคนชอบนิยาย-ละครพีเรียด เป็นอย่างมาก ยิ่งได้มาดูมาลัยสามชาย จึงได้ชอบผลงานของคุณหญิงท่าน ที่เขียนในธีมอารมณ์บรรยากาศคล้ายๆกัน

ครั้นพอทราบว่านิยายเรื่องนี้ได้ถูกซื้อไปทำเป็นละครก็นึกประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าในยุคที่ผู้จัดละครชอบเวียนรีเมกละครเก่าๆ เพราะเป็นหลักประกันว่ายังไงก็มีคนดูแน่นอน ดีกว่าจะเอาละครใหม่มาลองของ ก็รู้สึก...ปริ่มใจขึ้น ด้วยเพราะเราเองก็เป็นคนเขียนนิยาย แม้จะไม่ได้มีผลงานตีพิมพ์ แต่ส่วนตัวสนับสนุนและเห็นดีที่จะมีนิยายใหม่ๆมาทำเป็นละครบ้าง นักเขียนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าจะได้มีกำลังใจผลิตงานใหม่ๆออกมา เพราะงานใหม่ๆย่อมมีการมองโลกทัศน์ที่ทันสมัยขึ้น เพราะเราค่อนข้างเอียนละครรีเมกที่ยังนำเสนอโลกทัศน์แบบเก่า วิถีนิยายแบบเก่าๆ นางเอกต้องเรียบร้อยดุจผ้าพับไว้ ห้ามเถียงห้ามอือ คนดีเทวดาคุ้ม พระเอกก็ต้องโง่ต้องหื่น ต้องปล้ำกันแล้วถึงจะรัก ทำให้เราถึงขั้นที่ไม่ดูละครเรื่องไหนเลย หลังจากมาลัยสามชายและเจ้าบ้านเจ้าเรือนจบลง

การที่เพิ่งมาอ่านนิยายเรื่องนี้แบบไม่ปะติดปะต่อ ทำให้เราไม่มีภาพแคสติ้งของนักแสดงในหัว เรียกว่าใครจะเล่นก็ได้ ซึ่งมันคงเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่จะไม่ปวดหัวเหมือนนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ต้น และจะต้องมีแคสติ้งนักแสดงอยู่ในจินตนาการ แต่พอผลแคสติ้งออกมาไม่ถูกใจคนอ่าน ก็จะมีกระทู้ดราม่ามาเรื่อยๆจนเอือม จึงอาจจะเรียกว่าคงเป็นโชคดีที่ไม่ได้อ่านนิยายมาก่อน เหมือนเมื่อครั้งไม่ทันอ่านมาลัยสามชายแบบนิยาย มาทันดูเอาเป็นละครแทน จึงไม่มีความขัดใจในตัวนักแสดง เพราะไม่ได้คาดหวังแคสติ้งตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว จึงอ่านจะดูละครได้อย่างราบรื่นกว่า

แต่ครั้นพอละครจะได้ออนแอร์ ก็ไม่มีโอกาสอำนวยจะได้ดู เพราะทีวีที่บ้านมี 2 เครื่องก็จริง แต่ผู้ใหญ่ที่บ้านเราต่างดูกันหมด Facepalmทั้งสารคดียันหนังฝรั่งทั้งวัน ครั้นจะไปดูตามช่องดูทีวีออนไลน์ ก็เดี๋ยวหลุดจนอารมณ์เสีย...และแม้จะมีย้อนให้ดูทางยูทูบ ก็มีหลายเหตุทั้งงานและอารมณ์(ติสต์) ที่ไม่ได้สนใจจะมาดู แม้กระทั่งเข้ามาเช็คดูว่าในพันทิปมีกระทู้แนะนำละครเรื่องนี้ ก็กลับไม่ได้เกิดความสนใจจะเข้าไปดู (อย่างที่บอกว่าอารมณ์ติสต์นั้นแหละคะ)

...จนกระทั่งรู้สึกว่าชีวิตตนเองซ้ำซากจำเจถึงขั้นขีดสุดเศร้า ต้องลองเสพหาอะไรแปลกใหม่บ้างแล้ว จึงจำได้ว่า...ตรูยังไม่ได้ดูละครเรื่อง เพชรกลางไฟ เสียที จะลาจอไปแล้ว ก็ขอดูหน่อยล่ะกัน

ครั้นเมื่อได้ดูละครเรื่องนี้ในตอนแรกของยูทูบ...ก็อารมณ์เหมือนสมัยดูมาลัยสามชายได้กลับมาอีกครั้ง ตามติดดูทั้งวันทั้งคืน จนถึงขั้นเลยไปถึงตี 3 ก็ต้องดูให้จบ ไม่งั้นค้างคาใจ เพิ่งเข้าใจอารมณ์คนดูซีรี่ส์เกาหลีแบบข้ามวันข้ามคืน มันเป็นเยี่ยงนี้เองเค้าล้อเล่น

เพชรกลางไฟ...เป็นละครที่บอกเล่าเรื่องราวในช่วงยุครัชกาลที่ 6 ยุคที่ความเจริญทางด้านศิลปวัฒนธรรมเฟื่องฟู่ในสยามอย่างขีดสุด แค่ได้เห็นคอสตูมที่แปลกตากว่าละครพีเรียดหลายเรื่องที่ทำผมทรงดอกกระทุ่ม หรือไม่ก็เป็นกระโปรงบานยุควนิดาไปเลย ยิ่งทำให้สนใจละครเรื่องนี้เป็นพิเศษ น่าจะเป็นละครเรื่องที่สองต่อจากมาลัยสามชายกระมัง ที่ได้เห็นชุดในยุครัชกาลที่ 6 ละลานตาชวนฝันเช่นนี้ (ตอนแรกที่เห็นปกนิยาย นึกว่าจะเป็นนิยายยุครัชกาลที่ 5) ใครที่จะศึกษาคอสตูมในช่วงยุคนี้ สามารถใช้ละครเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาได้ (ยกเว้นชุดแกสบี้ของสามสาวในตอนงานแต่งหญิงเมรา เพราะล้ำยุคไปซะหน่อย) รวมถึงภาษาพูด การออกเสียงชัดเจนสละสลวย...รวมถึงฉากตบ เรียกว่านับได้ไม่ถึงสิบซีนเลยกระมัง เรียกว่าเหมาะกับคนที่ไม่อยากดูละครประเภทเอะอะตบ เอะอะตบ

เพชรกลางไฟ...บอกเล่าเรื่องราวของ 'ท่านหญิงหลง' หม่อมเจ้าหญิงคนเล็ก ผู้มีความฉลาดหลักแหลม เพราะทรงชอบที่จะอ่านหนังสือเหมือนเสด็จพ่อของพระองค์ ทำให้หญิงหลงมีความคิดความอ่านที่ทันสมัย เป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงในยุคนั้น ว่าเริ่มมีความคิดอ่านที่ทัดเทียมบุรุษแล้ว...แม้จะเป็นละครพีเรียด แต่พระนิสัยของหญิงหลงดูทรงแปลกจากอิสสตรีทั่วไป คือทรงมีไหวพริบ กล้าตรัสตรงๆ ไม่ยินยอมให้ความอยุติธรรมมาเอาเปรียบ ทรงเอาตัวรอดจากสถานการณ์ได้โดยที่ไม่ต้องรอให้พระเอกต้องตามมาช่วยเสมอ ดูแล้วทำให้หญิงหลงดูคล้ายกับ ลอออร นางเอกจากมาลัยสามชาย เพียงแต่หญิงหลงทรงห้าวกว่า ในขณะที่ลอออรจะเรียบร้อยกว่า แต่สิ่งที่ทั้งสองมีเหมือนกันก็คือ การไม่ยอมให้ความอยุติธรรมมารังแก แม้กระทั่งความคิดความอ่านในทัศนคติความรัก ที่จะไม่ยอมให้ผู้ชายมาเอาเปรียบเพียงเพราะจะไม่ได้แต่งงานเด็ดขาด อย่างเช่น คราวที่ ลอออร มีปัญหากับคุณยศ สามีที่เข้าข้างเมียน้อยจนไร้ความเป็นกลาง จนลอออรพูดประมาณว่า...

...คนอย่างดิฉันไม่คิดจะนอกใจสามี ถ้าจะเลิกก็เลิกให้เด็ดขาด ไม่คิดจะมีหลวงมีน้อย
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
เช่นเดียวกับ หญิงหลง ที่ทรงไม่เห็นด้วยที่ท่านหญิงเมรา จะแต่งงานกับท่านชายอธิป ทั้งที่ทรงเจ้าชู้มากๆ และท่านพี่หญิงเมก็ยอมรับได้

...แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า...
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ความคิดของลอออรเป็นความคิดของหญิงที่คิดใจเด็ดมาก เพราะการจะหย่าผัวในยุคนั้นยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก แต่เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต่อให้เป็นแม่ร้างถูกผัวทิ้งก็หาได้หวั่นไม่ เช่นเดียวกับหญิงหลง ในยุคที่แม้เชื้อพระวงศ์หญิงจะสามารถใช้ชีวิตเป็นโสดได้ แต่การได้แต่งงานย่อมมีความมั่นคงกว่าการเป็นโสด แต่หญิงหลงก็ยึดมั่นว่าการแต่งงานนั้นจะต้องเกิดจากความรัก หากได้จะต้องพะวงว่าจะไม่มีชายใดมาหมายปองไม่ แสดงให้เห็นว่าหญิงหลงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว เข้มแข็งด้วยองค์เอง ไม่โอนเอนหวั่นไหวไปตามความกังวลของผู้หญิงที่กลัวว่าหากไม่มีผู้ชายพึ่งพาแล้ว ชีวิตจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกเลย

คุณหญิงวินิตาจะชอบเขียนลักษณะนิสัยนางเอกที่มีความคิดที่เป็นของตนเอง ไม่ยึดติดอยู่กับบุรุษเพศ จนยอมถูกเอาเปรียบสิ้นทุกอย่าง นี่จึงเป็นเอกลักษณ์นางเอกของคุณหญิงวินิตา ที่เรารู้สึกชอบ เหมือนท่านเอาความคิดของคนสมัยนี้ ไปใส่ในนิยายพีเรียดได้อย่างไม่รู้สึกว่ามันล้ำจนเกินไป

ในส่วนของมิว ในตามความรู้สึกของเรา เธอเล่นได้ตามบทของนิยายจริงๆ เหมือนหลุดออกมาจากนิยาย ชอบเวลาที่เธอต้องเล่นเจ้าเล่ห์ศรีธนญชัยจากหม่อมต่วน


น่าจะเป็นพระเอกไม่กี่เรื่องที่จะเล่นดนตรี เพราะพระเอกพิมพ์นิยมมักจะเป็นคุณชายที่จะมีงานอดิเรกประเภทขี่ม้า และที่น่าแปลกคือในช่วงยุคที่ความทันสมัยเข้ามาในสยามประเทศ พระเอกกลับเลือกเล่นดนตรีไทยแทนที่จะเป็นเปียโน จึงดูเป็นพระเอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดี...ในช่วงตอนต้น เราดูแล้วค่อนข้างง่วงกับพระเอกมาก อาจจะเพราะไม่ค่อยชินกับพระเอกที่ต้องพินบพิเทากับนางเอก และตามอ่านกระทู้ ก็เพิ่งได้รู้ข้อมูลว่า ตามฉบับนิยายนั้น พระเอกกับนางเอกเจอกันน้อยมากกกก จึงจำเป็นต้องมีการปรับบทให้เจอกันมากขึ้น แต่ขนาดปรับบทพระนางเจอกันให้มากขึ้น เราก็ยังไม่รู้สึกเคมีความจิ้นเท่าไหร่ สำหรับเราเป็นคนที่ต่อมจิ้น 'หลบลึก' มากกกก ย้ำว่ามาก เรียกว่าใครกรี๊ดจิ้นจิกหมอน อินี่ยังนิ่งตายด้านอยู่ ถ้าตัวละครไหนสามารถทำให้อิฉันจิ้นอมยิ้มได้...ถือว่าละครเรื่องนั้น 'มาสเตอร์พีช' แล้ว....ละครยังดำเนินเนือยๆต่อไป อ่านกระทู้วิจารณ์ว่าไม้ไม่เหมาะกับพระเอก ควรจะหาพระเอกเบอร์หนึ่งของช่อง หรือเอาคู่จิ้นเก่าของมิวมาเล่นจะดีกว่า ซึ่งเมื่อเรานึกถึงพระเอกที่เคยเล่นกับมิว ก็รู้สึกว่า...มันยากนะ พระเอกช่อง 3 ที่จะต้องมาเล่นบทพระเอกที่พินบพิเทาแบบนี้ เพราะดูหลายท่านยังมีรัศมีเหมือนจะไปข่มท่านหญิงเอาซะงั้น...แม้แต่ตอนอ่านนิยาย อนลในความรู้สึกของเราคือเป็นพระเอกที่ยังไม่ทำให้เรารู้สึกอมยิ้ม จิ้น กลับกันเลยว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับพระเอกนิยายนี้เลย แม้แต่อ่านตอนที่โดนจับไป ไม่รู้ทำไมถึงไม่ได้รู้สึกสงสารจนน้ำตาไหล

แต่พอได้เห็นซีนเรือนแพปากน้ำโพ ได้เห็นอาการรุกจีบของอนลหนักมาก ทั้งการพายเรือวนไปมา ทั้งโมโหเหวี่ยงท่านหญิงจนต้องไปอาบน้ำทั้งเอาจระเข้ เอ๊ย จะเข้มาเล่นดีดจีบท่านหญิง ทั้งยิงปืนจากบนเรือ...เรียกว่าคงเป็นพระเอกคนแรกที่มีซีนจีบและปกป้องนางเอกแบบนั่งเรืออย่างเดียว ใครจะหาละครเรื่องไหนทำอีกเล่า! (เหมือนในนิยายจะไม่มีซีนขนาดนี้เลย ทำแค่เอาจะเข้มาดีดหน้าแพแค่นั้น เรื่องว่าจีบกันแบบหวานน้อยจนมดเบื่อจะตอม) เรียกว่าท้าวแสนเปื้อนคนนี้ ทำให้อิฉัน...อมยิ้มได้สำเร็จแล้วจ้าาาาา

ย้อนกลับไปยังซีนดราม่าเจ้าน้ำตาของพระเอก ความที่อนลเป็นศิลปิน จึงทำให้มีจิตใจอ่อนไหว แต่ก็ยังยึดขนบนิสัยของผู้ชายในยุคนั้นว่า จะต้องไม่แสดงออกความรู้สึกของตนอย่างชัดเจน ในซีนที่เขาได้มองท่านหญิงมาส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย (ดูเหมือนว่าในนิยายจะไม่มีฉากนี้) เรียกว่าเป็นการเพิ่มฉากที่ทำให้ไม้ได้แสดงบทดราม่า ที่ต้องแสดงอารมณ์หลายแบบ ที่อยากร้องไห้แต่ต้องกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล อารมณ์ดีใจที่หญิงที่รักมาส่ง อารมณ์อาลัยรักว่าจะไม่เจอหญิงหลงอีกแล้ว เรียกว่าประดังเข้ามาเต็มที่ ถ้านักแสดงที่ไม่มีชั่วโมงบินสูงเรียกว่างานหินพอสมควร...แต่การแสดงของไม้ทำให้เรารู้สึกได้ว่า ไม้แสดงบทที่เหนือความเป็นอนลในนิยายมาก จากที่เราเฉยๆกับอนลในนิยาย พอได้มาดูละคร กลับรู้สึกสงสารเวทนาประทับจิตในตัวความเป็นอนลของไม้มากขึ้น ซึ่งก็หวังว่าต่อไปภายภาคหน้า ขอให้ผู้จัดดีๆจะส่งบทดีๆให้ไม้ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในพระเอกเบอร์หนึ่งละครหลังข่าว

ความประทับจิตยังมีต่อในเม้นท์ข้างล่างคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่