(บทความ) เมื่อ”บุญ”กลายเป็นสินค้าที่มี Demand ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า.......?

ว่ากันว่า การเมือง ศาสนา คือเรื่องที่ไม่ควรนำมาสนทนากับญาติมิตร เพราะประเดี๋ยวจะผิดใจกันเสียเปล่าๆ แต่กะทู้นี้ ยังเขียนเรื่องศาสนามาสนทนาในห้องการเมืองและห้องศาสนา นำทั้งสองเรื่องมาไว้ในกะทู้เดียวกัน จขกท.มันคิดอะไรอยู่...?

       แต่เมื่อตัดสินใจแล้วที่จะเขียนเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นเพียงไม่กี่คนในห้องราชดำเนิน ที่กล้าใส่คำว่าบทความลงในหัวกะทู้งานเขียนของตนเอง แถมยังกล้าตั้งกะทู้นี้ในห้องศาสนา(Tag ห้องนี้ครั้งแรก)แล้วจะมาแสดงความเห็นแบบปลาซิวปลาสร้อย ไม่กี่บรรทัดจบ ก็คงจะเสื่อมเสียศักดิ์ศรีที่ตัวเองรู้สึกว่ายังมีอยู่ แม้เพียงน้อยนิดก็ตามที คงต้องด้านหน้าพล่ามกันยาวๆ อ่านกันให้เบื่อกันไปข้างหนึ่งดังเช่นเคย

       สืบสาวราวเรื่องของการเขียนบทความแสดงความเห็นในครั้งนี้ ก็มีต้นตอไม่พ้นจากประเด็น “ธรรมกาย” อันโด่งดัง แต่ผมจะไม่พูดถึงเรื่องราวของธรรมกายเป็นหลัก เนื่องจากที่มีกะทู้รายวันรายงานสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด 24 ชม.กันอยู่แล้ว และประเด็นหลักของบทความนี้ที่อยากจะสื่อไม่ใช่ ธรรมกาย หรือ ธัมไชโย แต่มันคือคำว่า พุทธพาณิชย์ ซึ่งผมให้นิยามตามสถานการณ์ในตอนนี้ของประเทศไทยได้เหมือนกับ “แพะ” ที่ต้องมารับบาปร่วมไปกับ “ชาวพุทธเทียม” และเป็นวลีเอาตัวรอดยกตัวเองอยู่เหนือความผิดของ “ชาวพุทธแท้”

เอาสิเว้ยเห้ย....ประเทศนี้ ไม่ได้ไม่ดีก็มี แท้ กับเทียม มาแบ่งแยกฝักฝ่ายเป็นดีเป็นเลวออกจากกันทุกเรื่อง


และลักษณะของ พุทธพาณิชย์ คงไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลาอธิบาย เพราะความหมายมันก็ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว
คือเอาศาสนาพุทธมาหาผลกำไร


คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้ววัดอื่นๆในไทย นอกจากวัดธรรมกาย เป็นพุทธพาณิชย์หรือเปล่า..?
     ผมว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านกะทู้นี้ก็ รู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว ว่ายังมี และมีจำนวนไม่น้อยเสียด้วย แต่ไม่เห็นมี “ชาวพุทธแท้”คนไหนใส่ใจออกมาประณามและแสดงพฤติกรรมเหมือนอย่างที่ทำกับ ธรรมกาย เลย ทำไมล่ะ..?
หรือเพราะว่าวัดพุทธพาณิชย์อื่นๆ ไม่ได้ลากเอาประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างนั้นหรือ..?

      และจากจุดนี้มองจากมุมของคนที่ยังจมปลักอยู่ในโลกโลกียะ และเริ่มที่จะเบื่อหน่ายกับการทำความเข้าใจโลกของพุทธะให้ท่องแท้อย่างผมเห็นว่า สิ่งที่หลายๆคนคิดและปฏิบัติกับธรรมกาย ก็เป็นเพียงการแสดงออกที่ที่ต่างกันของกลุ่มคนสองฝ่ายที่ความงมงายในโปรดักซ์สินค้า ที่ชื่อว่า “บุญ”ซึ่งเป็นโปรดักซ์ตัวท็อปของศาสนาพุทธ ที่ถูกปลูกฝั่งกันมาตั้งแต่เกิดในสังคมไทยว่าต้องเชื่อ นับถือและสืบทอดต่อๆกันไป อย่างห้ามมีข้อสงสัย

      ซึ่งถ้าผมเกิดในยุคที่วิทยาการณ์ยังล้าหลัง มันก็จะไม่เกิดข้อขัดแย้งใดๆ แต่จนใจที่ดันเกิดในยุคที่มันมีความก้าวล้ำมากไปกว่ายุคที่ศาสนาก่อกำเนิดขึ้นมาก บางสิ่งมันจึงยากที่จะทำให้เชื่อได้อย่างสนิทใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ พุทธประวัติ ที่บอกว่า วันที่พระพุทธเจ้าประสูติ เดินได้ 7 ก้าว และมีดอกบัวมารองรับฝีเท้าทุกก้าว ซึ่งถ้าผมหยุดการเจริญเติบโตไว้ได้ที่วัย 7-8 ขวบไปตลอดกาล ผมก็คงเชื่อเช่นนั้นไปตลอด แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผมเรียนรู้ขึ้นจากระบบการศึกษาซึ่งเป็นระบบที่สอนเรื่องศาสนาแบบนั้นให้กับผมนั้นแหละ แต่ผมก็แยกแยะได้ด้วยตัวเอง ว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนเรื่องปรุงแต่ง มีที่ไหนเด็กแรกเกิดเดินได้ 7 ก้าว ใครเชื่อก็....

      ที่ผมยกมาในย่อหน้าก่อน คือตัวอย่างของการปลูกฝั่งเรื่องศาสนาของสังคมไทยสังคมนี้ ที่ไม่ชี้เรื่องถูกผิดตั้งแต่ต้น ปล่อยให้ศาสนาถูกถ่ายทอดผสมปนรวมกับความเชื่อ ที่ออกไปในทาง อิทธิปาฏิหาริย์  ทั้งที่ความจริงตามความคิดส่วนตัวผมเห็นว่า คำว่า “บุญ” หรือ “บาป” คืออุปมาอุปมัยในการชี้ให้ผู้เลื่อมใสในศาสนาประพฤติปฏิบัติต้นในแนวทางที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ที่ศาสดาของแต่ละศาสนาใช้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ก็เท่านั้นเอง

      ที่สุดแล้วก็กลายเป็นช่องทางให้ พุทธพาณิชย์ เอาคำว่า “บุญ” มาจัดเป็นโปรดักซ์สินค้าตัวหลักในการกอบโกยกำไร เพราะรู้ว่านี้คือโปรดักซ์สินค้าที่มี Demand ในตลาดพุทธศาสนิกชนที่ถูกปลูกฝั่งกันมาอย่างงมงายตั้งแต่เยาว์วัยจากระบบการศึกษาที่อ่อนแอของประเทศนี้

เมื่อระบบการศึกษายังปลูกฝั่งในเรื่องงมงาย จึงไม่แปลกที่ประชาชนที่เติมโตขึ้นด้วยการศึกษาแบบนั้นจะงมงายตามที่ถูกปลูกฝั่ง


       เลี้ยวกลับไปที่ธรรมกายอีกหน่อย กับประเด็น ศาสนสถานรูปทรงจานบิน ที่ถูกหยิบยกภาพมาโจมตีและตั้งเป็นประเด็นทิ่มแทงพุทธพาณิชย์วัดนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถ้าวัดจากประสบการณ์ส่วนตัวในการเข้าไปสัมผัสวัดในลักษณะพุทธพาณิชย์วัดอื่น ผมก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรนะ เพราะรู้อยู่แล้วว่าวัดประเภทนี้ต้องสร้างจุดขายให้กับตนเอง และเท่าที่เจอจากวัดที่อื่นๆมา ต่างก็มีวิธีพิสดารแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า เหล่าครีเอทีฟห่มเหลืองของวัดไหนจะไอเดียบรรเจิดกว่ากัน

และสรุปส่งท้ายกับคำถามที่ใช้ตั้งเป็นหัวกะทู้ว่า
เมื่อ”บุญ”กลายเป็นสินค้าที่มี Demand ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า.......?
       ด้วยความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า สังคมนี้เริ่มต้นและสืบทอดศาสนาพุทธกันมาอย่างผิดๆ แม้ในวันที่วิทยาการในทุกด้านเจริญรุดหน้าไปแค่ไหน ระบบการศึกษาในเรื่องศาสนาพุทธ ก็ยังเจือปนความเชื่อที่มีมากและไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันยุคทันสมัยจนกลายเป็นความงมงาย จนทุกวันนี้กลายเป็นพุทธปนพราหมณ์ พุทธปนผี ซึ่งนั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ศาสนาพุทธกำลังเสื่อม และไม่ได้เสื่อมเพราะพุทธพาณิชย์หรือธรรมกาย แต่เสื่อมเพราะความงมงายที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ถ้าถึงขนาดแบ่งแยกกันเองว่า พุทธแท้ พุทธเทียม แถมยังลากการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่เสื่อมไหวเรอะ


       ทุกวันนี้ ผมก็ยังนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่สุดโต่งชนิดที่ต้องปฏิบัติตามพระไตรปิฎกทุกข้อ หรือถือศีล 5 ชนิดเคร่งครัดขาดตกบกพร่องไม่ได้ เรื่องบาปบุญก็เชื่ออยู่ แต่ไม่ยึดถือเป็นสาระสำคัญในการนับถือพุทธของผม แค่พยายามปฏิบัติตัวให้ไม่เป็นที่เดือดร้อนต่อคนอื่นก็พอแล้ว ซึ่งผมมองว่านั้นคือเจตนาที่แท้จริงของศาสดาของทุกศาสนาในการเผยแพร่คำสอนของตัวเองมากกว่า

มีเกิด ก็ต้องมีดับไป ไม่รู้ว่าใช่คำที่มาจากธรรมะหรือเปล่า..?
       แต่ที่รู้แน่ๆ หากวันหนึ่งศาสนาพุทธในประเทศไทยจะเสื่อมจนดับไป ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หรือพุทธพาณิชย์วัดใดเป็นคนต้องรับผิดชอบคนเดียวแน่ๆ แต่เป็นเพราะสังคมนี้ยังยึดโยงกับความงมงายและสืบทอดกันต่อไปแบบผิดๆแบบนี้แหละ คือตัวการที่แท้จริง

ป.ล.ไม่จำเป็นต้องกดถูกใจหรือกดโหวตให้กับผมนะครับ ประเดี๋ยวเวรกรรมที่อาจเกิดกับผมเพราะแนวคิดและการแสดงความเห็นจะติดตัวท่านไปเปล่าๆ แต่ถ้าสมัครใจที่จะได้ร่วมผลบุญผลกรรมนี้ด้วยกัน ก็กดสิครับ รออะไร 55+
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
สวัสดีตอนพระใกล้บิณฑบาตค่ะพี่พระรอง

เห็นด้วยกับพี่พระรองว่าเราปลูกฝังกันผิดๆ แบบไม่สนใจหลักคำสอนหรือแก่นแท้มานานแล้ว  ในกระแสสังคมที่ผู้คนอยากได้ชื่อว่าเป็น "คนดี" ได้ผูกขาดการรักสถาบันต่างๆ ไว้กับตัว คนเห็นต่างกลายเป็นไม่รัก กลายเป็นต้องไปอยู่ที่อื่น และล่าสุด กลายเป็นไม่ใช่พุทธแท้ ทั้งที่เขาอาจจะปฏิบัติตามคำสอน เขาหวังดีต่อประเทศชาติ และแม้แต่เข้าใจแก่นแท้ศาสนามากกว่าก็ได้

เพิ่งรู้จากกระทู้ท่านทวดว่า เจดีย์ที่ใครเรียกกันว่า "จานบิน" นั้นสร้างตามแบบ “มหาสถูปแห่งเกสเรีย” ในประเทศอินเดีย สถานที่ประดิษฐานบาตรของพระพุทธเจ้าที่ทรงประทานให้แก่ชาววัชชี

วางลิงค์ด้วย จะได้ชวนท่านทวดมาร่วมรับผลบุญกรรมไปด้วยกัน ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า https://pantip.com/topic/36168645

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


หลายๆ อย่างก็สงสัยเหมือนกันค่ะว่าชาวพุทธแท้คิดยังไง

เรื่องเงินทอง หากเป็นวัดพระธรรมกาย ดูเป็นเรื่องร้ายแรง แต่วัดอื่น เวลาซ่อมหลังคา ดีดโบสถ์หนีน้ำท่วม สร้างองค์พระ ฯลฯ ไม่ต้องใช้ปัจจัยงั้นหรือ ไม่ต้องรับบริจาคจากญาติโยมงั้นหรือ ก็ต้องใช้เงินกันทั้งนั้น

เมื่อชาวบ้านต้องการระดมทุนให้วัด ก็มีการจัดงานวัด เคยมีใครสงสัยหรือไม่ว่า จะเป็นไรไหม จัดงานเอิกเกริก เสียงดัง มีดนตรี แดนเซอร์ แสงสี ฯลฯ ใกล้โบสถ์ ใกล้กุฎิ ขนาดนั้น ไม่มีใครสงสัย เพราะไม่ใช่วัดพระธรรมกาย ส่วนวัดพระธรรมกายหากเศรษฐีเขายินดีบริจาคมาก ไม่เคยจัดงานวัดหารายได้อะไร กลับมีปัญหา

โดยส่วนตัวนั้นคิดว่าดีค่ะ ชอบงานวัด ก็เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ชุมชนมีความผูกพันกับวัด ก็แค่ให้อยู่ในความเหมาะสม เพราะโลกหมุนไป จะให้ทุกอย่างเหมือนสมัยพุทธกาลก็คงไม่ใช่


เรื่องบิดเบือนคำสอน พอดีเป็นคนยังห่างไกลภูมิธรรมชั้นสูง ตรงนั้นก็ให้ผู้รู้วิจารณ์กันไปตามวิถีปัญญาชนผู้ใช้เหตุผล เรารู้เพียงว่าหัวใจพระพุทธศาสนาคือ "ละเว้นชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส"  และผลบุญเป็นขั้นดังนี้ ทาน < ศีล < ภาวนา แต่เราก็ต้องปฏิบัติไปทุกอย่าง หากที่ใดก็ตามมีหลักดังกล่าวนี้ ก็นับว่าดีแล้ว ต่างคนตระหนัก คอยสำรวจตัวเองให้ดีก่อนที่จะเที่ยวไปชี้นิ้วด่าคนอื่น เพียงเพื่อยกตัวเองว่าประเสริฐกว่าคนอื่นจะดีไม่น้อย


เรื่องความเชื่อ ผู้คนพากันให้พระดูฤกษ์ยาม โดยไม่เคยสนใจว่า คำสวดเวลางานมงคล ที่ว่า... "สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ" ที่มีบทร้องแปลไว้อย่างไพเราะว่า "ถ้าทำดีเมื่อไรได้ดีแท้ ถ้าทำชั่วชั่วแน่อย่าสงสัย ทำเมื่อใดได้เมื่อนั้นได้ทันใจ  ฤกษ์ผานาทีใดไม่สำคัญ"

ถามว่า ให้พระดูฤกษ์ยามผิดไหม เราก็ว่าไม่ผิด เพราะเบื้องต้นคนยังเข้าไม่ถึงหลักธรรมหรอก หากมีอะไรให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ให้เกิดกำลังใจตั้งใจทำสิ่งดีๆ ก็ถือว่าดีแล้ว แล้วก็ค่อยๆ ศึกษา เรียนรู้กันต่อไป

แล้ววัดของพุทธศาสนา แต่กลับมีรูปปั้นเทพของศาสนาต่างๆ นิกายต่างๆ เต็มไปหมด ชาวพุทธแท้คิดยังไง ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะไม่ใช่วัดพระธรรมกาย แล้วถามว่าผิดไหม เราก็ว่าไม่ผิด เพราะเป็นความเชื่อเบื้องต้น เป็นเรื่องความศรัทธา การยึดเหนี่ยวจิตใจให้แต่ละคนมีความมั่นใจ และตั้งใจทำดี

ตัวอย่างที่ยกมา ไม่เคยบอกว่าใครถูกใครผิด ใครดีใครไม่ดี ในทุกๆ ที่มีทั้งดีและไม่ดี ขอให้รู้จักแยกแยะ อย่าสักแต่เหมารวม หลับตาหาแพะ หรือประเคนข้อหา

แค่อยากจะบอกผู้คนว่าต้องเปิดใจมองอะไรให้กว้างๆ อย่าได้แต่มองความผิดคนอื่นร่ำไป ไม่มีอะไรที่เป๊ะไปหมดหรอกค่ะ ขอให้ยึดแก่นไว้ และพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ใช้สติ ให้มากๆ อย่าใช้อคติ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่