ธีรยุทธ บุญมี มาแล้วครับ ขึ้นกระทู้แนะนำได้ไหม..............

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560, 15.31 น.

3 มี.ค.60 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ แถลงวิเคราะห์เรื่อง "ทิศทางอนาคตการเมืองไทย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)" ว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ไมได้เป็นศัตรู หรือผู้สนับสนุน คสช.แต่เป็นการทำงานทางวิชาการที่เคยทำมาตลอดทุก 1 ปี จะวิเคราะห์สถานการณ์ เพียงแต่ไม่ได้ทำมา 3 ปีแล้ว และเห็นว่าในขณะนี้มีความจำเป็นต้องแสดงความเห็นเพื่อเสนอแนะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังวิ่งเข้าสู่วิถีอนุรักษ์และจารีตนิยม โดยมีความหวังในการปฏิรูประดับโครงสร้างอำนาจน้อยมาก เพราะผู้มีอำนาจล้วนเป็นข้าราชการ ที่จะเป็นผู้สูญเสียอำนาจหากมีการปฏิรูป ในขณะที่การดำเนินงานของ คสช.อาศัยข้าราชการทุกหน่วยงานเป็นหลัก อีกทั้งนโยบายก็เพิ่มอำนาจให้กับข้าราชการไม่มีการกระจายอำนาจให้กับประชาชน แม้จะมีการตั้งซุปเปอร์บอร์ด แต่กลับแต่งตั้งนายทหารเหล่าทัพต่างๆ จำนวนมากไปเป็นบุคคลากร ซึ่งไม่ปรากฏผลงานปฏิรูปใดๆ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็เป็นเพียงรับงานตามความต้องการของ คสช.ไม่ได้ตั้งเป้าปฏิรูปองค์กร

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า ส่วนบุคคลากรในแม่น้ำ 5 สาย เกือบทั้งหมดล้วนมีความคิดแบบอนุรักษ์และจารีตนิยม แม้มีผลงานที่ดีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีความหวังเรื่องการปฏิรูป โดยยังแสดงออกว่า จะผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจด้วย ดังนั้น จากเรือแป๊ะ แม่น้ำ 5 สาย จึงเริ่มกลายเป็น "ยุทธ์เรือโยง ป้อมเรือพ่วง ลากจูงอย่างทุลักทุเลมากขึ้น จนอาจเกยหาดหรือติดเกาะได้ ถ้ายังฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแมป"

เกือบ 3 ปี จากการบริหารงานของ คสช.ถือว่าประเทศไทยได้นายกฯ คนใหม่ ที่มีความสนุกสนาน ได้ความสบายใจ มีการจัดระเบียบ กำหนดนโยบายใหม่ แต่เชื่อว่าการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจะไม่เกิด เพราะไม่อยากทำ รวมถึงการวางระบบและการบูรณาการต่างๆ ก็ไม่เห็นผล

อย่างไรก็ตาม ไม่เชื่อว่าความขัดแย้งแบบเก่าจะกลับมา เพราะไม่ง่ายที่จะปลุกระดม จึงไม่ห่วงเรื่องปรองดอง และเห็นว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ  2ฝ่าย อยู่ในฐานะที่ชัดเจนแล้ว คือ มองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายว่าจะแพ้หรือชนะได้แน่นอนแล้ว หรือหากยื้อต่อไป ต่างฝ่ายจะสูญเสียเพิ่ม จึงหันมาพูดจากันเพื่อให้ทุกฝ่ายชนะ คือ วิน วิน แต่อาจต้องใช้เวลา ซึ่งรัฐบาลต้องมีแนวนโยบายที่ถูกต้อง ทำงานปฏิรูปให้ได้ผล จะเป็นการช่วยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า ยังเห็นว่ามนต์ขลังจากการบริหารที่ประชาชนเห็นว่าทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเริ่มเสื่อม ส่งผลให้ความมั่นใจในรัฐบาลเริ่มคลอนแคลน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนโครงสร้างทางประชาธิปไตยจากสถานการณ์นี้ เพราะขณะนี้อยู่ในสภาวะสั่นไหว คลอนแคลน ก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่าเสียคำพูดเรื่องโรดแมปให้มีการเลือกตั้ง และต้องพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาหลังการเลือกตั้งต่อไป โดยควรมุ่งเน้นเกี่ยวกับงานโครงสร้างอำนาจ หรือการวางรากฐาน เช่น การปราบคอรัปชัน ที่ยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงจัดการกับคดีใหม่ เช่น เชฟรอน รถญี่ปุ่นเลี่ยงภาษี ปตท.ไม่ยอมคืนท่อก๊าซ ปราบปรามอิทธิพลนอกระบบให้มีความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยดึงศรัทธาจากประชาชนกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะนึกถึงภาพรัฐบาล

"ตู่ต้นเตี้ย หรือตู่เตี้ยลง ก่อนที่จะจบโรดแมปของ คสช.ขอทำความเข้าใจว่า ตู่ต้นเตี้ย เป็นคำโบราณ หมายถึงว่าอย่ามายอฉันเลย เหมือนเตยต้นเตี้ย คือ เป็นคนดีแต่อาภัพอับวาสนา ที่เปรียบแบบนี้ เพราะลุงตู่ชอบน้อยใจอยู่เรื่อยว่าทำงานเหนื่อย แต่ไม่มีคนเห็นใจ ส่วนตู่เตี้ยลง ก็เหมือนสาละวันเตี้ยลง แต่ลุงตู่ก็มีผู้สนับสนุน เดี๋ยวก็มีคนมาเชียร์ให้ลุกขึ้น เหมือนเพลง สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน พูดแบบนี้เป็นการแหย่กันในเชิงกวี เพราะเห็นว่านายกฯ ก็เป็นนักเลงกลอน" นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวอีกด้วยว่า การบริหารของ คสช.ในขณะนี้ เริ่มอยู่ในสภาพเรือแป๊ะพายวน โดยเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการสร้างความปรองดอง และการวางแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ มีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ชุด กรรมการปฏิรูป 2 ชุดกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปีรวม 3 แผนใหญ่ แต่ไม่มีผลงานที่ให้ความมั่นใจได้ว่า จะแก้ปัญหาได้จริงแม้แต่ชุดเดียว จึงเห็นว่า คสช.ตั้งธงความคิดกับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาประเทศผิดพลาด เพราะไปมองว่า พรรคการเมือง นักการเมืองคือที่มาของวิกฤต เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ต้องทอนอำนาจและบทบาทหน้าที่ลง ทั้งที่ความจริงแล้ว จากความล้มเหลวที่ผ่านมาจะทำให้พรรคการเมืองจะต้องปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว จึงควรจัดวางยุทธศาสตร์ให้ภาคสังคม ประชาชน เข้ามามีสิทธิอำนาจควบคู่กับความรับผิดชอบมากขึ้น โดยสร้างความเข้มแข็งเพื่อถ่วงดุลกับภาคการเมือง

ขณะเดียวกันก็ควรวางรากฐานความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปเพื่อให้พ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อน และปัญหากลุ่มอุปถัมภ์ทั้งแบบหนี้บุญคุณให้หมู่คนจน และการอุปถัมป์ในระดับคนรวยที่เรียกว่า เป็นกลุ่มอุปถัมภ์อภิสิทธิ์ จากการสร้างเครือข่ายคอนเนคชั่นในกลุ่มผู้มีอำนาจ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่อยู่ในฝ่ายยุติธรรม บริหาร นิติบัญญัติ และงบประมาณ รวมถึงนักกรเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการแทคโนเครตต่างๆ ที่สร้างเครือข่ายผ่านหลักสูตรพิเศษจากหลายหน่วยงาน โดยเห็นว่า เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเครือข่ายเหล่านี้ ทำให้เกิดผลกระทบด้านการตัดสินคดีความ การวางโปรเจคต่างๆ การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเมตตามหานิยม ตอบแทนซึ่งกันและกัน และยังเป็นห่วงเรื่องการยกระดับความเลวร้าย จากความตกต่ำด้านศีลธรรม ส่งผลต่อค่านิยมที่อาจพัฒนาไปถึงขั้นว่า จำเป็นต้องโกง ไม่โกงจะถูกกลั่นแกล้งจนอยู่ไม่ได้

นายธีรยุทธ ยังเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดยให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ ในลักษณะให้แผนการดำเนินการไม่ใช่โปรแกรมทางความคิด โดยต้องแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ อาจใช้มาตรา 44 แบ่งงบประมาณไปช่วยคนจนในเรื่องปากท้อง การแก้คอรัปชั่น และปฏิรูปการศึกษาแบบสองทาง คือ สร้างระบบจูงใจแล้วคัดกรองครู ที่จะเข้าไปในสถานศึกษา เริ่มจากจังหวัดละหนึ่งแห่ง ภาคละหนึ่งแห่งแล้วจึงขยายต่อไป รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้ง่ายขึ้นเพื่อเหมาะสมกับโลกาภิวัตน์ด้วย โดยให้รัฐบาลทำเป็นเรื่องๆ เชื่อว่าภายใน 6 เดือน ก็จะเห็นผล แต่การปฏิรูปจะสำเร็จก็ขึ้นกับผู้มีอำนาจมีศิลปะในการใช้อำนาจหรือไม่ และมีเจตจำนงในการปฏิรูปหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษในสถานการณ์พิเศษ ต้องยึดหลักการให้ว่าการปฏิรูปจะสำเร็จต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และต้องขยายอำนาจให้ประชาชนมาช่วยค้ำจุน

นายธีรยุทธ กล่าวต่ออีกว่า มีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยอาจต้องเดินไปตามบุญตามกรรม โดยไม่มีการปฏิรูป เพราะอาจเกินกำลังของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เนื่องจากเมืองไทยไม่มีวัฒนธรรมที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาใหญ่ด้วยตัวเอง เชื่อว่าหลังรัฐบาล คสช.หมดอำนาจ ปัญหาที่มีแก้ไขหรือจัดระเบียบไป 60 - 70% จะกลับมาเหมือนเดิม สำหรับการใช้มาตรา 44 ในการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.นั้น เห็นว่าไม่สามารถที่จะไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ แม้ว่ารัฐบาลต่อไปจะไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษเช่นนี้ได้ ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ในขณะที่มีอำนาจพิเศษก็ควรใช้ได้ดีและเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยมีลักษณะยอมรับอำนาจนิยม แต่ผู้ใช้ก็ต้องใช้อย่างถูกต้อง ส่วนกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านการใช้อำนาจพิเศษ หากทำโดยบริสุทธิ์ ตนก็เห็นใจ เพราะก็เคยผ่านการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวไม่ควรมีผลประโยชน์ ขณะที่ผู้มีอำนาจก็ควรให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางวิชาการด้วย เพราะเป็นประโยชน์กับทั้งผู้มีอำนาจและสังคม

แนวหน้า http://www.naewna.com/politic/258786
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่