ในความเห็นส่วนตัว
หนังสะท้อนแนวคิดได้ดี เรื่องของ...
- การไม่ได้ทำในสิ่งที่รัก จะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข
- ความกดดันจากการเรียน จนทำให้มีนักเรียนฆ่าตัวตาย
- ระบบการศึกษามีสิ่งที่ต้องแก้
- เรียนแค่เพื่อเกรด ไม่ได้เรียนเพราะอยากจะเรียนรู้จริง
- ไม่ควรประกาศคะแนนสอบหรืออันดับของเกรดให้นักเรียนทุกคนรู้ ทำให้เด็กเหมือนถูกแบ่งชนชั้นคนอ่อนกับคนเก่ง
- ความกลัวการโดนดูถูก กลัวสถานภาพการเงินไม่เท่ากับเพื่อนหลังเรียนจบ จึงต้องทนเรียนสิ่งที่ไม่ชอบ อาจจะทำให้ทำงานได้ไม่ดี ทำงานไม่มีความสุข
- ฯลฯ
แต่ความเป็นจริงบางอย่างก็ไม่สามารถทำตามแบบในหนังบอกได้ เช่น
- การทำอาชีพเราที่รักต้องดูด้วยว่าอาชีพที่เราทำเป็นที่ต้องการของตลาดไหม? ถ้าทำแล้วไม่เป็นที่ต้องการของตลาดของผู้คน ยังไงก็ไม่มีใครสนใจหรืออยากจะจ้างให้เงินหรอก
- ไม่มีระบบการศึกษาอะไรที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ เพราะมันไม่สามารถตีกรอบเส้นทางความสำเร็จของแต่ละคนได้ จริงๆแล้วมนุษย์สร้างโรงเรียนหรือมหาลัยขึ้นมาเพื่อที่จะอบรมคนให้ทำงานในโรงงาน(ในช่วงยุคอุตสาหกรรม) จนกระทั่งกลายมาเป็นโรงเรียนและมหาลัยทุกวันนี้ โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีระบบอะไรที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน ไม่งั้นคงไม่มี ระบอบการปกครองประชาธิปไตย, คอมมิวนิสต์ และอื่นๆ ซึ่งแต่ละระบอบการปกครองก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีอันใดอันหนึ่งดีที่สุดอยู่แล้ว ระบบการศึกษาก็เช่นกัน หรือแม้แต่คู่รัก ที่พอคบกันไปนานๆก็จะเริ่มเห็นข้อดีข้อเสียซึ่งกันและกัน บางคนรับข้อเสียอีกฝ่ายไม่ได้ก็ทะเลาะกัน อยากจะเลิกราจากกัน จากตอนแรกที่มองแล้วอะไรก็ดูดีไปหมด ไม่มีคนไหนจะดึไปกว่าคนนี้แล้ว...ฯลฯ ดังนั้นครับ ไม่มีคู่ไหนที่ดีที่สุดหรอก มีแต่คู่รักที่เข้าใจมากที่สุด เป็นต้น
- ถ้าอยากมีแค่รายได้แค่พอเลี้ยงตัวเอง ต้องวางแผนการเงินให้กับชีวิตด้วยนะครับ ไม่งั้นเงินเก็บอาจจะไม่พอหลังเกษียณ
- คนส่วนใหญ่ก็อยากได้คนที่ดี สิ่งที่วัดได้แบบเห็นผลก็คือ เกรด ถ้าไม่มีเกรด แล้วจะวัดจากอะไรละ ถ้าไม่ใช้เกรดวัดกันตอนทำงาน แล้วถ้าเกิดทำงานได้ไม่ดีจริงๆ บริษัทที่จะจ้างคงไม่อยากจะมานั่งเสียเวลาขนาดนั้น
- การทำสิ่งที่ไม่ชอบ ก็มีส่วนที่ดีอยู่ไม่น้อย เช่น ถ้าเราอยากสุขภาพดี แต่เราไม่ยอมกินผัก กินผลไม้ที่เราไม่ชอบ กินแต่ไขมัน,ผงชูรส,อาหารขยะ ฯลฯ ก็ไม่มีวันสุขภาพดีหรอก
ผมคิดว่า แนวคิดที่ได้จากเรื่องนี้ดีมากๆครับ แต่อย่าทำมาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่เราจะไม่ทำอะไร
ใครมีความคิดเห็นอย่างไร คอมเม้นมาได้เลยนะครับ
อันนี้คือประโยคจากในเรื่องที่ผมชอบ
" เราเรียนรู้ว่า "ชีวิตคือการแข่งขัน"
วิ่งให้เร็วที่สุด ไม่งั้นโดนเหยียบแน่
แม้แต่ก่อนเกิดยังต้องวิ่งให้เร็วกว่าน้ำเชื้ออีก 300 ล้านตัว "
" ปราชญ์ผู้สูงส่งกล่าวไว้ว่า
จงศึกษา "เพื่อบรรลุผล" ไม่ใช่ "เพื่อความมั่งคั่ง"
จงใฝ่หาความเป็นเลิศ แล้วความสำเร็จจะมาหาเราเอง "
" เขาเป็นคนเก่ง เรียนวิศวกรจบแล้วต่อ MBA แล้วเป็นนาย เพราะมันหาเงินได้มากกว่าใช่ไหม "สำหรับเขาชีวิตเป็นกำไร-ขาดทุน เขาเห็นกำไรในตัวคุณ เขาถึงสนใจคุณ(ผญ)" ลูกสาวผู้อำนวยการ กำลังจะจบแพทย์ ช่วยเสริมภาพพจน์ให้เขาได้ "
(1.07.30)
ขอขอบคุณรูปภาพจาก
http://www.bollywoodlife.com/photos/movie-1920-london/1920-london-movie-review-7-excuses-you-can-use-to-skip-this-movie/
รีวิวหนัง 3 Idoits
หนังสะท้อนแนวคิดได้ดี เรื่องของ...
- การไม่ได้ทำในสิ่งที่รัก จะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข
- ความกดดันจากการเรียน จนทำให้มีนักเรียนฆ่าตัวตาย
- ระบบการศึกษามีสิ่งที่ต้องแก้
- เรียนแค่เพื่อเกรด ไม่ได้เรียนเพราะอยากจะเรียนรู้จริง
- ไม่ควรประกาศคะแนนสอบหรืออันดับของเกรดให้นักเรียนทุกคนรู้ ทำให้เด็กเหมือนถูกแบ่งชนชั้นคนอ่อนกับคนเก่ง
- ความกลัวการโดนดูถูก กลัวสถานภาพการเงินไม่เท่ากับเพื่อนหลังเรียนจบ จึงต้องทนเรียนสิ่งที่ไม่ชอบ อาจจะทำให้ทำงานได้ไม่ดี ทำงานไม่มีความสุข
- ฯลฯ
แต่ความเป็นจริงบางอย่างก็ไม่สามารถทำตามแบบในหนังบอกได้ เช่น
- การทำอาชีพเราที่รักต้องดูด้วยว่าอาชีพที่เราทำเป็นที่ต้องการของตลาดไหม? ถ้าทำแล้วไม่เป็นที่ต้องการของตลาดของผู้คน ยังไงก็ไม่มีใครสนใจหรืออยากจะจ้างให้เงินหรอก
- ไม่มีระบบการศึกษาอะไรที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ เพราะมันไม่สามารถตีกรอบเส้นทางความสำเร็จของแต่ละคนได้ จริงๆแล้วมนุษย์สร้างโรงเรียนหรือมหาลัยขึ้นมาเพื่อที่จะอบรมคนให้ทำงานในโรงงาน(ในช่วงยุคอุตสาหกรรม) จนกระทั่งกลายมาเป็นโรงเรียนและมหาลัยทุกวันนี้ โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีระบบอะไรที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน ไม่งั้นคงไม่มี ระบอบการปกครองประชาธิปไตย, คอมมิวนิสต์ และอื่นๆ ซึ่งแต่ละระบอบการปกครองก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีอันใดอันหนึ่งดีที่สุดอยู่แล้ว ระบบการศึกษาก็เช่นกัน หรือแม้แต่คู่รัก ที่พอคบกันไปนานๆก็จะเริ่มเห็นข้อดีข้อเสียซึ่งกันและกัน บางคนรับข้อเสียอีกฝ่ายไม่ได้ก็ทะเลาะกัน อยากจะเลิกราจากกัน จากตอนแรกที่มองแล้วอะไรก็ดูดีไปหมด ไม่มีคนไหนจะดึไปกว่าคนนี้แล้ว...ฯลฯ ดังนั้นครับ ไม่มีคู่ไหนที่ดีที่สุดหรอก มีแต่คู่รักที่เข้าใจมากที่สุด เป็นต้น
- ถ้าอยากมีแค่รายได้แค่พอเลี้ยงตัวเอง ต้องวางแผนการเงินให้กับชีวิตด้วยนะครับ ไม่งั้นเงินเก็บอาจจะไม่พอหลังเกษียณ
- คนส่วนใหญ่ก็อยากได้คนที่ดี สิ่งที่วัดได้แบบเห็นผลก็คือ เกรด ถ้าไม่มีเกรด แล้วจะวัดจากอะไรละ ถ้าไม่ใช้เกรดวัดกันตอนทำงาน แล้วถ้าเกิดทำงานได้ไม่ดีจริงๆ บริษัทที่จะจ้างคงไม่อยากจะมานั่งเสียเวลาขนาดนั้น
- การทำสิ่งที่ไม่ชอบ ก็มีส่วนที่ดีอยู่ไม่น้อย เช่น ถ้าเราอยากสุขภาพดี แต่เราไม่ยอมกินผัก กินผลไม้ที่เราไม่ชอบ กินแต่ไขมัน,ผงชูรส,อาหารขยะ ฯลฯ ก็ไม่มีวันสุขภาพดีหรอก
ผมคิดว่า แนวคิดที่ได้จากเรื่องนี้ดีมากๆครับ แต่อย่าทำมาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่เราจะไม่ทำอะไร
ใครมีความคิดเห็นอย่างไร คอมเม้นมาได้เลยนะครับ
อันนี้คือประโยคจากในเรื่องที่ผมชอบ
" เราเรียนรู้ว่า "ชีวิตคือการแข่งขัน"
วิ่งให้เร็วที่สุด ไม่งั้นโดนเหยียบแน่
แม้แต่ก่อนเกิดยังต้องวิ่งให้เร็วกว่าน้ำเชื้ออีก 300 ล้านตัว "
" ปราชญ์ผู้สูงส่งกล่าวไว้ว่า
จงศึกษา "เพื่อบรรลุผล" ไม่ใช่ "เพื่อความมั่งคั่ง"
จงใฝ่หาความเป็นเลิศ แล้วความสำเร็จจะมาหาเราเอง "
" เขาเป็นคนเก่ง เรียนวิศวกรจบแล้วต่อ MBA แล้วเป็นนาย เพราะมันหาเงินได้มากกว่าใช่ไหม "สำหรับเขาชีวิตเป็นกำไร-ขาดทุน เขาเห็นกำไรในตัวคุณ เขาถึงสนใจคุณ(ผญ)" ลูกสาวผู้อำนวยการ กำลังจะจบแพทย์ ช่วยเสริมภาพพจน์ให้เขาได้ "
(1.07.30)
ขอขอบคุณรูปภาพจาก
http://www.bollywoodlife.com/photos/movie-1920-london/1920-london-movie-review-7-excuses-you-can-use-to-skip-this-movie/