เห็นเหตุการณืในบ้านเมือง ที่เอาเรื่องของศาสนามา ขัดแย้งกัน
นำมาซึ่ง เกิดภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่ประเทศไทย ที่มีคนนับถือ ศาสนาพุทธ
มากกว่า 60 ล้านคน
ศาสนาพุทธ ที่ผมรู้จักตั้งแต่เกิดมาเมื่อกว่า หกสิบปีมาแล้ว ที่ข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมาก
เพราะเข้าไปเป็นเด็กวัด ตั้งแต่ เก้าขวบ แม่เอาไปฝากกับ หลวงน้า ที่วัดบวร มาตั้แต่
ปี 2497 ผมก็อาศัย วัดแห่งนี้เรียนหนังสือ ที่ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ มาตั้งแต่ อยู่ชั้น ม 1
เรียกว่าโตเพราะ ข้าวก้นบาตร ตอนนั้นยังไม่รู้จักว่า ศาสนาพุทธ ที่นับถือกัน มีสองนิกาย
เพราะได้รู้แต่ว่า หลวงน้า ท่านไม่จับเงิน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า นิกายที่หลวงน้า คือ นิกายธรรมยุกติ
นิกายนี้ เขาห้ามจับเงิน
ผมวี่งเล่นอยู่ที่วัดนี้กว่าสิบปี เฆ้นสมเด็จญาณสังวร ที่ตอนนั้น ยังเป็น เจ้าคุณศาสนโสภณ เจ้าอาวาส
วัดบวร เคยได้รับใช้ท่านอยู่ พักนึง เพราะ หลวงน้าท่าน ได้เป็น ผู้ช่วยเลขาวัด หรืออะไร นี่แหละ
จำได้ว่าท่านเจ้าคุณสา ฯ เป็นนามที่พระ เณร และลูกศิษย์วัด เรียกกัน
ผมโชคดี ที่ ได้เห็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านทรงผนวช ที่วัดนี้ ท่านจำวัด อยู่บริเวณ
ตำหนักเพชร ครับจำได้ว่า ก็มีทหารเฝ้าไม่กี่คน ตอนเช้า พระองค์ท่านจะทรงบาตร เดินออก ทางประตู
ด้านตรงข้ามกับ ป้อม ที่จำชื่อไม่ได้ เจ้าคุณศา ฯ ท่านเป็นพระพี่เลี้ยง เดินนำหน้า ท่านทรงผนวชอยู่ 15 วัน ก็สึก
อีกเรื่องที่ดีใจ ตามประสาลูกศิษย์วัด คือได้ทานอาหารฝรั่ง ครับ พระท่านพระราชทานให้พระทุกองค์ในวัด
ครับหันมาหาเรื่องของศาสนาพุทธ ที่เป็นหัวเรื่อง ดีกว่า ตอนที่เรียนที่บวร สมัยนั้นมีวิชาศีลธรรม เป็นวิชา
ที่เป็นเอก เหมือนวิชาประวัติศาสตร์ วิชาเลขคณิต วิชาภูมิศาสตร์ ไม่รวมกันเหมือนปัจจุบัน ตอนเรียนวิชาศีล ฯ
ได้เรียนในโบสถ์เก่า ในโรงเรียน มีพระเป็นผุ้สอนวิชานี้ ก็สอนตามหลักสูตร ความรู้สึกทั่วไปของเด็ก เบื่อหน่ายมาก
แอบหลับเป็นประจำ แต่รู้เรื่องศาสนาพุทธ เพิ่มมากขึ้น รู้จักว่า ศาสนาพุทธในประเทสเรา มีสองนิกาย คืด มหานิกาย
กับธรรมยุติ มหานิกาย ห่มผ้าไม่เหมือนกันกับธรรมยุติ มีผ้ารัดตรงบริเวณเอว และจับเงินได้ ไปนอกวัดห่มผ้า ผืนเดียว
ส่วนธรรมยุติ ห่มจีวร อย่างเดียวไม่มีผ้ารัด ออกไปนอกวัด เช่นบิณฑ์บาตร นี่ต้องห่มผ้าสองผืน และทราบจากการเรียนว่า
รัชกาลที่ 4 ท่านทรงสถาปนา นิกายธรรมยุติขึ้นมา
ครับ ศาสนาพุทธ ที่ผมรู้จัก ก็มีแค่นี้ อ้อ คำสวดของพระธรรมยุติ นี่ อ่านคำไม่เหมือน มหานิกาย วัดบวรเป็นวัดที่ไม่มีเมรุเผาศพ
ก็รู้จักแค่นี้ ในส่วนของการทำบุญ ก็เห็นมีญาติโยมมาถวายเพล ถวายเช้า เหมือนวัดทั่วไป มีกาบริจาก กันเหมือนกับวัดอื่น ๆ
ครับ ผมออกจากวัดตอนประมาณ ปี 07 และกลับไปบวช ที่นั่นอีกเมื่อปี 2512 มีท่านเจ้าคุณศา ฯ เป็นอุปฌา
เมื่อมาทำงานต่างจังหวัด ก็คุ้นเคยกับวัด ที่นั่นมาก ความผูกพันของผม กับศาสนา ก็เป็นทำนอง ที่เข้าไป ทำบุญ ตักบาตร์ตอนเช้า
เป็นกิจวัตร ครับ ทุกอย่าง ก้เรียบร้อยดี เห็น คนที่นับถือวัด นับถือพระ มีใบหน้าอจ่มใส ที่ได้เข้าทำบุญ ข้อสำคัญ
คนที่ผมรู้จัก แม้แต่เด็ก ๆ ก็ไม่มีการล่วงเกินพระ ไม่ว่า ทั้งกาย วาจา ใจ ครับ ยกให้พระ เป็นที่พึ่ง ทางใจ ที่สุดท้ายของการดำรงชีวิต
พระท่านก้ไม่เคย มาเรียกร้องให้ไปทำบุญ กัน
มันต้องมีแต่ครับ ปัจจุบัน มีการบอกบุญ เรี่ยไร เงินทอง จัตุปัจจัย กันมากมาย ทุกวัด ลองไปดูวัดป้าใหญ่ ที่อุบลบ้างก็จะทราบ ว่ามี
การบอกบุญจริง ๆ ครับ มันแตกต่างก็วัดที่ผมเคยวี่งเล่นอยู่ ที่น่าเป็นห่วง มีการ เอาเรื่องการบวช ของสามเณร บ้างพระบ้าง ยี่งเดี๋ยวนี้
อ้างว่าเพื่อถวายเป็นส่วนกุศลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระยรมโกศ มากขึ้นทุกที นี่คือการเปลี่ยนแปลง
ครับ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ที่วัดพระธรรมกาย มันเกิดขึ้น เพราะเหตุของความขัดแย้งหรือเปล่า ไม่ทราบได้ แต่ในฐานะคนพุทธ ด้วยกัน
นับถือพระเหมือนกัน ผมอยากให้มีการ ถอยออกไปทั้งสองฝ่าย การอ้างความชอบธรรม ในทางกฎหมายขอให้เป็นเรื่องหลัง แต่เรื่องแรก
ต้องหยุดทุกอย่าง เหมือนพระพุทธองค์ท่านตรัสสั่งสอน องคุลิมาน ที่บอกว่าเราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด
ครับเรานับถือ ศาสนาเดียวกัน เคารพ พระเหมือนกัน ศาสนาพุทธ สอนให้เราอภัยซึ่งกันและกัน ยกโทษ ให้ในสี่งที่ แม้จะทำผิด ไม่อ้างว่า
ถือกฎหมาย ต้องทำตามกฎหมาย เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องของความศรัทธา ไม่ได้อยู่ที่อ้างว่า คนนั้นพุทธแท้หรือพุทธเทียม ศาสนาพุทธ
ที่ผมรู้จัก ไม่มีแยกว่าใครแท้หรือใครเทียม เพราะทุกคนคือพุทธ ทั้งหมด ถ้าเราให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่โกรธ อาฆาต ต้องแพ้ชนะกัน
ลองหันกลับไปดูพระพุทธองค์กันหน่อยครับ เข้าไปกราบสัญญลักษณ์ของท่านแล้ว ไตร่ตรองใหม่ มองทุกอย่างด้วยจิตใจที่แราณีต่อกัน
ครับความสงบ และความทุกข์ จะหายไป
ศาสนาพุทธิ ที่ผมรู้จัก
นำมาซึ่ง เกิดภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่ประเทศไทย ที่มีคนนับถือ ศาสนาพุทธ
มากกว่า 60 ล้านคน
ศาสนาพุทธ ที่ผมรู้จักตั้งแต่เกิดมาเมื่อกว่า หกสิบปีมาแล้ว ที่ข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมาก
เพราะเข้าไปเป็นเด็กวัด ตั้งแต่ เก้าขวบ แม่เอาไปฝากกับ หลวงน้า ที่วัดบวร มาตั้แต่
ปี 2497 ผมก็อาศัย วัดแห่งนี้เรียนหนังสือ ที่ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ มาตั้งแต่ อยู่ชั้น ม 1
เรียกว่าโตเพราะ ข้าวก้นบาตร ตอนนั้นยังไม่รู้จักว่า ศาสนาพุทธ ที่นับถือกัน มีสองนิกาย
เพราะได้รู้แต่ว่า หลวงน้า ท่านไม่จับเงิน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า นิกายที่หลวงน้า คือ นิกายธรรมยุกติ
นิกายนี้ เขาห้ามจับเงิน
ผมวี่งเล่นอยู่ที่วัดนี้กว่าสิบปี เฆ้นสมเด็จญาณสังวร ที่ตอนนั้น ยังเป็น เจ้าคุณศาสนโสภณ เจ้าอาวาส
วัดบวร เคยได้รับใช้ท่านอยู่ พักนึง เพราะ หลวงน้าท่าน ได้เป็น ผู้ช่วยเลขาวัด หรืออะไร นี่แหละ
จำได้ว่าท่านเจ้าคุณสา ฯ เป็นนามที่พระ เณร และลูกศิษย์วัด เรียกกัน
ผมโชคดี ที่ ได้เห็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านทรงผนวช ที่วัดนี้ ท่านจำวัด อยู่บริเวณ
ตำหนักเพชร ครับจำได้ว่า ก็มีทหารเฝ้าไม่กี่คน ตอนเช้า พระองค์ท่านจะทรงบาตร เดินออก ทางประตู
ด้านตรงข้ามกับ ป้อม ที่จำชื่อไม่ได้ เจ้าคุณศา ฯ ท่านเป็นพระพี่เลี้ยง เดินนำหน้า ท่านทรงผนวชอยู่ 15 วัน ก็สึก
อีกเรื่องที่ดีใจ ตามประสาลูกศิษย์วัด คือได้ทานอาหารฝรั่ง ครับ พระท่านพระราชทานให้พระทุกองค์ในวัด
ครับหันมาหาเรื่องของศาสนาพุทธ ที่เป็นหัวเรื่อง ดีกว่า ตอนที่เรียนที่บวร สมัยนั้นมีวิชาศีลธรรม เป็นวิชา
ที่เป็นเอก เหมือนวิชาประวัติศาสตร์ วิชาเลขคณิต วิชาภูมิศาสตร์ ไม่รวมกันเหมือนปัจจุบัน ตอนเรียนวิชาศีล ฯ
ได้เรียนในโบสถ์เก่า ในโรงเรียน มีพระเป็นผุ้สอนวิชานี้ ก็สอนตามหลักสูตร ความรู้สึกทั่วไปของเด็ก เบื่อหน่ายมาก
แอบหลับเป็นประจำ แต่รู้เรื่องศาสนาพุทธ เพิ่มมากขึ้น รู้จักว่า ศาสนาพุทธในประเทสเรา มีสองนิกาย คืด มหานิกาย
กับธรรมยุติ มหานิกาย ห่มผ้าไม่เหมือนกันกับธรรมยุติ มีผ้ารัดตรงบริเวณเอว และจับเงินได้ ไปนอกวัดห่มผ้า ผืนเดียว
ส่วนธรรมยุติ ห่มจีวร อย่างเดียวไม่มีผ้ารัด ออกไปนอกวัด เช่นบิณฑ์บาตร นี่ต้องห่มผ้าสองผืน และทราบจากการเรียนว่า
รัชกาลที่ 4 ท่านทรงสถาปนา นิกายธรรมยุติขึ้นมา
ครับ ศาสนาพุทธ ที่ผมรู้จัก ก็มีแค่นี้ อ้อ คำสวดของพระธรรมยุติ นี่ อ่านคำไม่เหมือน มหานิกาย วัดบวรเป็นวัดที่ไม่มีเมรุเผาศพ
ก็รู้จักแค่นี้ ในส่วนของการทำบุญ ก็เห็นมีญาติโยมมาถวายเพล ถวายเช้า เหมือนวัดทั่วไป มีกาบริจาก กันเหมือนกับวัดอื่น ๆ
ครับ ผมออกจากวัดตอนประมาณ ปี 07 และกลับไปบวช ที่นั่นอีกเมื่อปี 2512 มีท่านเจ้าคุณศา ฯ เป็นอุปฌา
เมื่อมาทำงานต่างจังหวัด ก็คุ้นเคยกับวัด ที่นั่นมาก ความผูกพันของผม กับศาสนา ก็เป็นทำนอง ที่เข้าไป ทำบุญ ตักบาตร์ตอนเช้า
เป็นกิจวัตร ครับ ทุกอย่าง ก้เรียบร้อยดี เห็น คนที่นับถือวัด นับถือพระ มีใบหน้าอจ่มใส ที่ได้เข้าทำบุญ ข้อสำคัญ
คนที่ผมรู้จัก แม้แต่เด็ก ๆ ก็ไม่มีการล่วงเกินพระ ไม่ว่า ทั้งกาย วาจา ใจ ครับ ยกให้พระ เป็นที่พึ่ง ทางใจ ที่สุดท้ายของการดำรงชีวิต
พระท่านก้ไม่เคย มาเรียกร้องให้ไปทำบุญ กัน
มันต้องมีแต่ครับ ปัจจุบัน มีการบอกบุญ เรี่ยไร เงินทอง จัตุปัจจัย กันมากมาย ทุกวัด ลองไปดูวัดป้าใหญ่ ที่อุบลบ้างก็จะทราบ ว่ามี
การบอกบุญจริง ๆ ครับ มันแตกต่างก็วัดที่ผมเคยวี่งเล่นอยู่ ที่น่าเป็นห่วง มีการ เอาเรื่องการบวช ของสามเณร บ้างพระบ้าง ยี่งเดี๋ยวนี้
อ้างว่าเพื่อถวายเป็นส่วนกุศลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระยรมโกศ มากขึ้นทุกที นี่คือการเปลี่ยนแปลง
ครับ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ที่วัดพระธรรมกาย มันเกิดขึ้น เพราะเหตุของความขัดแย้งหรือเปล่า ไม่ทราบได้ แต่ในฐานะคนพุทธ ด้วยกัน
นับถือพระเหมือนกัน ผมอยากให้มีการ ถอยออกไปทั้งสองฝ่าย การอ้างความชอบธรรม ในทางกฎหมายขอให้เป็นเรื่องหลัง แต่เรื่องแรก
ต้องหยุดทุกอย่าง เหมือนพระพุทธองค์ท่านตรัสสั่งสอน องคุลิมาน ที่บอกว่าเราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด
ครับเรานับถือ ศาสนาเดียวกัน เคารพ พระเหมือนกัน ศาสนาพุทธ สอนให้เราอภัยซึ่งกันและกัน ยกโทษ ให้ในสี่งที่ แม้จะทำผิด ไม่อ้างว่า
ถือกฎหมาย ต้องทำตามกฎหมาย เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องของความศรัทธา ไม่ได้อยู่ที่อ้างว่า คนนั้นพุทธแท้หรือพุทธเทียม ศาสนาพุทธ
ที่ผมรู้จัก ไม่มีแยกว่าใครแท้หรือใครเทียม เพราะทุกคนคือพุทธ ทั้งหมด ถ้าเราให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่โกรธ อาฆาต ต้องแพ้ชนะกัน
ลองหันกลับไปดูพระพุทธองค์กันหน่อยครับ เข้าไปกราบสัญญลักษณ์ของท่านแล้ว ไตร่ตรองใหม่ มองทุกอย่างด้วยจิตใจที่แราณีต่อกัน
ครับความสงบ และความทุกข์ จะหายไป