ในสวนฝรั่งที่ตำหนักของเสด็จป้า วันนี้เจ้าพี่สุรคมกับหม่อมแม่ของเธอมาเยี่ยม ข่าวการจับกุมพวกคิดการณ์ใหญ่จากเดิมที่เคยเป็นความลับรู้กันเฉพาะคนใน หากตอนนี้กลับแพร่กระจายจนรู้กันทั่วพระนครแล้ว จันเลยได้ที..พูดถึงอนลว่า หากเขาได้รับโทษประหารก็อดใจหายไม่ได้ เจ้าพี่สุรคมเลยปรามเสียงเข้ม ทำไมถึงพูดจาไม่เป็นมงคล คนยังไม่ถูกศาลตัดสินสักหน่อย เจ้าพี่ตรัสเสริมอีกว่า คงต้องว่าไปตามตัวบทกฎหมาย ฟังยากจนจันไม่เข้าใจ เธอจึงได้อธิบายเพิ่มเติมว่า... อนลอาจได้รับการลดหย่อนไม่ถึงกับต้องโทษประหารก็เป็นได้...ลึกๆเธอก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
ท่าทีมึนตึงของพี่หญิงเล็กที่เดินผ่านมาในสวนเพื่อรอไปทำบุญให้เสด็จป้า ทำเอาเธออดสงสัยไม่ได้ ประจวบกับเจ้าพี่สุรคมขอตัวเดินตามออกไป เธอจึงได้ทีถามหม่อมเอื้อน...นี่หญิงกลายเป็นชนวนของเรื่องนี้อีกแล้วหรือคะ...หม่อมแกตอบกลับแบบอิดๆออดๆ ก็ไม่เกี่ยวซะทีเดียวหรอกเพคะ จากนั้นจึงค่อยทูลทุกอย่างให้เธอฟัง เมื่อได้ความแล้ว เธอไม่รีรอที่จะไปพูดกับพี่หญิงเล็กตรงๆ เธอขอโทษ...เพราะเธอไม่คิดว่าแม่จะไปพูดจายุแยงให้พี่หญิงเล็กกับเจ้าพี่สุรคมผิดใจกันได้ เธอไม่รู้ว่าแม่คิดจะทำอะไรพอๆกับที่พี่หญิงก็ไม่รู้ว่าหม่อมใหญ่คิดจะทำอะไรนั่นแหละ เรา ๒ คนเคยเป็นพี่น้องที่รักกันดี มิสมควรเลยที่จะมาแตกกันเพราะผู้ชายคนเดียว เธอก็ได้แต่หวังว่า..พี่หญิงเล็กจะทรงเข้าพระทัยในสักวัน
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกลาโหมคนที่เขาเคยพบ พาเขาออกจากที่คุมขังมาพบคุณพ่อคุณแม่ที่นั่งรออยู่ เขาไม่รีรอที่ก้มลงกราบเท้าคุณแม่ รอดจากโทษทัณฑ์คราวนี้ อนลเหมือนเกิดใหม่ เขาถามถึงอากับพี่ชาย คุณพ่อบอกแค่ว่าอาเกื้อถูกคุมขังอยู่ แต่คุณแม่...กลับร้องไห้ปานหัวใจสลายจนเขาอดแปลกใจมิได้ เขาคิดไปเพียงแค่ว่า..ที่เขารอดตะแลงแกงออกมา คงเพราะพี่ใหญ่กับอาช่วยไว้ แต่เขาคิดผิด....คุณพ่อพูดทั้งที่น้ำตาคลอเบ้าแลดูหัวใจสลายไม่ต่างจากคุณแม่...ว่าพี่ชายของเขาตัดสินใจจบชีวิตด้วยตัวเองหนีความผิด...เขารอดเพราะจดหมายสารภาพผิดของพี่ชายต่างหาก โธ่...พี่ใหญ่...ไม่น่าคิดสั้นแบบนี้เลยครับ หากไม่ใจเร็วด่วนได้ พี่ชายคงไม่ต้องมาตายแบบนี้ ...
พระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเผื่อแผ่ลงมาถึงนักโทษในคดีนี้ทุกคน ทรงใช้พระราชอำนาจสิทธิขาดของพระองค์ อำนาจ...ที่คนกลุ่มนี้เคยสงสัยว่ามันมากไปหรือไม่จนอยากริดรอนมัน หากแต่วันนี้ทรงใช้สิ่งนั้นพระราชทานอภัยโทษ คนที่เคยถูกตัดสินประหารชีวิต ก็ยังได้รับการลดหย่อนเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต โทษหนักกลายเป็นเบา โทษเบากลายเป็นรอลงอาญา
หากอนลรู้..พี่ชายของเขาเป็นทหาร พี่ใหญ่ภาคภูมิใจในอาชีพของตนเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่กระทำลงไปนั้น นอกจากเป็นความอัปยศอดสูต่อวงศ์ตระกูลแล้ว คนทั่วไปก็คงตราหน้าว่าอ้ายคนนี้คือ กบฎ! ผู้ชายที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง การตัดสินใจรับผิดชอบด้วยการฆ่าตัวตายของเขาคงดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ แม้จะเสียใจแค่ไหน แต่อนลรู้จักพี่ชายตัวเองดี พี่ใหญ่คงอยู่ไม่ได้เพราะความรู้สึกผิดคงเกาะกินหัวใจเขาไปตลอดกาล ผมขออโหสิกรรมให้ครับพี่ใหญ่...เขาคงไม่อาจขอให้พี่ชายไปสู่สุขคติได้ คนฆ่าตัวตายมีกรรมติดตัวหนักหนา เขาหวังเพียงแค่บุญกุศลที่เขาจะทำส่งไปให้ คงถึงพี่ใหญ่..เพื่อเป็นบุญให้เขาได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าในสักวัน..
เธอค่อยๆทะยอยย้ายข้าวของจากตำหนักเสด็จป้าออกมาจัดที่เรือนปั้นหยา เพื่อรอรับพี่ชาย หม่อมเจ้าวิสสุกรรม พี่ชายของเธอที่กำลังจะเสด็จกลับจากศึกษาที่ยุโรป คุณสร้อยเต็มใจจะย้ายมาอยู่กับเธอด้วย มีบ่าวติดสอยห้อยตามมาอีก ๑ คน เห็นทีสมาชิกที่เพิ่มขึ้นของเรือนเธอคงจะมีความสุขได้สักที
คนอื่นวุ่นอยู่กับการจัดห้องหับ เธอจึงว่างพอที่จะนั่งลงมองไปรอบๆเรือนปั้นหยา บ้าน...ที่ทรงทิ้งไปเสียนานคงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โต๊ะเตี้ยตัวนั้นที่เธอเคยประทานสำรับอาหารให้ เพียงนึกถึงก็เรียกรอยยิ้มออกมาได้ อนล..หากนึกไปถึงครั้งสุดท้ายที่เธอเจอเขา ก็อดเศร้าใจไม่ได้ เขาจะถูกตัดสินเป็นอย่างไรบ้างทรงมิรู้เลย...
เพียงเสียงฝีเท้าที่ได้ยินจากด้านหลังทำให้เธอหันหลังกลับไปดู อนล! เขาหรือนี่...ชายหนุ่มที่เธอเพิ่งนึกถึงยืนอยู่ตรงหน้า เขาดูดีขึ้นกว่าวันก่อนที่เธอพบนัก ชายหนุ่มยิ้มพรายไปทั้งแววตา เธอมองเขาตอบเช่นกัน ดีใจเหลือเกินที่ได้พบกันอีก.. คงเป็นประโยคนี้กระมังที่ทั้งเธอและเขารับรู้กันได้จากแววตาที่สบกันพอดี
เขาไม่มีที่ไป...จึงแวะมาเรือนปั้นหยาอย่างไม่คาดหวัง เรือนมิได้ปิดเงียบอย่างเดิม เขาจึงเผลอเดินขึ้นมา หากพบ...ท่านหญิง ท่านหญิงของกระหม่อม เธอประทับหันหลังอยู่ที่โต๊ะเสวยตัวเดิมตัวนั้น เขาเผลอตัวเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเธอหันมา เธอมองเขาด้วยแววตายินดียิ่ง... อนลเอ๋ย ชีวิตที่เหมือนตายไปแล้วเกิดใหม่มีอยู่จริง
ท่านหญิงเดินนำเขามาพูดคุยกันในสวนข้างเรือน..เขาเกริ่นถามเธอออกไป...กระหม่อมไม่นึกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาแล้ว... เธอกลับถามเขาเสียงเข้ม ไม่รู้...แสดงว่าคุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาหาฉัน แล้วคุณมาหาใคร... อนลเอ๋ย คุยกับผู้หญิงฉลาด แกจะถามอะไรโง่ๆมิได้ เขาจึงตอบไปอย่างอึกอัก..ว่าเพียงผ่านมาทางนี้ มิได้ตั้งใจมาหาใคร เขาจะบอกความจริงเธอได้อย่างไร ...ว่าเขาคิดถึง..คิดถึงเธอจนขอแค่ได้มาเห็นเรือนที่เธอเคยอยู่ เห็นเก้าอี้ที่เธอเคยประทับก็ยังดี เธอประทานอนุญาติให้เขานั่ง นั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่เธอประทับ ใกล้..ใกล้ที่สุดที่เขาเคยได้เข้าเฝ้า
คน ๒ คนที่ผ่านทุกข์หนักหนามาแล้วทั้งคู่ต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน เธอบอกว่าเธอจะย้ายกลับมาอยู่ที่เรือนปั้นหยาเลย เพราะเสด็จพระองค์หญิงทรงสิ้นพระชนม์แล้ว เขาเสียใจกับเธอจริงๆ จากนั้นเขาจึงเล่าถึงการไต่สวนในศาลว่าเขาพ้นผิดรอดโทษประหารออกมาได้เพราะพี่ชายของเขาเขียนจดหมายสารภาพ
เธอตกใจกับความสูญเสียที่เขาต้องเจอ หลังจากที่เขาเล่าว่าพี่ชายของเขาตัดสินใจจบชีวิตลงเพราะอะไร เธอและเขาต่างผ่านการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักมาแล้วทั้งคู่ คุณคงทุกข์ใจมาก ที่ต้องประสบเคราะห์กรรมหนัก ฝ่าบาท..ชะตากรรมชีวิตเราทั้งคู่มิต่างกันเลย เธอเข้าใจเขาเหมือนที่เขาเข้าใจเธอ...เขาบอกเธอ...เพียงวันแรกเท่านั้นที่เขาทุกข์หนัก เพราะเขาหวัง..ว่าพี่ชายคงจะหาทางช่วย หากเวลาผ่านไปความทุกข์นี้ก็คลายลงตามวันที่ถูกคุมขังเพิ่มขึ้น
ถึงเขาจะไม่ได้พูดออกมาชัดๆ...ว่าบุญ..ที่เขาละเอาไว้เขาหมายถึงอะไร หรือใคร หากเธอรู้...เพียงแค่มองตาเขาเธอก็รู้ สายตาเขาที่มองเธอบอกทุกสิ่ง...เขามองเธอนิ่ง..นานจนเธอต้องกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่ความรู้สึกเก้อเขินนี้ออกไปอีกครั้ง
เขาละเอาไว้..เพราะไม่อยากเอ่ยออกมาให้เธอแปดเปื้อน อนลเอ๋ย เพียงนึกไปถึงว่าเธอลดองค์ไปส่งเขาเข้าห้องขังก็เป็นบุญหนักหนาของผู้ชายธรรมดาคนนี้แล้ว เขาจะบอกเธอได้อย่างไร ว่าเพราะพระกรุณาของฝ่าบาท...ทำให้เขาผ่านคืนวันทนทุกข์ในคุกใต้ดินนั้นมาได้
เลือดข้นกว่าน้ำกระหม่อม...เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่า...พอเขาย้อนถาม หากเป็นเธอ เธอก็คงทำอย่างเดียวกับเขา เธอไม่ใจเด็ดพอจะส่งเจ้าพี่ของเธอเข้าคุกเฉกเช่นเดียวกับเขาที่ไม่ยอมเปิดปากซัดทอดถึงพี่ชาย เราสองต่างรักพี่รักน้องไม่ต่างกันเลย
คำตอบของเขาที่เธอถาม... ทำให้เธออดแปลกใจมิได้ การถูกต้องโทษนะหรือจะเป็นคุณ มันจะมีประโยชน์ได้อย่างไร หากชายหนุ่มก็เล่าตอบอย่างคนเข้าใจสุขและทุกข์เป็นอย่างดี...ว่าพอได้ผ่านทุกข์ใหญ่หลวงมา จะได้กลับมารับราชการหรือไม่ เขาก็ไม่ยืดติดแล้ว เขารู้ว่าทุกข์นั้นจะอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว หากรู้เท่าทัน ก็แค่สลัดให้มันหลุดออก อุรวศีเข้าใจชายหนุ่มต่างศักดิ์ตรงหน้าทันที....ความคิดอ่านของเขาน่านับถือมาก เธอยิ้มชื่นชมเขาด้วยความเต็มใจไปทั้งปากทั้งตาจนอนลรู้สึกได้
ทั้ง ๒ คนคงไม่รู้...ณ เวลานี้ที่ได้นั่งสนทนากันอย่างไม่มีบุคคลอื่น...เธอและเขา...เป็นความสุขของอีกฝ่ายแล้ว
[เพชรกลางไฟ] ตอนที่ ๑๐: หม่อมเจ้าหญิงอุรวศี - อนล : กระหม่อมรอดคุกมาได้ เพราะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์
ท่าทีมึนตึงของพี่หญิงเล็กที่เดินผ่านมาในสวนเพื่อรอไปทำบุญให้เสด็จป้า ทำเอาเธออดสงสัยไม่ได้ ประจวบกับเจ้าพี่สุรคมขอตัวเดินตามออกไป เธอจึงได้ทีถามหม่อมเอื้อน...นี่หญิงกลายเป็นชนวนของเรื่องนี้อีกแล้วหรือคะ...หม่อมแกตอบกลับแบบอิดๆออดๆ ก็ไม่เกี่ยวซะทีเดียวหรอกเพคะ จากนั้นจึงค่อยทูลทุกอย่างให้เธอฟัง เมื่อได้ความแล้ว เธอไม่รีรอที่จะไปพูดกับพี่หญิงเล็กตรงๆ เธอขอโทษ...เพราะเธอไม่คิดว่าแม่จะไปพูดจายุแยงให้พี่หญิงเล็กกับเจ้าพี่สุรคมผิดใจกันได้ เธอไม่รู้ว่าแม่คิดจะทำอะไรพอๆกับที่พี่หญิงก็ไม่รู้ว่าหม่อมใหญ่คิดจะทำอะไรนั่นแหละ เรา ๒ คนเคยเป็นพี่น้องที่รักกันดี มิสมควรเลยที่จะมาแตกกันเพราะผู้ชายคนเดียว เธอก็ได้แต่หวังว่า..พี่หญิงเล็กจะทรงเข้าพระทัยในสักวัน
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกลาโหมคนที่เขาเคยพบ พาเขาออกจากที่คุมขังมาพบคุณพ่อคุณแม่ที่นั่งรออยู่ เขาไม่รีรอที่ก้มลงกราบเท้าคุณแม่ รอดจากโทษทัณฑ์คราวนี้ อนลเหมือนเกิดใหม่ เขาถามถึงอากับพี่ชาย คุณพ่อบอกแค่ว่าอาเกื้อถูกคุมขังอยู่ แต่คุณแม่...กลับร้องไห้ปานหัวใจสลายจนเขาอดแปลกใจมิได้ เขาคิดไปเพียงแค่ว่า..ที่เขารอดตะแลงแกงออกมา คงเพราะพี่ใหญ่กับอาช่วยไว้ แต่เขาคิดผิด....คุณพ่อพูดทั้งที่น้ำตาคลอเบ้าแลดูหัวใจสลายไม่ต่างจากคุณแม่...ว่าพี่ชายของเขาตัดสินใจจบชีวิตด้วยตัวเองหนีความผิด...เขารอดเพราะจดหมายสารภาพผิดของพี่ชายต่างหาก โธ่...พี่ใหญ่...ไม่น่าคิดสั้นแบบนี้เลยครับ หากไม่ใจเร็วด่วนได้ พี่ชายคงไม่ต้องมาตายแบบนี้ ...
พระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเผื่อแผ่ลงมาถึงนักโทษในคดีนี้ทุกคน ทรงใช้พระราชอำนาจสิทธิขาดของพระองค์ อำนาจ...ที่คนกลุ่มนี้เคยสงสัยว่ามันมากไปหรือไม่จนอยากริดรอนมัน หากแต่วันนี้ทรงใช้สิ่งนั้นพระราชทานอภัยโทษ คนที่เคยถูกตัดสินประหารชีวิต ก็ยังได้รับการลดหย่อนเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต โทษหนักกลายเป็นเบา โทษเบากลายเป็นรอลงอาญา
หากอนลรู้..พี่ชายของเขาเป็นทหาร พี่ใหญ่ภาคภูมิใจในอาชีพของตนเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่กระทำลงไปนั้น นอกจากเป็นความอัปยศอดสูต่อวงศ์ตระกูลแล้ว คนทั่วไปก็คงตราหน้าว่าอ้ายคนนี้คือ กบฎ! ผู้ชายที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง การตัดสินใจรับผิดชอบด้วยการฆ่าตัวตายของเขาคงดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ แม้จะเสียใจแค่ไหน แต่อนลรู้จักพี่ชายตัวเองดี พี่ใหญ่คงอยู่ไม่ได้เพราะความรู้สึกผิดคงเกาะกินหัวใจเขาไปตลอดกาล ผมขออโหสิกรรมให้ครับพี่ใหญ่...เขาคงไม่อาจขอให้พี่ชายไปสู่สุขคติได้ คนฆ่าตัวตายมีกรรมติดตัวหนักหนา เขาหวังเพียงแค่บุญกุศลที่เขาจะทำส่งไปให้ คงถึงพี่ใหญ่..เพื่อเป็นบุญให้เขาได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าในสักวัน..
เธอค่อยๆทะยอยย้ายข้าวของจากตำหนักเสด็จป้าออกมาจัดที่เรือนปั้นหยา เพื่อรอรับพี่ชาย หม่อมเจ้าวิสสุกรรม พี่ชายของเธอที่กำลังจะเสด็จกลับจากศึกษาที่ยุโรป คุณสร้อยเต็มใจจะย้ายมาอยู่กับเธอด้วย มีบ่าวติดสอยห้อยตามมาอีก ๑ คน เห็นทีสมาชิกที่เพิ่มขึ้นของเรือนเธอคงจะมีความสุขได้สักที
คนอื่นวุ่นอยู่กับการจัดห้องหับ เธอจึงว่างพอที่จะนั่งลงมองไปรอบๆเรือนปั้นหยา บ้าน...ที่ทรงทิ้งไปเสียนานคงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โต๊ะเตี้ยตัวนั้นที่เธอเคยประทานสำรับอาหารให้ เพียงนึกถึงก็เรียกรอยยิ้มออกมาได้ อนล..หากนึกไปถึงครั้งสุดท้ายที่เธอเจอเขา ก็อดเศร้าใจไม่ได้ เขาจะถูกตัดสินเป็นอย่างไรบ้างทรงมิรู้เลย...
เพียงเสียงฝีเท้าที่ได้ยินจากด้านหลังทำให้เธอหันหลังกลับไปดู อนล! เขาหรือนี่...ชายหนุ่มที่เธอเพิ่งนึกถึงยืนอยู่ตรงหน้า เขาดูดีขึ้นกว่าวันก่อนที่เธอพบนัก ชายหนุ่มยิ้มพรายไปทั้งแววตา เธอมองเขาตอบเช่นกัน ดีใจเหลือเกินที่ได้พบกันอีก.. คงเป็นประโยคนี้กระมังที่ทั้งเธอและเขารับรู้กันได้จากแววตาที่สบกันพอดี
เขาไม่มีที่ไป...จึงแวะมาเรือนปั้นหยาอย่างไม่คาดหวัง เรือนมิได้ปิดเงียบอย่างเดิม เขาจึงเผลอเดินขึ้นมา หากพบ...ท่านหญิง ท่านหญิงของกระหม่อม เธอประทับหันหลังอยู่ที่โต๊ะเสวยตัวเดิมตัวนั้น เขาเผลอตัวเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเธอหันมา เธอมองเขาด้วยแววตายินดียิ่ง... อนลเอ๋ย ชีวิตที่เหมือนตายไปแล้วเกิดใหม่มีอยู่จริง
ท่านหญิงเดินนำเขามาพูดคุยกันในสวนข้างเรือน..เขาเกริ่นถามเธอออกไป...กระหม่อมไม่นึกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาแล้ว... เธอกลับถามเขาเสียงเข้ม ไม่รู้...แสดงว่าคุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาหาฉัน แล้วคุณมาหาใคร... อนลเอ๋ย คุยกับผู้หญิงฉลาด แกจะถามอะไรโง่ๆมิได้ เขาจึงตอบไปอย่างอึกอัก..ว่าเพียงผ่านมาทางนี้ มิได้ตั้งใจมาหาใคร เขาจะบอกความจริงเธอได้อย่างไร ...ว่าเขาคิดถึง..คิดถึงเธอจนขอแค่ได้มาเห็นเรือนที่เธอเคยอยู่ เห็นเก้าอี้ที่เธอเคยประทับก็ยังดี เธอประทานอนุญาติให้เขานั่ง นั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่เธอประทับ ใกล้..ใกล้ที่สุดที่เขาเคยได้เข้าเฝ้า
คน ๒ คนที่ผ่านทุกข์หนักหนามาแล้วทั้งคู่ต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน เธอบอกว่าเธอจะย้ายกลับมาอยู่ที่เรือนปั้นหยาเลย เพราะเสด็จพระองค์หญิงทรงสิ้นพระชนม์แล้ว เขาเสียใจกับเธอจริงๆ จากนั้นเขาจึงเล่าถึงการไต่สวนในศาลว่าเขาพ้นผิดรอดโทษประหารออกมาได้เพราะพี่ชายของเขาเขียนจดหมายสารภาพ
เธอตกใจกับความสูญเสียที่เขาต้องเจอ หลังจากที่เขาเล่าว่าพี่ชายของเขาตัดสินใจจบชีวิตลงเพราะอะไร เธอและเขาต่างผ่านการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักมาแล้วทั้งคู่ คุณคงทุกข์ใจมาก ที่ต้องประสบเคราะห์กรรมหนัก ฝ่าบาท..ชะตากรรมชีวิตเราทั้งคู่มิต่างกันเลย เธอเข้าใจเขาเหมือนที่เขาเข้าใจเธอ...เขาบอกเธอ...เพียงวันแรกเท่านั้นที่เขาทุกข์หนัก เพราะเขาหวัง..ว่าพี่ชายคงจะหาทางช่วย หากเวลาผ่านไปความทุกข์นี้ก็คลายลงตามวันที่ถูกคุมขังเพิ่มขึ้น
ถึงเขาจะไม่ได้พูดออกมาชัดๆ...ว่าบุญ..ที่เขาละเอาไว้เขาหมายถึงอะไร หรือใคร หากเธอรู้...เพียงแค่มองตาเขาเธอก็รู้ สายตาเขาที่มองเธอบอกทุกสิ่ง...เขามองเธอนิ่ง..นานจนเธอต้องกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่ความรู้สึกเก้อเขินนี้ออกไปอีกครั้ง
เขาละเอาไว้..เพราะไม่อยากเอ่ยออกมาให้เธอแปดเปื้อน อนลเอ๋ย เพียงนึกไปถึงว่าเธอลดองค์ไปส่งเขาเข้าห้องขังก็เป็นบุญหนักหนาของผู้ชายธรรมดาคนนี้แล้ว เขาจะบอกเธอได้อย่างไร ว่าเพราะพระกรุณาของฝ่าบาท...ทำให้เขาผ่านคืนวันทนทุกข์ในคุกใต้ดินนั้นมาได้
เลือดข้นกว่าน้ำกระหม่อม...เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่า...พอเขาย้อนถาม หากเป็นเธอ เธอก็คงทำอย่างเดียวกับเขา เธอไม่ใจเด็ดพอจะส่งเจ้าพี่ของเธอเข้าคุกเฉกเช่นเดียวกับเขาที่ไม่ยอมเปิดปากซัดทอดถึงพี่ชาย เราสองต่างรักพี่รักน้องไม่ต่างกันเลย
คำตอบของเขาที่เธอถาม... ทำให้เธออดแปลกใจมิได้ การถูกต้องโทษนะหรือจะเป็นคุณ มันจะมีประโยชน์ได้อย่างไร หากชายหนุ่มก็เล่าตอบอย่างคนเข้าใจสุขและทุกข์เป็นอย่างดี...ว่าพอได้ผ่านทุกข์ใหญ่หลวงมา จะได้กลับมารับราชการหรือไม่ เขาก็ไม่ยืดติดแล้ว เขารู้ว่าทุกข์นั้นจะอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว หากรู้เท่าทัน ก็แค่สลัดให้มันหลุดออก อุรวศีเข้าใจชายหนุ่มต่างศักดิ์ตรงหน้าทันที....ความคิดอ่านของเขาน่านับถือมาก เธอยิ้มชื่นชมเขาด้วยความเต็มใจไปทั้งปากทั้งตาจนอนลรู้สึกได้
ทั้ง ๒ คนคงไม่รู้...ณ เวลานี้ที่ได้นั่งสนทนากันอย่างไม่มีบุคคลอื่น...เธอและเขา...เป็นความสุขของอีกฝ่ายแล้ว