โซเชียลอาจทำให้หลายคนรักกันแต่ไม่ใช่กับผม
ผมเชื่อว่าหลายคนที่ผ่านเข้ามาอ่านกระทู้นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่น คงจะเคยมีประสบการณ์การจีบสาวในสื่อโซเชียลกันมาแทบทั้งนั้น ใช่ครับผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่จีบผญคนหนึ่งผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะจีบเธอคนนั้นตั้งแต่แรก
คือเรื่องมีอยู่ว่าตอนปิดภาคเรียนที่2ชั้นปีที่2 ตามประสาชีวิตวัยรุ่นมหาลัย ช่วงปิดเทอมไม่กลับบ้านก็ใช้ชีวิตอยู่หอ เที่ยว กิน ผลาญเงินครอบครัวไปเรื่อย ด้วยความเป็นผชแถมยังเป็นน้องใหม่มหาลัยไฟยังแรงๆ เวลาว่างเราก็มักมองหรือส่องผญเป็นธรรมดา แล้วอะไรคือเครื่องมือที่ทำให้เราส่องผญสวยๆได้ง่ายๆล่ะ ใช่แล้วครับเฟซบุ๊กยังไงล่ะ แหล่งรวมสาวสวยหมวยอึ๋ม (ต้องขอบคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่สร้างเฟซบุ๊กขึ้นมาทำให้ผมได้รู้จักผญคนหนึ่งที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา และขอโทษมาร์กอีกเช่นกันที่เฟซบุ๊กของคุณทำลายภูมิคุ้มกันการโดนหักอกของผมซะไม่เหลือชิ้นดี)เข้าเรื่องกันต่อ..ในขณะที่ผมเลื่อนๆดูเพื่อนในเฟซสายตาก็ไปสะดุดคำๆหนึ่ง "fhun" เป็นชื่อรองจากชื่อหลัก "fhunหรือฝัน"เป็นชื่อของผญที่สวยมากคนนึงที่ผมเคยเข้าไปจีบเธอ แต่ตอนนั้นมันก็แค่วีรกรรมจีบสาวเกรียนๆสมัยมัธยม แน่นอนว่าผมโดนปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด เปรียบเป็นนักมวยผมคงน็อกให้เธอตั้งแต่หมัดแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมจำกลับไม่ใช่หน้าตาของเธอหรือการที่ถูกปฏิเสธออกมา แต่เป็นชื่อของเธอ"ฝัน" ผมรู้สึกถูกชะตาชื่อนี้ทันทีที่ได้ยินและจดจำมาตลอดจนกระทั้งผมเห็นมันบนเฟซคนๆหนึ่ง และนั้นคือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนผมนับแต่นั้นมา ผมทักไปหาเธอ เธอไม่ได้ชื่อฝันแต่เธอก็ชื่นชอบคำๆนี้เช่นเดียวกับผม เราคุยกันถูกคอเธอเป็นคนสวยฉลาดยิ้มเก่ง มีอัธยาศัยและทัศนคติที่ดี แต่ไม่ค่อยทันคนหรือทันมุกจึงไม่ค่อยเข้าใจความเกรียนของผมสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นเธอก็เป็นคนดี ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปเรื่อยๆในฐานะเพื่อนในเฟซบุ๊ก เธอเรียนอยู่มหาลัยและคณะเดียวกันกับผมเรามีโอกาสเจอกันบ้างแต่ไม่บ่อยนัก ผมเป็นคนดูเงียบขรึม พูดน้อย(แต่ถ้าสนิทมากๆจะรู้ว่ามันไม่ใช่5555) เวลาเจอกันจึงคุยไม่ได้ศัพท์สักที เราคุยกันผ่านเฟซบ่อยขึ้นและความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนไป จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีผมก็ชอบเธอจริงๆขึ้นมาเสียแล้ว แต่น่าเศร้าครับเธอมีแฟนแล้วมีก่อนหน้าที่จะรู้จักกับผมและผมเองก็รู้เรื่องนั้นดี จึงเก็บความรู้สึกนั้นไว้กับตัวเอง จนกระทั่งเธอมีปัญหากับแฟนและเลิกกัน เธอพูดคุยปัญหาของเธอให้ผมฟัง ผมก็แค่ทำหน้าที่ผู้รับฟังที่ดี แล้วความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอล่ะ"โอกาสมาถึงแล้ว"ผมบอกตัวเอง ไม่กี่วันจากนั้นผมตัดสินใจบอกชอบเธอ มันอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีแต่ผมไม่อยากรออีกแล้ว และคำตอบที่ได้คือเธอกลับมาคืนดีกับแฟนของเธอแล้ว คอตกหางตกตลกไม่ออกสิครับ แต่ถึงยังงั้นผมก็เข้าใจและยินดีกับเธอและแฟนของเธอด้วย ชีวิตของเราดำเนินต่อไปจนจบปี3คราวนี้เธอเลิกกับแฟนของเธออีกครั้ง ตามสเตปเดิมผมในสถานะเพื่อนที่แสนดีแต่คิดไม่ซื่อก็คอยรับฟังเธอ แต่คราวนี้ผมกลับลังเลใจที่จะบอกชอบเธออีกครั้งเพราะกลัวว่าไม่นานเขาจะกลับมาดีกันอีก จนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือน เมื่อผมแน่ใจและรวบรวมความกล้า จึงบอกเธออีกครั้งว่าผมคิดยังไงกับเธอและบอกเธอว่าครั้งนี้ผมจริงจัง ถ้าเธอไม่ชอบผมเราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้ผมพูดคำขาดไป..
เดาจากหัวเรื่องคุณคงเดาออกว่าผมต้องโดนปฏิเสธ ใช่ครับแต่นี้ไม่ใช่หนังม้วนเดิม เธอบอกเธอถูกที่บ้านบังคับให้คบกับคนๆหนึ่ง (คือที่บ้านของเธอจะเข้มงวดเรื่องศิลธรรมมาก) ผมนึกแย้งในใจ"ยุคนี้สมัยนี้มันยังมีอะไรแบบนี้อีกเหรอ ถูกบังคับให้คบกับคนที่ไม่ชอบเนี้ยนะ บ้าทั้งเพ เธอต้องโกหกแน่ๆ" ด้วยความขลาดหรือไม่อยากสร้างเรื่องหนักใจให้เธอผมจึงไม่ถามไถ่เธอ เพราะถึงเธอจะโกหกแต่เรื่องที่เธอปฏิเสธผมก็คือเรื่องจริง สุดท้ายเธอก็คบกับไอ้หมอนั้นจริงๆ ส่วนผมก็แยกออกมา ต่างคนต่างใช้ชีวิตแต่ผมกลับทำไม่ได้ในช่วงแรกๆ เพราะอดที่จะอยากรู้ไม่ได้ ได้แต่ตามส่องเฟซดูเขาและเธอมีความสุข แฟนเธอดูๆแล้วก็ดีกว่าเราไปหมดแทบทุกอย่างขาวกว่าสูงกว่าหล่อกว่าแถมเป็นนักกีฬาอีก แหม่เหมือนกับเอาหมากินข้าวแกงไปเทียบหมาสายพันธุ์ดียังไงยังงั้น แถมสาขาที่ผมเรียนคนก็เกลียดกันทั้งมหาลัยอีกต่างหาก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ภูมิใจที่ได้เรียนและเจอเพื่อนดีๆในที่แห่งนี้ ผ่านไปหลายเดือนที่ไม่ได้คุยกันผมก็ตัดสินใจทักเธอไป ผมรู้สึกหนักใจกับสิ่งที่ทำมาตลอดเพราะรู้ว่าเธอเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกของคนอื่นมาก จึงไม่อยากเป็นต้นเหตุให้เธอไม่สบายใจเพราะผม และสิ่งที่ผมคิดมาตลอดก็เป็นจริง เธอคิดมากเกี่ยวกับผมมาตลอด แล้วจากนั้นเราก็คุยกันได้อย่างเข้าใจ ผมบอกเธอว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปเรื่อย จนผมได้ไปคบกับผญคนหนึ่งเธอเป็นคนน่ารัก สวย คุยเก่ง แต่ก็ยังเป็นเด็ก ถึงอย่างนั้นผมก็ตั้งใจที่จะเป็นแฟนที้ดี /เธอ(fhun)มาแสดงความยินดีกับผม ในความสัมพันธ์นั้นเรายังคงคุยและช่วยเหลือกันอยู่เรื่อยๆแต่ไม่บ่อยมากนัก และจากนั้นไม่นานเธอก็เลิกกับแฟนที่ถูกบังคับให้คบกัน โดยที่ไม่นานต่อมาผมก็เลิกเช่นเดียวกัน สาเหตุที่ผมเลิกไม่ใช่เพราะผมเห็นว่าเธอโสดแต่เพราะแฟนของผมในตอนนั้นยังคงคิดถึงแฟนเก่าของเธอ เรื่องราวมันจึงจบแค่ตรงนั้น
..ใช่แล้วครับชีวิตมันบัดซบมากๆในช่วงนั้น ทั้งปัญหาการเรียนการเงินความรักทุกอย่างมันเทมาจนจะทับผมให้ตายแต่ก็ผ่านพ้นมาได้ ต้องขอบคุณเพื่อนที่เป็นกำลังใจ ถึงแม้กำลังใจจะมาในรูปแบบเกรียนๆก็ตามที (คือถ้าพวกมืงได้อ่านและรู้ว่าเป็นกูกูอยากบอกพวกมืงว่า "กูรักพวกมืงทุกคนนะ") และทุกอย่างจบลงเรื่องของผมและเธอกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะไหน แต่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ถึงแม้ว่าผมจะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถคิดกับเธอแค่เพื่อนได้ถึงแค่ไหนก็ตาม..
จนตอนนี้เรื่องราวของเราดำเนินมาจนถึงปี5 โดยที่เธอใกล้จะเรียนจบแต่ผมยังคงติดแหงกช่างไม่เอาไหนเลยจริงๆ สถานะตัวเองในตอนนี้ไม่มีดีพอจะคบกับเธอแม้แต่น้อย เรียนก็ยังไม่จบเกรดก็น้อย แถมสายที่เรียนมาจบไปก็ไม่คิดด้วยซ้ำว่าอยากจะเป็น ดูมืดมนต์ซะจริงๆนะครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ตัดสินใจพิมพ์ข้อความยาวเหยียดอีกครั้ง เพื่อบอกความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอและความอึดอัดใจที่ผมมีอยู่ โดยผมบอกว่าครั้งนี้ไม่ว่าเธอจะตอบว่าอะไรความสัมพันธ์ของเราจะคงเหมือนเดิม แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงมันและผมจะเลิกคิดเรื่องที่เราจะสามารถคบกันได้เสียทีถ้าเกิดเธอปฏิเสธอีกครั้ง และคราวนี้มันต่างออกไปเธอเลือกที่จะไม่ตอบ ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ผมไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยแม้แต่น้อยว่าเธอชอบผมแบบอื่นมากกว่าความแบบสัมพันธ์เพื่อน ผมคิดไปเองว่าเธอต้องมีคนอื่นที่ชอบหรือแอบคบอยู่แน่ๆ(ด้วยความที่ไม่มีโอกาสได้เจอกันเพราะเธอกลับไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่บ้านมันทำผมคิดมากและแทบคลั่ง) มันทำให้ใจของผมไม่เป็นสุขเอามากๆ ผมกดดันให้เธอตอบคำถามของตัวเองทั้งๆที่ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกและปัญหาของเธอในตอนนั้นเลย เมื่อคิดได้ผมจึงหยุดบังคับขอคำตอบจากเธอ และหันมาให้เวลากับตัวเอง ไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มให้เธอเพราะเป็นช่วงสุดท้ายที่ยากลำบากในชีวิตการเรียนปีสุดท้ายและใกล้จบ ผมบอกเธอให้สู้ๆนะและหลังจากนั้นผมก็ไม่ทักเธออีกเลย ..ผมได้แต่พึมพำในเฟซบุ๊กแต่ปิดไม่ให้เธอเห็นสถานะเหล่านั้น เพียงเพราะผมต้องการที่ระบายความรู้สึก
..ในช่วงเวลาที่ดูจะเคว้งคว้างนั้นเธอเป็นฝ่ายทักมาก่อนด้วยคลิปเสียงร้องเพลงและเสียงกีตาร์เบาๆใจความว่า"ยังจำได้ทุกอย่าง จำได้แม้ว่าวันเวลาจะผ่านหมุนไปเนินนานเท่าไหร่ แต่หัวใจยังคงเก็บทุกเรื่องราว แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน เหมือนหลับตาแล้วตื่นมายังคงเห็นเธออยู่ตรงนี้" ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงส่งเพลงนี้มาให้ผม ผมอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองนะแต่ก็กลัวจะต้องเสียใจอีก นับแต่นั้นจนถึงตอนนี้เราก็คุยกันมาเรื่อยๆ โดยที่คำถามนั้นเธอก็ยังไม่ได้ตอบ และผมคงไม่อยากถามมันอีกแล้ว ความอยากรู้และความอึดอัดยังคงตกค้างอยู่ภายในหัวใจของผม แต่ผมเชื่อว่าเวลาและธรรมะจะช่วยให้หัวใจของผมบรรเทาและดีขึ้นอีกครั้ง..
ปล.ความสัมพันธ์ของเราเป็นไปผ่านตัวอักษรมากกว่าการเจอกันซึ่งหน้า ตลอดระยะเวลา3ปีผมเคยเจอเธอไม่ถึง5ครั้งด้วยซ้ำ ผมพยายามชวนเธอออกมากินข้าวบลาๆๆแต่เธอก็ไม่ว่างเสมอ ผมทำและสื่อเท่าที่ทำได้ผ่านตัวหนังสือเหล่านั้นไปหมดแล้ว มันอาจจะไม่ดีพอที่จะทำให้เธอมั่นใจว่าผมชอบเธอจริงๆผมก็เข้าใจได้ถ้าเกิดว่าเธอผ่านมาเห็นอยากจะบอกนะว่า.."ถึงระหว่างทางจะเคยออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ความรู้สึกครั้งแรกยังไง...ตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมนะ..." ==(fhun)==
#ถ้าคุณผู้อ่านพอจะอธิบายสิ่งที่เธอคิดหรือสิ่งที่ผมทำมันถูกผิดอย่างไรและแสดงความคิดเห็นต่อกันผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
รักๆใคร่ๆบอกใครไม่ได้ก็บอกพันทิปมันนี่แหละ!!
ผมเชื่อว่าหลายคนที่ผ่านเข้ามาอ่านกระทู้นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่น คงจะเคยมีประสบการณ์การจีบสาวในสื่อโซเชียลกันมาแทบทั้งนั้น ใช่ครับผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่จีบผญคนหนึ่งผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะจีบเธอคนนั้นตั้งแต่แรก
คือเรื่องมีอยู่ว่าตอนปิดภาคเรียนที่2ชั้นปีที่2 ตามประสาชีวิตวัยรุ่นมหาลัย ช่วงปิดเทอมไม่กลับบ้านก็ใช้ชีวิตอยู่หอ เที่ยว กิน ผลาญเงินครอบครัวไปเรื่อย ด้วยความเป็นผชแถมยังเป็นน้องใหม่มหาลัยไฟยังแรงๆ เวลาว่างเราก็มักมองหรือส่องผญเป็นธรรมดา แล้วอะไรคือเครื่องมือที่ทำให้เราส่องผญสวยๆได้ง่ายๆล่ะ ใช่แล้วครับเฟซบุ๊กยังไงล่ะ แหล่งรวมสาวสวยหมวยอึ๋ม (ต้องขอบคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่สร้างเฟซบุ๊กขึ้นมาทำให้ผมได้รู้จักผญคนหนึ่งที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา และขอโทษมาร์กอีกเช่นกันที่เฟซบุ๊กของคุณทำลายภูมิคุ้มกันการโดนหักอกของผมซะไม่เหลือชิ้นดี)เข้าเรื่องกันต่อ..ในขณะที่ผมเลื่อนๆดูเพื่อนในเฟซสายตาก็ไปสะดุดคำๆหนึ่ง "fhun" เป็นชื่อรองจากชื่อหลัก "fhunหรือฝัน"เป็นชื่อของผญที่สวยมากคนนึงที่ผมเคยเข้าไปจีบเธอ แต่ตอนนั้นมันก็แค่วีรกรรมจีบสาวเกรียนๆสมัยมัธยม แน่นอนว่าผมโดนปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด เปรียบเป็นนักมวยผมคงน็อกให้เธอตั้งแต่หมัดแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมจำกลับไม่ใช่หน้าตาของเธอหรือการที่ถูกปฏิเสธออกมา แต่เป็นชื่อของเธอ"ฝัน" ผมรู้สึกถูกชะตาชื่อนี้ทันทีที่ได้ยินและจดจำมาตลอดจนกระทั้งผมเห็นมันบนเฟซคนๆหนึ่ง และนั้นคือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนผมนับแต่นั้นมา ผมทักไปหาเธอ เธอไม่ได้ชื่อฝันแต่เธอก็ชื่นชอบคำๆนี้เช่นเดียวกับผม เราคุยกันถูกคอเธอเป็นคนสวยฉลาดยิ้มเก่ง มีอัธยาศัยและทัศนคติที่ดี แต่ไม่ค่อยทันคนหรือทันมุกจึงไม่ค่อยเข้าใจความเกรียนของผมสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นเธอก็เป็นคนดี ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปเรื่อยๆในฐานะเพื่อนในเฟซบุ๊ก เธอเรียนอยู่มหาลัยและคณะเดียวกันกับผมเรามีโอกาสเจอกันบ้างแต่ไม่บ่อยนัก ผมเป็นคนดูเงียบขรึม พูดน้อย(แต่ถ้าสนิทมากๆจะรู้ว่ามันไม่ใช่5555) เวลาเจอกันจึงคุยไม่ได้ศัพท์สักที เราคุยกันผ่านเฟซบ่อยขึ้นและความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนไป จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีผมก็ชอบเธอจริงๆขึ้นมาเสียแล้ว แต่น่าเศร้าครับเธอมีแฟนแล้วมีก่อนหน้าที่จะรู้จักกับผมและผมเองก็รู้เรื่องนั้นดี จึงเก็บความรู้สึกนั้นไว้กับตัวเอง จนกระทั่งเธอมีปัญหากับแฟนและเลิกกัน เธอพูดคุยปัญหาของเธอให้ผมฟัง ผมก็แค่ทำหน้าที่ผู้รับฟังที่ดี แล้วความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอล่ะ"โอกาสมาถึงแล้ว"ผมบอกตัวเอง ไม่กี่วันจากนั้นผมตัดสินใจบอกชอบเธอ มันอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีแต่ผมไม่อยากรออีกแล้ว และคำตอบที่ได้คือเธอกลับมาคืนดีกับแฟนของเธอแล้ว คอตกหางตกตลกไม่ออกสิครับ แต่ถึงยังงั้นผมก็เข้าใจและยินดีกับเธอและแฟนของเธอด้วย ชีวิตของเราดำเนินต่อไปจนจบปี3คราวนี้เธอเลิกกับแฟนของเธออีกครั้ง ตามสเตปเดิมผมในสถานะเพื่อนที่แสนดีแต่คิดไม่ซื่อก็คอยรับฟังเธอ แต่คราวนี้ผมกลับลังเลใจที่จะบอกชอบเธออีกครั้งเพราะกลัวว่าไม่นานเขาจะกลับมาดีกันอีก จนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือน เมื่อผมแน่ใจและรวบรวมความกล้า จึงบอกเธออีกครั้งว่าผมคิดยังไงกับเธอและบอกเธอว่าครั้งนี้ผมจริงจัง ถ้าเธอไม่ชอบผมเราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้ผมพูดคำขาดไป..
เดาจากหัวเรื่องคุณคงเดาออกว่าผมต้องโดนปฏิเสธ ใช่ครับแต่นี้ไม่ใช่หนังม้วนเดิม เธอบอกเธอถูกที่บ้านบังคับให้คบกับคนๆหนึ่ง (คือที่บ้านของเธอจะเข้มงวดเรื่องศิลธรรมมาก) ผมนึกแย้งในใจ"ยุคนี้สมัยนี้มันยังมีอะไรแบบนี้อีกเหรอ ถูกบังคับให้คบกับคนที่ไม่ชอบเนี้ยนะ บ้าทั้งเพ เธอต้องโกหกแน่ๆ" ด้วยความขลาดหรือไม่อยากสร้างเรื่องหนักใจให้เธอผมจึงไม่ถามไถ่เธอ เพราะถึงเธอจะโกหกแต่เรื่องที่เธอปฏิเสธผมก็คือเรื่องจริง สุดท้ายเธอก็คบกับไอ้หมอนั้นจริงๆ ส่วนผมก็แยกออกมา ต่างคนต่างใช้ชีวิตแต่ผมกลับทำไม่ได้ในช่วงแรกๆ เพราะอดที่จะอยากรู้ไม่ได้ ได้แต่ตามส่องเฟซดูเขาและเธอมีความสุข แฟนเธอดูๆแล้วก็ดีกว่าเราไปหมดแทบทุกอย่างขาวกว่าสูงกว่าหล่อกว่าแถมเป็นนักกีฬาอีก แหม่เหมือนกับเอาหมากินข้าวแกงไปเทียบหมาสายพันธุ์ดียังไงยังงั้น แถมสาขาที่ผมเรียนคนก็เกลียดกันทั้งมหาลัยอีกต่างหาก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ภูมิใจที่ได้เรียนและเจอเพื่อนดีๆในที่แห่งนี้ ผ่านไปหลายเดือนที่ไม่ได้คุยกันผมก็ตัดสินใจทักเธอไป ผมรู้สึกหนักใจกับสิ่งที่ทำมาตลอดเพราะรู้ว่าเธอเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกของคนอื่นมาก จึงไม่อยากเป็นต้นเหตุให้เธอไม่สบายใจเพราะผม และสิ่งที่ผมคิดมาตลอดก็เป็นจริง เธอคิดมากเกี่ยวกับผมมาตลอด แล้วจากนั้นเราก็คุยกันได้อย่างเข้าใจ ผมบอกเธอว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปเรื่อย จนผมได้ไปคบกับผญคนหนึ่งเธอเป็นคนน่ารัก สวย คุยเก่ง แต่ก็ยังเป็นเด็ก ถึงอย่างนั้นผมก็ตั้งใจที่จะเป็นแฟนที้ดี /เธอ(fhun)มาแสดงความยินดีกับผม ในความสัมพันธ์นั้นเรายังคงคุยและช่วยเหลือกันอยู่เรื่อยๆแต่ไม่บ่อยมากนัก และจากนั้นไม่นานเธอก็เลิกกับแฟนที่ถูกบังคับให้คบกัน โดยที่ไม่นานต่อมาผมก็เลิกเช่นเดียวกัน สาเหตุที่ผมเลิกไม่ใช่เพราะผมเห็นว่าเธอโสดแต่เพราะแฟนของผมในตอนนั้นยังคงคิดถึงแฟนเก่าของเธอ เรื่องราวมันจึงจบแค่ตรงนั้น
..ใช่แล้วครับชีวิตมันบัดซบมากๆในช่วงนั้น ทั้งปัญหาการเรียนการเงินความรักทุกอย่างมันเทมาจนจะทับผมให้ตายแต่ก็ผ่านพ้นมาได้ ต้องขอบคุณเพื่อนที่เป็นกำลังใจ ถึงแม้กำลังใจจะมาในรูปแบบเกรียนๆก็ตามที (คือถ้าพวกมืงได้อ่านและรู้ว่าเป็นกูกูอยากบอกพวกมืงว่า "กูรักพวกมืงทุกคนนะ") และทุกอย่างจบลงเรื่องของผมและเธอกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะไหน แต่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ถึงแม้ว่าผมจะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถคิดกับเธอแค่เพื่อนได้ถึงแค่ไหนก็ตาม..
จนตอนนี้เรื่องราวของเราดำเนินมาจนถึงปี5 โดยที่เธอใกล้จะเรียนจบแต่ผมยังคงติดแหงกช่างไม่เอาไหนเลยจริงๆ สถานะตัวเองในตอนนี้ไม่มีดีพอจะคบกับเธอแม้แต่น้อย เรียนก็ยังไม่จบเกรดก็น้อย แถมสายที่เรียนมาจบไปก็ไม่คิดด้วยซ้ำว่าอยากจะเป็น ดูมืดมนต์ซะจริงๆนะครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ตัดสินใจพิมพ์ข้อความยาวเหยียดอีกครั้ง เพื่อบอกความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอและความอึดอัดใจที่ผมมีอยู่ โดยผมบอกว่าครั้งนี้ไม่ว่าเธอจะตอบว่าอะไรความสัมพันธ์ของเราจะคงเหมือนเดิม แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงมันและผมจะเลิกคิดเรื่องที่เราจะสามารถคบกันได้เสียทีถ้าเกิดเธอปฏิเสธอีกครั้ง และคราวนี้มันต่างออกไปเธอเลือกที่จะไม่ตอบ ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ผมไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยแม้แต่น้อยว่าเธอชอบผมแบบอื่นมากกว่าความแบบสัมพันธ์เพื่อน ผมคิดไปเองว่าเธอต้องมีคนอื่นที่ชอบหรือแอบคบอยู่แน่ๆ(ด้วยความที่ไม่มีโอกาสได้เจอกันเพราะเธอกลับไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่บ้านมันทำผมคิดมากและแทบคลั่ง) มันทำให้ใจของผมไม่เป็นสุขเอามากๆ ผมกดดันให้เธอตอบคำถามของตัวเองทั้งๆที่ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกและปัญหาของเธอในตอนนั้นเลย เมื่อคิดได้ผมจึงหยุดบังคับขอคำตอบจากเธอ และหันมาให้เวลากับตัวเอง ไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มให้เธอเพราะเป็นช่วงสุดท้ายที่ยากลำบากในชีวิตการเรียนปีสุดท้ายและใกล้จบ ผมบอกเธอให้สู้ๆนะและหลังจากนั้นผมก็ไม่ทักเธออีกเลย ..ผมได้แต่พึมพำในเฟซบุ๊กแต่ปิดไม่ให้เธอเห็นสถานะเหล่านั้น เพียงเพราะผมต้องการที่ระบายความรู้สึก
..ในช่วงเวลาที่ดูจะเคว้งคว้างนั้นเธอเป็นฝ่ายทักมาก่อนด้วยคลิปเสียงร้องเพลงและเสียงกีตาร์เบาๆใจความว่า"ยังจำได้ทุกอย่าง จำได้แม้ว่าวันเวลาจะผ่านหมุนไปเนินนานเท่าไหร่ แต่หัวใจยังคงเก็บทุกเรื่องราว แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน เหมือนหลับตาแล้วตื่นมายังคงเห็นเธออยู่ตรงนี้" ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงส่งเพลงนี้มาให้ผม ผมอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองนะแต่ก็กลัวจะต้องเสียใจอีก นับแต่นั้นจนถึงตอนนี้เราก็คุยกันมาเรื่อยๆ โดยที่คำถามนั้นเธอก็ยังไม่ได้ตอบ และผมคงไม่อยากถามมันอีกแล้ว ความอยากรู้และความอึดอัดยังคงตกค้างอยู่ภายในหัวใจของผม แต่ผมเชื่อว่าเวลาและธรรมะจะช่วยให้หัวใจของผมบรรเทาและดีขึ้นอีกครั้ง..
ปล.ความสัมพันธ์ของเราเป็นไปผ่านตัวอักษรมากกว่าการเจอกันซึ่งหน้า ตลอดระยะเวลา3ปีผมเคยเจอเธอไม่ถึง5ครั้งด้วยซ้ำ ผมพยายามชวนเธอออกมากินข้าวบลาๆๆแต่เธอก็ไม่ว่างเสมอ ผมทำและสื่อเท่าที่ทำได้ผ่านตัวหนังสือเหล่านั้นไปหมดแล้ว มันอาจจะไม่ดีพอที่จะทำให้เธอมั่นใจว่าผมชอบเธอจริงๆผมก็เข้าใจได้ถ้าเกิดว่าเธอผ่านมาเห็นอยากจะบอกนะว่า.."ถึงระหว่างทางจะเคยออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ความรู้สึกครั้งแรกยังไง...ตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมนะ..." ==(fhun)==
#ถ้าคุณผู้อ่านพอจะอธิบายสิ่งที่เธอคิดหรือสิ่งที่ผมทำมันถูกผิดอย่างไรและแสดงความคิดเห็นต่อกันผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ ขอบคุณครับ