สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ก.พ 2560 ช่วงเวลาประมาณ 23.15 น. โดยประมาณ
มีอุบัติเหตุรถชนกันจำนวนมาก บนเส้นวิภาวดีรังสิตขาออก ช่วงดอนเมือง เจ๊เล๊ง
ถือว่าเป็นอุบัติเหตุใหญ่ ที่ทำให้รถติดหนักในช่วงเวลาดังกล่าว
ผมทำงานอยู่แถวลาดพร้าว ต้องกลับเส้นทางนี้เป็นประจำ เพื่อเข้ารังสิต
ขับมาได้สักระยะ เริ่มเคลื่อนตัวได้ช้า แต่ไม่ทราบว่าด้านนี้มีอุบัติเหตุ จึงขับขยับมาเรื่อยๆ
จนมาถึงช่วงเวลาสำคัญ.. มีรถคันนึง ขับอยู่ด้านหน้าผม ทุกอย่างก็พอจะดูว่าปกติดี
จนกระทั่ง รถโดยรอบเริ่มมีการขยับเคลื่อนตัว แต่รถคันหน้าผมกลับไม่ขยับ ช่วงแรกๆ
ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่ได้นานอะไรมากนัก แต่มาผิดสังเกตุตรงที่เส้นขนาน เลนซ้ายและขวา
ทั้งหมดเคลื่อนตัวได้แต่ทำไมเลนผมถึงนิ่งสนิท แถมมีบางคันตบไฟเลี้ยวเขาเลนกลาง เลยแปลก
ใจว่าทำไมรถคันหน้าถึงไม่ขับออกไป จนนานเกินไปเลยบีบแตรบอกคันหน้า
จังหวะนี้ มีรถฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดงขับตามหลังผมมา และคงรู้สึกผิดสังเกตุเหมือนผม และด้วย
ฟอร์จูนเนอร์ตัวถังยกสูงกว่ารถผม น่าจะเห็นได้ชัดกว่ามุมมองของผม ( ผมขับเฟียสต้าครับ )
เขาตบไฟสูงต่ำและบีบแตร แต่รถคันหน้าก็ไม่ขยับเช่นกัน ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเปิดประตูออก
เจ้าของรถฟอร์จูนเนอร์ก็ออกมาก่อน พร้อมกับเดินไปที่รถเจ้าปัญหาคันนี้ เขามองดูสักพีกแล้ว
ตบกระจบด้านคนขับ ตบหลายครั้งมากกว่าที่เขาจะเดินกลับ ผมเลยเปิดกระจกแล้วถามเขาว่า
สรุปรถคันหน้านี่มันหลับคาถนนเหรอ คำเลยตอบกลับว่าใช่ พร้อมยิ้มและส่ายหัวแบบซังกะตาย
ผมเองก็เช่นกัน แต่ก็ทำใจเย็น ไหนๆออกตัวกันได้ล่ะ ก็จะได้รีบไป
รถคันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็นคู่กรณีแล้วกันนะครับ จะได้ไม่สับสน
เขาเดินหน้าไปได้สักระยะ แล้วหยุดรถตามคันหน้า ผมก็ขับขยับไปเรื่อยๆ แต่พอจะเคลื่อนตัว
ผมก็ตกใจเล็กน้อยที่คู่กรณีดันใส่เกียร์ถอด แล้วแช่เกียร์ไว้อย่างนั้น จนกระทั่งออกตัวอีกรอบ
รู้สึกว่ามันทะ

ๆล่ะ เลยพยายามไม่ขับชิดเขามากไป จนมาได้สักระยะ ปรากฎว่า เขาเบน
พวงมาลัยจะออกขวา ผมเลยใจชื่นขึ้นหน่อย เออ.. จะไปก็ไป กรูเสียว ( นึกในใจ ^^)
แต่มันไปไม่สุดครับ ประมาณว่ารถเหมือนจะเคลื่อนตัวไปช้าๆ ประมาณรถไหลมากกว่า
จนรถเลนขวาต้องเบรคตัวโก่ง เพราะเขาไม่ขยับรถเข้าเต็มเลน กึ่งจะคร่อมเลนเสียยังงั้น
พอรถเลนขวาจะขยับแซง คู่กรณีของผมมัน

ดันใส่เกียร์ถอย แล้วเหยียบคันเร่งถอย
กระแทกมาที่หน้ารถผมทันที คิดว่าจะรู้ตัว ที่ไหนได้ ตอนกระแทกเข้ามานี่เขาไม่ได้ถอนคันเร่ง
เลย ยังเหยียบคาอย่างนั้น ผมกลัวรถจะเสียหลักถอยไปโดนคันอื่น เลยต้องเหยียบเบรค
แล้วดึงเบรคมือ พอสักพักเขาหยุดแล้วใส่เกียร์เดินหน้า คราวนี้ยาวครับ เดินเครื่องยาวไม่สน
ว่ารถตัวเองถอยชนอะไร ท่าไม่ดีผมเลยจอดแล้วเปิดประตูออกมา แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่รถคู่
กรณีทันที .. ผมทุบกระจกให้เขาจอด แต่เขาแทบจะไม่สนว่ามีใครทุบกระจกรถเขาด้วยซ้ำ
ดีที่ว่าชั่วโมงนั้น รถขยับได้ไม่มาก จนเขาต้องจอด ผมเลยรัวมือทุบเลย จนคู่กรณีเปิดประตู.
พอก้าวออกมาจากรถ ผมนึกถึงคันฟอร์จูนเนอร์ทันทีที่ว่าเขาบอกว่าคันข้างหน้าหลับ แต่ผม
มองว่าเขาเหมือนคนเมาสุรามากกว่า แต่จังหวะที่เขาเปิดประตูแล้วก้าวออกจากตัวรถ ผมแทบ
ไม่ได้กลิ่นเหล้าจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย ลักษณะเขาตาลอยเหมือนคนเสพยามามากกว่า
สติสัมปะชัญญะเขาแทบจะไม่มี ผมลากแขนเขามาที่รถแล้วบอกว่า พี่ตามประกันมาเลยดีกว่า
แต่เขาก็ยังพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เลยให้ขับชิดซ้ายจอดแล้วค่อยคุยเรื่องประกัน เพราะถ้าจอด
คาถนนอย่างนี้มีหวังติดกันหนักสาหัสแน่ๆ เขาเหมือนจะโอเคขึ้นแล้วขับต่อ แต่ปรากฎว่าเขา
กลับขับไปเรื่อย ไม่มีทีท่าว่าจะเลียบซ้ายจอด ผมต้องบีบแตรพร้อมกับเปิดกระจก ทำมือให้เขารู้
ว่าให้เขาจอด แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ
ผมคิดว่า เอาล่ะ.. ไอ้นี่เล่นผมแล้ว เลยตัดสินใจแจ้ง 191 เพื่อให้ตำรวจช่วยเรียกจอด เลยบอก
เหตุการณ์ต่างๆให้เขาทราบ แล้ว 191 ก็แจ้งว่าจะติดต่อกลับ พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ให้ช่วย
เรียกตรวจ แต่ก็นะ.. เปล่าประโยชน์ เลยตัดสินใจโทรหาประกัน ทั้งๆที่ยังขับรถเพื่อจะตามเขาไป
แต่ทั้งทางประกันและ 191 ก็ให้แจ้งทะเบียนรถและลักษณะของรถ พร้อมกับเตือนเหมือนกันว่า
เพื่อความปลอดภัยไม่ต้องตาม เพียงแค่ถ่ายรูปคันของคู่กรณี ทะเบียนรถ ไว้แค่นั้นก่อน
( ซึ่งผมเอามือถือว่าถ่ายทันที ตั้งแต่รู้สึกว่าคู่กรณีไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรถมาเจรจา )
จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวจวนจะถึงพื้นที่เกิดเหตุของอุบัติเหตุใหญ่ มีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งได้คอยให้สัญญาณ
ให้เบี่ยงรถชิดทางซ้าย ( เพราะมีรถยนต์ที่เสียหาย กับคราบน้ำมัน ที่ช่องเดินรถด้านขวา ) ตอนนี้ผมมั่น
ใจแล้วว่ารถคู่กรณีจะไม่หยุดรถแน่นอน เมื่อขยับรถใกล้ถึงเจ้าหน้าที่ จึงตะโกนแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยสกัดรถ
แต่ไม่ทันการณ์ เพราะรถคู่กรณีเร่งเครื่องออกไป และช่วงจังหวะที่ชิดซ้ายทำให้คลาดกันหลายช่วงตัว
ผมเลยตัดสินใจเร่งเครื่องเพื่อจะติดตามและหวังว่าด่านช่วงบริเวณเมืองเอกจะสกัดรถไว้ได้ แต่ปรากฏว่าไร้
วี่แววของด่านตรวจและรถคู่กรณี
ผมเลยต้องยุติไว้แค่นั้น แล้วค่อยเข้าแจ้งความพร้อมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายประกันภัยในช่วงเช้าที่ สน. ดอนเมือง
ทั้งนี้ ต้องขออภัยหากแท๊กผิดกระทู้และอธิบายเหตุการณ์ซะละเอียดยิบ เพียงอยากทราบความเห็นของ
เพื่อนๆสมาชิกว่า การกระทำของคู่กรณีนี้ เรียกได้ว่าเป็นการชนแล้วหนีหรือไม่? หรือเข้าข่ายประเภทใด
คงต้องขอคำชี้แนะและคำแนะนำจากสมาชิกผู้รู้ด้วยครับ
กรณีเช่นนี้ เข้าข่ายการชนแล้วหนี ใช่หรือไม่? ( ขอคำแนะนำด้วยครับ )
มีอุบัติเหตุรถชนกันจำนวนมาก บนเส้นวิภาวดีรังสิตขาออก ช่วงดอนเมือง เจ๊เล๊ง
ถือว่าเป็นอุบัติเหตุใหญ่ ที่ทำให้รถติดหนักในช่วงเวลาดังกล่าว
ผมทำงานอยู่แถวลาดพร้าว ต้องกลับเส้นทางนี้เป็นประจำ เพื่อเข้ารังสิต
ขับมาได้สักระยะ เริ่มเคลื่อนตัวได้ช้า แต่ไม่ทราบว่าด้านนี้มีอุบัติเหตุ จึงขับขยับมาเรื่อยๆ
จนมาถึงช่วงเวลาสำคัญ.. มีรถคันนึง ขับอยู่ด้านหน้าผม ทุกอย่างก็พอจะดูว่าปกติดี
จนกระทั่ง รถโดยรอบเริ่มมีการขยับเคลื่อนตัว แต่รถคันหน้าผมกลับไม่ขยับ ช่วงแรกๆ
ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่ได้นานอะไรมากนัก แต่มาผิดสังเกตุตรงที่เส้นขนาน เลนซ้ายและขวา
ทั้งหมดเคลื่อนตัวได้แต่ทำไมเลนผมถึงนิ่งสนิท แถมมีบางคันตบไฟเลี้ยวเขาเลนกลาง เลยแปลก
ใจว่าทำไมรถคันหน้าถึงไม่ขับออกไป จนนานเกินไปเลยบีบแตรบอกคันหน้า
จังหวะนี้ มีรถฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดงขับตามหลังผมมา และคงรู้สึกผิดสังเกตุเหมือนผม และด้วย
ฟอร์จูนเนอร์ตัวถังยกสูงกว่ารถผม น่าจะเห็นได้ชัดกว่ามุมมองของผม ( ผมขับเฟียสต้าครับ )
เขาตบไฟสูงต่ำและบีบแตร แต่รถคันหน้าก็ไม่ขยับเช่นกัน ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเปิดประตูออก
เจ้าของรถฟอร์จูนเนอร์ก็ออกมาก่อน พร้อมกับเดินไปที่รถเจ้าปัญหาคันนี้ เขามองดูสักพีกแล้ว
ตบกระจบด้านคนขับ ตบหลายครั้งมากกว่าที่เขาจะเดินกลับ ผมเลยเปิดกระจกแล้วถามเขาว่า
สรุปรถคันหน้านี่มันหลับคาถนนเหรอ คำเลยตอบกลับว่าใช่ พร้อมยิ้มและส่ายหัวแบบซังกะตาย
ผมเองก็เช่นกัน แต่ก็ทำใจเย็น ไหนๆออกตัวกันได้ล่ะ ก็จะได้รีบไป
รถคันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็นคู่กรณีแล้วกันนะครับ จะได้ไม่สับสน
เขาเดินหน้าไปได้สักระยะ แล้วหยุดรถตามคันหน้า ผมก็ขับขยับไปเรื่อยๆ แต่พอจะเคลื่อนตัว
ผมก็ตกใจเล็กน้อยที่คู่กรณีดันใส่เกียร์ถอด แล้วแช่เกียร์ไว้อย่างนั้น จนกระทั่งออกตัวอีกรอบ
รู้สึกว่ามันทะ
พวงมาลัยจะออกขวา ผมเลยใจชื่นขึ้นหน่อย เออ.. จะไปก็ไป กรูเสียว ( นึกในใจ ^^)
แต่มันไปไม่สุดครับ ประมาณว่ารถเหมือนจะเคลื่อนตัวไปช้าๆ ประมาณรถไหลมากกว่า
จนรถเลนขวาต้องเบรคตัวโก่ง เพราะเขาไม่ขยับรถเข้าเต็มเลน กึ่งจะคร่อมเลนเสียยังงั้น
พอรถเลนขวาจะขยับแซง คู่กรณีของผมมัน
กระแทกมาที่หน้ารถผมทันที คิดว่าจะรู้ตัว ที่ไหนได้ ตอนกระแทกเข้ามานี่เขาไม่ได้ถอนคันเร่ง
เลย ยังเหยียบคาอย่างนั้น ผมกลัวรถจะเสียหลักถอยไปโดนคันอื่น เลยต้องเหยียบเบรค
แล้วดึงเบรคมือ พอสักพักเขาหยุดแล้วใส่เกียร์เดินหน้า คราวนี้ยาวครับ เดินเครื่องยาวไม่สน
ว่ารถตัวเองถอยชนอะไร ท่าไม่ดีผมเลยจอดแล้วเปิดประตูออกมา แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่รถคู่
กรณีทันที .. ผมทุบกระจกให้เขาจอด แต่เขาแทบจะไม่สนว่ามีใครทุบกระจกรถเขาด้วยซ้ำ
ดีที่ว่าชั่วโมงนั้น รถขยับได้ไม่มาก จนเขาต้องจอด ผมเลยรัวมือทุบเลย จนคู่กรณีเปิดประตู.
พอก้าวออกมาจากรถ ผมนึกถึงคันฟอร์จูนเนอร์ทันทีที่ว่าเขาบอกว่าคันข้างหน้าหลับ แต่ผม
มองว่าเขาเหมือนคนเมาสุรามากกว่า แต่จังหวะที่เขาเปิดประตูแล้วก้าวออกจากตัวรถ ผมแทบ
ไม่ได้กลิ่นเหล้าจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย ลักษณะเขาตาลอยเหมือนคนเสพยามามากกว่า
สติสัมปะชัญญะเขาแทบจะไม่มี ผมลากแขนเขามาที่รถแล้วบอกว่า พี่ตามประกันมาเลยดีกว่า
แต่เขาก็ยังพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เลยให้ขับชิดซ้ายจอดแล้วค่อยคุยเรื่องประกัน เพราะถ้าจอด
คาถนนอย่างนี้มีหวังติดกันหนักสาหัสแน่ๆ เขาเหมือนจะโอเคขึ้นแล้วขับต่อ แต่ปรากฎว่าเขา
กลับขับไปเรื่อย ไม่มีทีท่าว่าจะเลียบซ้ายจอด ผมต้องบีบแตรพร้อมกับเปิดกระจก ทำมือให้เขารู้
ว่าให้เขาจอด แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ
ผมคิดว่า เอาล่ะ.. ไอ้นี่เล่นผมแล้ว เลยตัดสินใจแจ้ง 191 เพื่อให้ตำรวจช่วยเรียกจอด เลยบอก
เหตุการณ์ต่างๆให้เขาทราบ แล้ว 191 ก็แจ้งว่าจะติดต่อกลับ พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ให้ช่วย
เรียกตรวจ แต่ก็นะ.. เปล่าประโยชน์ เลยตัดสินใจโทรหาประกัน ทั้งๆที่ยังขับรถเพื่อจะตามเขาไป
แต่ทั้งทางประกันและ 191 ก็ให้แจ้งทะเบียนรถและลักษณะของรถ พร้อมกับเตือนเหมือนกันว่า
เพื่อความปลอดภัยไม่ต้องตาม เพียงแค่ถ่ายรูปคันของคู่กรณี ทะเบียนรถ ไว้แค่นั้นก่อน
( ซึ่งผมเอามือถือว่าถ่ายทันที ตั้งแต่รู้สึกว่าคู่กรณีไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรถมาเจรจา )
จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวจวนจะถึงพื้นที่เกิดเหตุของอุบัติเหตุใหญ่ มีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งได้คอยให้สัญญาณ
ให้เบี่ยงรถชิดทางซ้าย ( เพราะมีรถยนต์ที่เสียหาย กับคราบน้ำมัน ที่ช่องเดินรถด้านขวา ) ตอนนี้ผมมั่น
ใจแล้วว่ารถคู่กรณีจะไม่หยุดรถแน่นอน เมื่อขยับรถใกล้ถึงเจ้าหน้าที่ จึงตะโกนแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยสกัดรถ
แต่ไม่ทันการณ์ เพราะรถคู่กรณีเร่งเครื่องออกไป และช่วงจังหวะที่ชิดซ้ายทำให้คลาดกันหลายช่วงตัว
ผมเลยตัดสินใจเร่งเครื่องเพื่อจะติดตามและหวังว่าด่านช่วงบริเวณเมืองเอกจะสกัดรถไว้ได้ แต่ปรากฏว่าไร้
วี่แววของด่านตรวจและรถคู่กรณี
ผมเลยต้องยุติไว้แค่นั้น แล้วค่อยเข้าแจ้งความพร้อมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายประกันภัยในช่วงเช้าที่ สน. ดอนเมือง
ทั้งนี้ ต้องขออภัยหากแท๊กผิดกระทู้และอธิบายเหตุการณ์ซะละเอียดยิบ เพียงอยากทราบความเห็นของ
เพื่อนๆสมาชิกว่า การกระทำของคู่กรณีนี้ เรียกได้ว่าเป็นการชนแล้วหนีหรือไม่? หรือเข้าข่ายประเภทใด
คงต้องขอคำชี้แนะและคำแนะนำจากสมาชิกผู้รู้ด้วยครับ