ตอนเป็นเด็กก็เคยสงสัยนะว่า ทำไมพ่อแม่ต้องพยายามส่งให้เราเข้าเรียนในโรงเรียนดังๆ พอมีลูก ถึงได้เข้าใจมากขึ้น

กระทู้สนทนา
เท่าที่จำได้ หลังจากจบจากอนุบาล พ่อแม่ก็พยายามพาผมไปสมัครเข้าในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด
(ไม่ขอเอ่ยชื่อโรงเรียนและจังหวัดก็แล้วกัน เอาเป็นว่า จากการจัดอันดับโรงเรียนโดยวัดจากคะแนนสอบโดยเฉลี่ย
ของนักเรียนในช่วง 3 - 4ปีที่ผ่านมา โรงเรียนผมติดอยู่อันดับ 1-20 ของประเทศทุกปี )

แน่นอน ตอนเป็นเด็ก ก็ย่อมไม่มีปากมีเสียงใดๆอยู่แล้ว พ่อแม่ให้เรียนที่ไหนก็ต้องไป แม้จะแอบสงสัยอยู่บ้างว่า
โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนเทศบาลกับโรงเรียนวัดใกล้ๆบ้านก็มี ทำไมไม่ให้เราไปเรียน
ต้องเสียเวลาเดินทางเป็นครึ่งชั่วโมง เพื่อไปเรียนในโรงเรียนที่พ่อแม่หาให้ พอโตมา ก็ได้รู้ความจริงอีกอย่างว่า
โรงเรียนที่ผมไปเรียน ค่าเทอมแพงกว่าโรงเรียนแถวบ้านตั้งหลายเท่า ก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ ไม่ได้ถาม

วาร์ปมาตอนเป็นเด็กโตเลย ด้วยความที่โรงเรียนผมเปิดสอนตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลายเลย ก็เลยไม่ต้องย้ายไปไหน
เรียนตั้งแต่ ป.1 ยันจบ ม.6 เลย จบมา ก็เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่น ที่ส่วนใหญ่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดของรัฐที่อยู่
ในอันดับต้นๆของประเทศ

ตอนนั้นเริ่มเห็นข้อดีอย่างหนึ่งของการเรียนจบจากโรงเรียนดังๆแล้วข้อหนึ่งก็คือ คำว่า "Connection" หรือสายสัมพันธ์
ระหว่างศิษย์เก่า, รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่มีอะไรก็ช่วยเหลือกันทางเรื่องการงานและเรื่องอื่นๆทั่วไป บางครั้ง ก็ช่วยทำให้การติดต่อ
ประสานงานต่างๆราบรื่นมากขึ้น ด้วยเพียงเหตุผลที่ว่า เพราะเป็นศิษย์สถาบันเดียวกัน

วาร์ปมาอีกทีตอนมีลูกเลยละกัน พอมีลูก เราก็รู้สึกว่าอยากให้เค้าได้สัมผัส ได้เจอแบบเดียวกับที่เราได้ ผมก็ส่งเข้าเรียน
ในโรงเรียนที่ผมจบมานั่นแหล่ะ เค้าก็มาแบบเดียวกับผม คือเรียนตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย ตอนนี้แหล่ะครับ
ทำให้ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าการเรียนโรงเรียนดังๆ(หมายถึงดังในแง่วิชาการ, เด็กเรียนเก่งเยอะ) มันมีข้อดียังไง
เพราะตอนเรามองตัวเอง เราอาจจะมองไม่เห็น แต่พอเรามองคนอื่น เราจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

เพราะผมเริ่มสังเกตุเห็นพฤติกรรมของลูกผมและเพื่อนๆในกลุ่มของเค้าที่เรียนโรงเรียนเดียวกันและห้องเดียวกันว่า..
1.วันหยุด แทนที่จะจับกลุ่มไปเที่ยวกัน แต่เค้ากลับจับกลุ่มกันไปเรียนพิเศษ ฟิสิกส์บ้าง เคมีบ้าง คณิตศาสตร์บ้าง
โดยเด็กๆเค้าอยากเรียนกันเอง ผู้ปกครองไม่ได้บังคับแต่อย่างใด
2.พวกเค้า(ลูกผมและเพื่อนๆของเค้า) เริ่มมีการพูดคุยกันถึงอนาคต ตั้งแต่ยังเรียนม.4 (ตอนนี้อยู้ ม.5) ว่า อยากจะไป
เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไหน คณะไหน คือทุกคนมีเป้าหมายในชีวิตกันหมด
3.หัวข้อสนทนาทของพวกเค้า(แอบได้ยินลูกๆคุยกับเพื่อนเค้า) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องประมาณว่า เรียนพิเศษที่ไหนดี
อาจารย์คนไหนสอนเก่ง,วิชาไหนยาก วิชาไหนง่าย ฯลฯ

สรุปเลยละกัน
จริงอยู่ การที่เด็กจะเรียนดี มีความรับผิดชอบและใฝ่เรียนนั้น ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองก็จริง
แต่สังคมและสภาพแวดล้อมที่เค้าอยู่นั้น ผมว่าก็สำคัญไม่แพ้กัน
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ต่อให้คนที่เป็นฝาแฝดกัน นิสัยเหมือนกัน คนหนึ่งโตมาในสภาพแวดล้อมที่แย่ กับอีกคนหนึ่งที่
โตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี โอกาสและความน่าจะเป็นที่จะไปในทางที่ดี ใครจะมีมากกว่ากัน?

ดังนั้น การที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ พยายามให้ลูกของตัวเองเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในด้านวิชาการ
มันก็เหมือนกับการพยายามส่งให้เค้าได้ไปอยู่ในสังคม ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

การที่จะบอกว่าเด็กมันจะดีหรือไม่ดีนั้น อยู่ที่ตัวของมันเอง ก็จริงแค่บางส่วนครับ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมก็มีผล
อย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของเค้าเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า "เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน" หรอกครับ
มันจะเหมือนกันได้ยังไง ในเมื่อสังคมและสภาพแวดล้อมมันก็ต่างกัน  วัฒนธรรมองค์กรก็ต่างกัน
เบ้าหลอมต่างกัน แม่พิมพ์ต่างกัน ถึงจะใช้วัตถุดิบเดียวกัน ก็ออกมาไม่เหมือนกันอยู่ดี.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่