คนทรยศ
โดย...ล. วิลิศมาหรา
ฉันพยายามลากขาที่อ่อนเปลี้ย เสียจนแทบก้าวต่อไปไม่ไหว เข้าหาร่มไม้ริมถนนลูกรังทันที ที่ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์สองคันแผดเสียงดังสนั่นตรงมาหา นึกถึงพาหนะของตัวเอง ที่จอดทิ้งไว้ข้างทาง ไกลกว่าสี่กิโลเมตร ก่อนตัดสินใจเดินเท้ามา ซึ่งก็คือรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นขนาด 200 ซีซี. ที่ฉันขี่หนีออกจากโรงเก็บรถในที่พักหรูกลางเมืองทันที หลังเกิดภาวะฉุกเฉิน ทันสวมชุดเซฟตี้เพื่อเดินทางไกลด้วยพาหนะสองล้อ กับคว้าเงินสดติดมือมาด้วยจำนวนหนึ่ง ก่อนตัดสินใจบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางคุ้นชินสายนี้ มุ่งตรงสู่ปลายทางที่จากมากว่ายี่สิบปี โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะต้องกลับมาหามันอีก
และบัดนี้พาหนะของฉันที่จอดแอบอยู่ข้างทางเพราะน้ำมันหมด หลังแวะเติมน้ำมันครั้งสุดท้าย รวมทั้งบรรจุใส่ภาชนะมา คงถูกพบโดยคนขับจักรยานยนต์ทั้งสองคันนั่นเข้าแล้ว ระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตรทำให้ฉันกะน้ำมันไม่ถูก กะผิดไปเกือบสิบกิโลเมตรทีเดียว
พระเจ้า! ใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อนึกได้ว่าเสียบกุญแจรถคาไว้ ก่อนสละรถ หนึ่งในเสียงเครื่องยนต์ที่ได้ยินจึงเป็นเสียงพาหนะคู่ใจของฉันเอง หันตัวเข้ากำบังหลังต้นไม้ใหญ่ สายตาจ้องไปทางเสียงเครื่องยนต์ ที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ภาวนาขอให้คนขับขี่ ที่คงมีไม่ต่ำกว่าสองคนเป็นชาวบ้านแถวนี้ ด้วยใจอันเต้นระทึก
ถนนสายเปลี่ยวทอดยาวคดเคี้ยว ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่เส้นนี้ ตัดตรงไปหาหมู่บ้านเล็ก ๆ ติดชายแดนมลรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ ซึ่งเมื่อก่อน ฉันเคยมาทำงานเป็นแพทย์อาสาให้กับองค์กรเอกชนในค่ายผู้อพยพลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีพรมแดนอยู่อีกฟากแม่น้ำหลังหมู่บ้าน ค่ายผู้อพยพตั้งอยู่ไม่ไกล คนในหมู่บ้านจึงพลอยได้รับอานิสงส์ด้านการรักษาพยาบาล คนเจ็บไข้ได้ป่วย หยิงมีครรภ์ตลอดจนลูกเด็กเล็กแดง พากันเข้ามารับการช่วยเหลือจากทีมแพทย์และพยาบาลอาสา ซึ่งพวกเราล้วนยินดีอนุเคราะห์ ก็ในเมื่อเราช่วยแม้แต่คนต่างแดน คนประเทศเดียวกันแท้ ๆ จะปฏิเสธพวกเขาลงได้ยังไง นอกจากช่วยเหลือเรื่องหยูกยา เรายังพากันไปเยี่ยมคนป่วยในหมู่บ้าน จึงรู้จักกับหลายคน โดยเฉพาะคนเป็นผู้นำ มิตรไมตรีที่ชาวบ้านมีให้ต่อแพทย์อาสาฯจึงน่าประทับใจ
ทว่าวันเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานอะไร ๆ อาจเปลี่ยนไป แต่จะกลัวทำไม คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าสามารถบุกบั่นมาจนถึงที่นี่ได้ ทางรอดของฉันย่อมพอมี
แม้จากไปนานแต่ฉันจำทางได้ดี เพราะถนนเส้นนี้ก็ยังมีสภาพเดิม ๆ ไม่เปลี่ยนไปเลย สองข้างทางมีแต่ป่าละเมาะ เห็นต้นไม้ใหญ่บ้างประปราย บ้านเรือนตามรายทางเบาบางตั้งแต่แยกจากถนนสายหลัก และยิ่งเข้ามาลึกเท่าใหร่ บ้านเรือนก็ยิ่งเว้นช่วงห่างจนกระทั่งขาดหาย ไม่พบที่อยู่อาศัยของใครอีก ไม่มีเรือกสวนไร่นาใด ๆ นอกจากความเปล่าเปลี่ยวของป่า ไกลออกไปคือภูเขาตั้งตระหง่าน กระหนาบเส้นทางซ้ายขวาคือป่า ไม่พบผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตอื่น อีก นอกจากเจ้าของเสียงรถปริศนาที่ฉันกำลังรอลุ้นอยู่ว่าจะเป็นใคร
ทันทีที่เห็นคนนำหน้า หัวใจของฉันก็พองโตขึ้นด้วยแรงปรีดา ปล่อยมือจากสิ่งที่กำแน่นอยู่ในกระเป๋าชุดนักบิด วันเวลาอาจสร้างริ้วรอยขึ้นบนใบหน้าสี่เหลี่ยม รวมทั้งรูปร่างสันทัดที่ดูล่ำใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ฉันก็จำคีรูฟได้ จำดวงตาเรียวคม บ่งบอกถึงสติปัญญาฉลาดกว่าคนอื่นในหมู่บ้าน จำท่าทางว่องไวแต่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อ“หมอจีซัส”แพทย์หญิงอาสาสมัครอย่างฉัน และยังจำคำพูดสุดท้ายก่อนลากันเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อนได้ ซึ่งมันทำให้ฉันตัดสินใจ หนีมาหลบภัยฉุกเฉินที่นี่
“ถ้ามีอะไรให้พอรับใช้ หมออย่าลืมผม”
คีรูฟให้ความนับถือฉันอย่างสูง หลังผ่านคืนวันอันแสนเลวร้ายวันนั้นมาได้ วันที่เขาขับมอเตอร์ไซค์พา อีธอว์ ภรรยาท้องแก่มาหาฉันถึงในค่าย เขาผ่านจุดตรวจทั้งหลายเข้ามาถึงในแค้มป์พยาบาล ก็เพราะมโนธรรมของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ อีธอว์ครบกำหนดคลอดและพยายามเบ่ง แต่เธอคลอดลูกไม่ได้ หมอตำแยในหมู่บ้านหมดปัญญา หลังขย่มท้องเธออยู่นาน ในที่สุดหญิงสาวผู้น่าสงสารก็ตกเลือด และกำลังจะสิ้นใจ
คีรูฟตัดสินใจพาเมียรักเข้ามาขอความช่วยเหลือในศูนย์ แต่ทว่าช้าไป ขณะที่ฉันกำลังผวาเข้ามาช่วย อีธอว์ก็สิ้นลมไปแล้ว ฉันเพิ่งรู้ว่าลูกในท้องของเธออยู่ในท่าขวาง คีรูฟพอแน่ใจว่าเสียภรรยาไป เขาก็ประคองร่างเธอร่ำไห้ ก่อนเงยหน้าจ้องตาแดงก่ำมาที่ฉัน เสียเมียไปแล้วชายผู้โชคร้ายไม่อยากเสียลูกไปอีกคน เขาขอร้องฉันด้วยเสียงสั่นสะท้าน
“หมอ...ช่วยลูกผมด้วย”
วินาทีแห่งความเป็นความตาย ของอีกหนึ่งชีวิตในท้องอีธอว์ ฉันไม่มีเวลาหยุดคิดอะไรมากนัก นอกจากหันไปคว้ามีดผ่าตัดขึ้นมาถือ ขณะที่คีรูฟวางร่างเมียรักลงบนเตียงผ่าตัดสนาม
และในตอนนี้ คีรูฟขี่รถญี่ปุ่นของฉันนำหน้ามา มีผู้ชายวัยรุ่นสองคนบนมอเตอร์ไซค์อีกคันขี่ตามหลัง ฉันผวาออกไปยืนข้างทางให้เห็น รถทั้งสองคันเบรกเอี้ยดทันที ฉันถอดหมวกกันน็อคออกเผยให้เห็นใบหน้า พลันดวงตาเรียวคมของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
“หมอจีซัส”
ในความทรงจำอันลึกซึ้ง ฉันพึ่งได้ประจักษ์ในวินาทีนี้ คีรูฟจำฉันได้ทันที เขาอุทานพร้อมดับเครื่องยนต์ ก่อนป่ายขาลงจากอานรถ พลอยทำให้รถอีกคันต้องดับเครื่องตาม
“เป็นหมอจริง ๆ ด้วย หมอกลับมาทำอะไรที่นี่อีกครับ แล้ว...นี่รถหมอใช่ไหม”
เขาถาม ตาคมมองสำรวจตัวฉันซึ่งอยู่ในชุดเซฟตี้ของนักบิด และคีรูฟคงเดาออก เขาฉลาดเสมอ ใบหน้าคร้ามจึงหันไปทางสองล้อคันงามที่เขาไปพบเข้ากลางทาง ก่อนหันมารอคำตอบ
“ขอบคุณพระเจ้าที่เป็นเธอ คีรูฟ ใช่ รถหมอเอง กะน้ำมันติดรถมาไม่ถูกเลยน้ำมันหมดกลางทาง โชคดีจริง ๆ ที่พบเธอเข้า นึกว่าต้องเดินไปอีกตั้งหกกิโลเสียแล้ว” ฉันยังไม่ตอบคำถามทั้งหมด สายตาแลเลยไปยังสองหนุ่มที่นั่งคร่อมอานรถอีกคัน
“ครับ โชคดีที่เป็นพวกผมไปพบเข้า นึกแปลกใจว่าใครมาทิ้งรถสวยแบบนี้ไว้กลางป่า ตรวจดูถึงรู้ว่าน้ำมันหมด ผมเลยดูดน้ำมันจากรถผมเติมขับมา หมอคงจำอิซาสไม่ได้ เพราะตอนหมอไปเขายังไม่ถึงขวบ ส่วนนั่น...เบดูอาไงครับ เจ้าเด็กวายร้ายที่หมอเคยช่วยจากจมน้ำ”
ดูเหมือนคีรูฟจะเข้าใจถึงสายตาฉัน เขาชี้ไปที่อิซาส ลูกชายที่ฉันช่วยผ่าเอาตัวออกมาจากท้องแม่ที่ตายไปแล้ว กับชายหนุ่มผิวคล้ำผมดำตาดำอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุแก่กว่าอิซาสสักเจ็ดหรือแปดปี ฉันพอจำได้ว่า เขาคือเด็กชายจอมซนที่มักเข้ามาแอบขโมยของในแค้มป์บ่อย ๆ แต่เพราะเป็นเด็กจึงไม่มีใครเอาเรื่อง มีครั้งหนึ่งที่เบดูอาไปลงเล่นน้ำแล้วเกิดเป็นตะคริว โชคดีที่มีคนช่วยเอาตัวขึ้นจากน้ำได้ทัน และฉันผ่านมาพบเข้าพอดี เบดูอาจึงรอดชีวิต ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มให้ฉัน เบดูอาทำท่านึกได้ แต่อิซาสคงได้ยินเรื่องของฉันจากผู้เป็นพ่ออีกที
“ท่าทางหมอคงเหนื่อยมาก ไปพักบ้านผมทานข้าวปลา อาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นเสียก่อนดีกว่า”
หนุ่มใหญ่ไม่ซักถามอะไรต่อ เขาเอ่ยชวน ซึ่งฉันหรือจะขัดศรัทธา ขึ้นซ้อนท้ายรถทันที...พระเจ้าอยู่ข้างฉันแล้ว...
บ้านหลังเล็กของคีรูฟที่อาศัยอยู่กับลูกชายก่อด้วยอิฐหยาบ ๆ กั้นเป็นห้องเพียงหนึ่งห้อง แล้วต่อเพิงสังกะสีออกไปด้านหลัง ทำเป็นห้องน้ำกับห้องครัว บ้านหลังนี้อยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน ห่างจากบ้านหลังอื่นและไม่มีไฟฟ้าใช้
รู้จากปากเขาว่าตั้งแต่เมียตาย เขาก็ไม่คิดหาแม่ใหม่มาให้อิซาส สู้อดทนเลี้ยงดูลูกชายตามลำพัง แต่ถ้าหากลูกชายแต่งงานมีครอบครัวไปก็ไม่แน่ เขาถือว่าหมดภาระ อาจมองหาใครสักคนที่เข้าใจกัน เอาไว้คอยดูแลยามชรา แต่ก็รำพันว่าลำบากใจ เพราะเคยให้สัญญาไว้กับอิธอว์ ว่าจะรักเธอเพียงคนเดียว...
คำพูดของเขากระแทกแผลเหวอะกลางใจเข้าอย่างจัง เจ็บปวดจนทำเอากลืนข้าวฝืดคอ หวนนึกถึงคำสัญญาของผู้ชายใจคดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสามี แล้วก็ก้มหน้าลงซ่อนน้ำตา ผู้ชายคนนั้นความรู้สูง รูปร่างหน้าตาดี แต่น้ำใจไม่ได้แม้สักกระผีกของชายบ้านป่า
ผ่านมาหลายวัน ป่านนี้ศพของชายโฉดกับหญิงชั่ว ที่ถูกฉันกระหน่ำยิงด้วยปืนเก็บเสียง ซึ่งอุตส่าห์หามาเตรียมไว้เพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ก่อนจะลากศพซ่อนไว้ใต้เตียง ฉันวางแผนฆ่าทั้งคู่ทิ้งทันที ที่เห็นภาพผัวตัวดีนอนกกกับเพื่อนสนิทของฉันบนเตียง หล่อนนึกว่าฉันจะทะเลาะกันจนเลิกกับเขาไปเพื่อจะได้มาเป็นเมียแทน แต่หล่อนคิดผิด!
เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล หลังมื้อเย็นฉันจึงผล็อยหลับไปภายในบ้านหลังเล็กของคีรูฟ ฉันยังไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟังทั้งนั้น ตั้งใจว่าจะเล่าและกะจะขอร้องให้เขาช่วยให้ข้ามฟากไปยังพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ที่นั่นกฎหมายฆ่าคนต่างจากที่นี่ และเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพที่มักหนีไปกบดาน ฉันจะไปชุบตัวที่นั่นพร้อมทรัพย์สินที่ยักย้ายไปรอท่า มันมากพอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่
รู้สึกตัวอีกทีเมื่อค่ำไปแล้วและทั้งบ้านก็เงียบสนิท แปลกใจที่คีรูฟไม่จุดตะเกียง บ้านทั้งหลังจึงมืดทึบและเงียบเชียบไร้ คีรูฟกับลูกชายไปไหน อาจเป็นไปได้ว่าออกไปข้างนอกแล้วยังไม่กลับมา ...ออกไปข้างนอก ทันใดฉันก็ก็เกิดฉุกใจคิด...พวกเขาออกไปไหนกันล่ะ
ความหวาดระแวงกระโดดเข้าเกาะกุมหัวใจ ฉันผุดลุกขึ้นยืน เพ่งสายตาให้ชินกับความมืด อาศัยแสงสว่างจากจันทร์เต็มดวงนอกหน้าต่าง พอมองเห็นรอบตัวได้ สาวเท้าตรงไปยังประตูหน้าบ้านที่ปิดอยู่ แง้มเปิดมันออก
พลันนั้นก็ต้องชะงักมือค้าง ก่อนรีบงับบานประตูปิดลงตามเดิม ฉันใจหายวาบต่อภาพที่เห็น ตั้งสติค่อย ๆ แง้มบานประตูออกดูใหม่ ส่องสายตาแอบดู
ผู้ชายสามคนกำลังยืนพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน เหมือนหารือกัน แสงจันทร์สาดส่องว่าร่างเหล่านั้นคือคีรูฟกับลูกชายและเบดูอา ในมือของหนุ่มผมดำถือสิ่งเรืองแสงบางอย่างอยู่ในมือ ทั้งหมดกำลังก้มมองดูมัน เจ้าสิ่งนั้นคือโทรศัพท์มือถือ!
บัดซบ! แม้หลบหลีกตำรวจมาได้จนถึงชายแดน อีกนิดเดียวก็จะหนีพ้นเงื้อมมือกฎหมาย นึกไม่ถึงว่าเครือข่ายใยแมงมุมจะชักใยจนครอบคลุมไปแม้แต่ในหมู่บ้านห่างไกลแร้นแค้น ข่าวคราวของแพทย์หญิงคนดังลงมือสังหารโหดสามีกับหญิงชู้ที่ทางการกำลังตามล่าตัวอยู่ พร้อมเงินค่าหัวล่อใจของญาติผู้ตายซึ่งมากโข จึงปรากฏหราส่งมาตามอากาศ สามคนนั่นคงกำลังปรึกษากันถึงเรื่องนี้อย่างคร่ำเคร่ง
(มีต่อ)
คนทรยศ
โดย...ล. วิลิศมาหรา
ฉันพยายามลากขาที่อ่อนเปลี้ย เสียจนแทบก้าวต่อไปไม่ไหว เข้าหาร่มไม้ริมถนนลูกรังทันที ที่ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์สองคันแผดเสียงดังสนั่นตรงมาหา นึกถึงพาหนะของตัวเอง ที่จอดทิ้งไว้ข้างทาง ไกลกว่าสี่กิโลเมตร ก่อนตัดสินใจเดินเท้ามา ซึ่งก็คือรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นขนาด 200 ซีซี. ที่ฉันขี่หนีออกจากโรงเก็บรถในที่พักหรูกลางเมืองทันที หลังเกิดภาวะฉุกเฉิน ทันสวมชุดเซฟตี้เพื่อเดินทางไกลด้วยพาหนะสองล้อ กับคว้าเงินสดติดมือมาด้วยจำนวนหนึ่ง ก่อนตัดสินใจบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางคุ้นชินสายนี้ มุ่งตรงสู่ปลายทางที่จากมากว่ายี่สิบปี โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะต้องกลับมาหามันอีก
และบัดนี้พาหนะของฉันที่จอดแอบอยู่ข้างทางเพราะน้ำมันหมด หลังแวะเติมน้ำมันครั้งสุดท้าย รวมทั้งบรรจุใส่ภาชนะมา คงถูกพบโดยคนขับจักรยานยนต์ทั้งสองคันนั่นเข้าแล้ว ระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตรทำให้ฉันกะน้ำมันไม่ถูก กะผิดไปเกือบสิบกิโลเมตรทีเดียว
พระเจ้า! ใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อนึกได้ว่าเสียบกุญแจรถคาไว้ ก่อนสละรถ หนึ่งในเสียงเครื่องยนต์ที่ได้ยินจึงเป็นเสียงพาหนะคู่ใจของฉันเอง หันตัวเข้ากำบังหลังต้นไม้ใหญ่ สายตาจ้องไปทางเสียงเครื่องยนต์ ที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ภาวนาขอให้คนขับขี่ ที่คงมีไม่ต่ำกว่าสองคนเป็นชาวบ้านแถวนี้ ด้วยใจอันเต้นระทึก
ถนนสายเปลี่ยวทอดยาวคดเคี้ยว ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่เส้นนี้ ตัดตรงไปหาหมู่บ้านเล็ก ๆ ติดชายแดนมลรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ ซึ่งเมื่อก่อน ฉันเคยมาทำงานเป็นแพทย์อาสาให้กับองค์กรเอกชนในค่ายผู้อพยพลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีพรมแดนอยู่อีกฟากแม่น้ำหลังหมู่บ้าน ค่ายผู้อพยพตั้งอยู่ไม่ไกล คนในหมู่บ้านจึงพลอยได้รับอานิสงส์ด้านการรักษาพยาบาล คนเจ็บไข้ได้ป่วย หยิงมีครรภ์ตลอดจนลูกเด็กเล็กแดง พากันเข้ามารับการช่วยเหลือจากทีมแพทย์และพยาบาลอาสา ซึ่งพวกเราล้วนยินดีอนุเคราะห์ ก็ในเมื่อเราช่วยแม้แต่คนต่างแดน คนประเทศเดียวกันแท้ ๆ จะปฏิเสธพวกเขาลงได้ยังไง นอกจากช่วยเหลือเรื่องหยูกยา เรายังพากันไปเยี่ยมคนป่วยในหมู่บ้าน จึงรู้จักกับหลายคน โดยเฉพาะคนเป็นผู้นำ มิตรไมตรีที่ชาวบ้านมีให้ต่อแพทย์อาสาฯจึงน่าประทับใจ
ทว่าวันเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานอะไร ๆ อาจเปลี่ยนไป แต่จะกลัวทำไม คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าสามารถบุกบั่นมาจนถึงที่นี่ได้ ทางรอดของฉันย่อมพอมี
แม้จากไปนานแต่ฉันจำทางได้ดี เพราะถนนเส้นนี้ก็ยังมีสภาพเดิม ๆ ไม่เปลี่ยนไปเลย สองข้างทางมีแต่ป่าละเมาะ เห็นต้นไม้ใหญ่บ้างประปราย บ้านเรือนตามรายทางเบาบางตั้งแต่แยกจากถนนสายหลัก และยิ่งเข้ามาลึกเท่าใหร่ บ้านเรือนก็ยิ่งเว้นช่วงห่างจนกระทั่งขาดหาย ไม่พบที่อยู่อาศัยของใครอีก ไม่มีเรือกสวนไร่นาใด ๆ นอกจากความเปล่าเปลี่ยวของป่า ไกลออกไปคือภูเขาตั้งตระหง่าน กระหนาบเส้นทางซ้ายขวาคือป่า ไม่พบผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตอื่น อีก นอกจากเจ้าของเสียงรถปริศนาที่ฉันกำลังรอลุ้นอยู่ว่าจะเป็นใคร
ทันทีที่เห็นคนนำหน้า หัวใจของฉันก็พองโตขึ้นด้วยแรงปรีดา ปล่อยมือจากสิ่งที่กำแน่นอยู่ในกระเป๋าชุดนักบิด วันเวลาอาจสร้างริ้วรอยขึ้นบนใบหน้าสี่เหลี่ยม รวมทั้งรูปร่างสันทัดที่ดูล่ำใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ฉันก็จำคีรูฟได้ จำดวงตาเรียวคม บ่งบอกถึงสติปัญญาฉลาดกว่าคนอื่นในหมู่บ้าน จำท่าทางว่องไวแต่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อ“หมอจีซัส”แพทย์หญิงอาสาสมัครอย่างฉัน และยังจำคำพูดสุดท้ายก่อนลากันเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อนได้ ซึ่งมันทำให้ฉันตัดสินใจ หนีมาหลบภัยฉุกเฉินที่นี่
“ถ้ามีอะไรให้พอรับใช้ หมออย่าลืมผม”
คีรูฟให้ความนับถือฉันอย่างสูง หลังผ่านคืนวันอันแสนเลวร้ายวันนั้นมาได้ วันที่เขาขับมอเตอร์ไซค์พา อีธอว์ ภรรยาท้องแก่มาหาฉันถึงในค่าย เขาผ่านจุดตรวจทั้งหลายเข้ามาถึงในแค้มป์พยาบาล ก็เพราะมโนธรรมของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ อีธอว์ครบกำหนดคลอดและพยายามเบ่ง แต่เธอคลอดลูกไม่ได้ หมอตำแยในหมู่บ้านหมดปัญญา หลังขย่มท้องเธออยู่นาน ในที่สุดหญิงสาวผู้น่าสงสารก็ตกเลือด และกำลังจะสิ้นใจ
คีรูฟตัดสินใจพาเมียรักเข้ามาขอความช่วยเหลือในศูนย์ แต่ทว่าช้าไป ขณะที่ฉันกำลังผวาเข้ามาช่วย อีธอว์ก็สิ้นลมไปแล้ว ฉันเพิ่งรู้ว่าลูกในท้องของเธออยู่ในท่าขวาง คีรูฟพอแน่ใจว่าเสียภรรยาไป เขาก็ประคองร่างเธอร่ำไห้ ก่อนเงยหน้าจ้องตาแดงก่ำมาที่ฉัน เสียเมียไปแล้วชายผู้โชคร้ายไม่อยากเสียลูกไปอีกคน เขาขอร้องฉันด้วยเสียงสั่นสะท้าน
“หมอ...ช่วยลูกผมด้วย”
วินาทีแห่งความเป็นความตาย ของอีกหนึ่งชีวิตในท้องอีธอว์ ฉันไม่มีเวลาหยุดคิดอะไรมากนัก นอกจากหันไปคว้ามีดผ่าตัดขึ้นมาถือ ขณะที่คีรูฟวางร่างเมียรักลงบนเตียงผ่าตัดสนาม
และในตอนนี้ คีรูฟขี่รถญี่ปุ่นของฉันนำหน้ามา มีผู้ชายวัยรุ่นสองคนบนมอเตอร์ไซค์อีกคันขี่ตามหลัง ฉันผวาออกไปยืนข้างทางให้เห็น รถทั้งสองคันเบรกเอี้ยดทันที ฉันถอดหมวกกันน็อคออกเผยให้เห็นใบหน้า พลันดวงตาเรียวคมของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
“หมอจีซัส”
ในความทรงจำอันลึกซึ้ง ฉันพึ่งได้ประจักษ์ในวินาทีนี้ คีรูฟจำฉันได้ทันที เขาอุทานพร้อมดับเครื่องยนต์ ก่อนป่ายขาลงจากอานรถ พลอยทำให้รถอีกคันต้องดับเครื่องตาม
“เป็นหมอจริง ๆ ด้วย หมอกลับมาทำอะไรที่นี่อีกครับ แล้ว...นี่รถหมอใช่ไหม”
เขาถาม ตาคมมองสำรวจตัวฉันซึ่งอยู่ในชุดเซฟตี้ของนักบิด และคีรูฟคงเดาออก เขาฉลาดเสมอ ใบหน้าคร้ามจึงหันไปทางสองล้อคันงามที่เขาไปพบเข้ากลางทาง ก่อนหันมารอคำตอบ
“ขอบคุณพระเจ้าที่เป็นเธอ คีรูฟ ใช่ รถหมอเอง กะน้ำมันติดรถมาไม่ถูกเลยน้ำมันหมดกลางทาง โชคดีจริง ๆ ที่พบเธอเข้า นึกว่าต้องเดินไปอีกตั้งหกกิโลเสียแล้ว” ฉันยังไม่ตอบคำถามทั้งหมด สายตาแลเลยไปยังสองหนุ่มที่นั่งคร่อมอานรถอีกคัน
“ครับ โชคดีที่เป็นพวกผมไปพบเข้า นึกแปลกใจว่าใครมาทิ้งรถสวยแบบนี้ไว้กลางป่า ตรวจดูถึงรู้ว่าน้ำมันหมด ผมเลยดูดน้ำมันจากรถผมเติมขับมา หมอคงจำอิซาสไม่ได้ เพราะตอนหมอไปเขายังไม่ถึงขวบ ส่วนนั่น...เบดูอาไงครับ เจ้าเด็กวายร้ายที่หมอเคยช่วยจากจมน้ำ”
ดูเหมือนคีรูฟจะเข้าใจถึงสายตาฉัน เขาชี้ไปที่อิซาส ลูกชายที่ฉันช่วยผ่าเอาตัวออกมาจากท้องแม่ที่ตายไปแล้ว กับชายหนุ่มผิวคล้ำผมดำตาดำอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุแก่กว่าอิซาสสักเจ็ดหรือแปดปี ฉันพอจำได้ว่า เขาคือเด็กชายจอมซนที่มักเข้ามาแอบขโมยของในแค้มป์บ่อย ๆ แต่เพราะเป็นเด็กจึงไม่มีใครเอาเรื่อง มีครั้งหนึ่งที่เบดูอาไปลงเล่นน้ำแล้วเกิดเป็นตะคริว โชคดีที่มีคนช่วยเอาตัวขึ้นจากน้ำได้ทัน และฉันผ่านมาพบเข้าพอดี เบดูอาจึงรอดชีวิต ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มให้ฉัน เบดูอาทำท่านึกได้ แต่อิซาสคงได้ยินเรื่องของฉันจากผู้เป็นพ่ออีกที
“ท่าทางหมอคงเหนื่อยมาก ไปพักบ้านผมทานข้าวปลา อาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นเสียก่อนดีกว่า”
หนุ่มใหญ่ไม่ซักถามอะไรต่อ เขาเอ่ยชวน ซึ่งฉันหรือจะขัดศรัทธา ขึ้นซ้อนท้ายรถทันที...พระเจ้าอยู่ข้างฉันแล้ว...
บ้านหลังเล็กของคีรูฟที่อาศัยอยู่กับลูกชายก่อด้วยอิฐหยาบ ๆ กั้นเป็นห้องเพียงหนึ่งห้อง แล้วต่อเพิงสังกะสีออกไปด้านหลัง ทำเป็นห้องน้ำกับห้องครัว บ้านหลังนี้อยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน ห่างจากบ้านหลังอื่นและไม่มีไฟฟ้าใช้
รู้จากปากเขาว่าตั้งแต่เมียตาย เขาก็ไม่คิดหาแม่ใหม่มาให้อิซาส สู้อดทนเลี้ยงดูลูกชายตามลำพัง แต่ถ้าหากลูกชายแต่งงานมีครอบครัวไปก็ไม่แน่ เขาถือว่าหมดภาระ อาจมองหาใครสักคนที่เข้าใจกัน เอาไว้คอยดูแลยามชรา แต่ก็รำพันว่าลำบากใจ เพราะเคยให้สัญญาไว้กับอิธอว์ ว่าจะรักเธอเพียงคนเดียว...
คำพูดของเขากระแทกแผลเหวอะกลางใจเข้าอย่างจัง เจ็บปวดจนทำเอากลืนข้าวฝืดคอ หวนนึกถึงคำสัญญาของผู้ชายใจคดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสามี แล้วก็ก้มหน้าลงซ่อนน้ำตา ผู้ชายคนนั้นความรู้สูง รูปร่างหน้าตาดี แต่น้ำใจไม่ได้แม้สักกระผีกของชายบ้านป่า
ผ่านมาหลายวัน ป่านนี้ศพของชายโฉดกับหญิงชั่ว ที่ถูกฉันกระหน่ำยิงด้วยปืนเก็บเสียง ซึ่งอุตส่าห์หามาเตรียมไว้เพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ก่อนจะลากศพซ่อนไว้ใต้เตียง ฉันวางแผนฆ่าทั้งคู่ทิ้งทันที ที่เห็นภาพผัวตัวดีนอนกกกับเพื่อนสนิทของฉันบนเตียง หล่อนนึกว่าฉันจะทะเลาะกันจนเลิกกับเขาไปเพื่อจะได้มาเป็นเมียแทน แต่หล่อนคิดผิด!
เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล หลังมื้อเย็นฉันจึงผล็อยหลับไปภายในบ้านหลังเล็กของคีรูฟ ฉันยังไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟังทั้งนั้น ตั้งใจว่าจะเล่าและกะจะขอร้องให้เขาช่วยให้ข้ามฟากไปยังพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ที่นั่นกฎหมายฆ่าคนต่างจากที่นี่ และเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพที่มักหนีไปกบดาน ฉันจะไปชุบตัวที่นั่นพร้อมทรัพย์สินที่ยักย้ายไปรอท่า มันมากพอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่
รู้สึกตัวอีกทีเมื่อค่ำไปแล้วและทั้งบ้านก็เงียบสนิท แปลกใจที่คีรูฟไม่จุดตะเกียง บ้านทั้งหลังจึงมืดทึบและเงียบเชียบไร้ คีรูฟกับลูกชายไปไหน อาจเป็นไปได้ว่าออกไปข้างนอกแล้วยังไม่กลับมา ...ออกไปข้างนอก ทันใดฉันก็ก็เกิดฉุกใจคิด...พวกเขาออกไปไหนกันล่ะ
ความหวาดระแวงกระโดดเข้าเกาะกุมหัวใจ ฉันผุดลุกขึ้นยืน เพ่งสายตาให้ชินกับความมืด อาศัยแสงสว่างจากจันทร์เต็มดวงนอกหน้าต่าง พอมองเห็นรอบตัวได้ สาวเท้าตรงไปยังประตูหน้าบ้านที่ปิดอยู่ แง้มเปิดมันออก
พลันนั้นก็ต้องชะงักมือค้าง ก่อนรีบงับบานประตูปิดลงตามเดิม ฉันใจหายวาบต่อภาพที่เห็น ตั้งสติค่อย ๆ แง้มบานประตูออกดูใหม่ ส่องสายตาแอบดู
ผู้ชายสามคนกำลังยืนพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน เหมือนหารือกัน แสงจันทร์สาดส่องว่าร่างเหล่านั้นคือคีรูฟกับลูกชายและเบดูอา ในมือของหนุ่มผมดำถือสิ่งเรืองแสงบางอย่างอยู่ในมือ ทั้งหมดกำลังก้มมองดูมัน เจ้าสิ่งนั้นคือโทรศัพท์มือถือ!
บัดซบ! แม้หลบหลีกตำรวจมาได้จนถึงชายแดน อีกนิดเดียวก็จะหนีพ้นเงื้อมมือกฎหมาย นึกไม่ถึงว่าเครือข่ายใยแมงมุมจะชักใยจนครอบคลุมไปแม้แต่ในหมู่บ้านห่างไกลแร้นแค้น ข่าวคราวของแพทย์หญิงคนดังลงมือสังหารโหดสามีกับหญิงชู้ที่ทางการกำลังตามล่าตัวอยู่ พร้อมเงินค่าหัวล่อใจของญาติผู้ตายซึ่งมากโข จึงปรากฏหราส่งมาตามอากาศ สามคนนั่นคงกำลังปรึกษากันถึงเรื่องนี้อย่างคร่ำเคร่ง
(มีต่อ)